Skip to content

สื่อนอกปูด จึงรุ่งเรืองกิจเล็งขาย ‘ไทยซัมมิท’ คาดมูลค่า 2 พันล้านเหรียญ โยงปม EV-ขาดทายาท

05 ก.พ. 2569 | 12:35น.
สื่อนอกปูด จึงรุ่งเรืองกิจเล็งขาย ‘ไทยซัมมิท’ คาดมูลค่า 2 พันล้านเหรียญ โยงปม EV-ขาดทายาท
ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2026 เวลา 12.35 น. และอัพเดตล่าสุดเวลา 17.20 น.

ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเล็งขายธุรกิจครอบครัว ‘ไทยซัมมิทกรุ๊ป’ คาดว่าจะขายได้ในราคา 1.5-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47,000-63,000 ล้านบาท) เนื่องจากเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์และปัญหาทายาทสืบทอด ขณะที่ ‘ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ’ ปฏิเสธ

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า กลุ่มบริษัท ไทยซัมมิทกรุ๊ป ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของไทยกำลังพิจารณาขายธุรกิจท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ความไม่แน่นอนทางการเมือง และยังไม่สามารถหาทายาทสืบทอดกิจการได้

ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกหลายแห่งได้กลับมาเสนอแผนธุรกิจให้กับตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทอีกครั้ง โดยคาดว่าจะขายได้ในราคา 1.5-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47,000-63,000 ล้านบาท) ตามที่แหล่งข่าวระบุ โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากข้อมูลเป็นความลับ บริษัทยังไม่ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน และการเจรจาในระยะเริ่มต้นอาจไม่นำไปสู่การแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

ในขณะที่ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ดั้งเดิมโดยทั่วไปกำลังเผชิญกับอุปสรรคจากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ปัญหาการส่งต่อกิจการระหว่างรุ่นได้กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นในหมู่ธุรกิจครอบครัวในเอเชีย แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารต่าง ๆ ได้เสนอชื่อ CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone Inc. รวมถึงอื่น ๆ ให้กับ Thai Summit ในฐานะผู้สนใจเข้าซื้อกิจการ โดยที่ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ

Thai Summit ไม่ได้ตอบอีเมล์หลายฉบับที่ส่งไปเพื่อขอความคิดเห็น

สมาชิกของครอบครัวผู้ก่อตั้ง ซึ่งสร้างบริษัทให้เป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมาหลายทศวรรษ กำลังดิ้นรนเพื่อหาผู้สืบทอดที่จะบริหารธุรกิจต่อ หลังจากที่นายพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งเสียชีวิตในปี 2545 ธนาคารต่าง ๆ มองว่าโอกาสในการเข้าซื้อกิจการนี้มีความน่าสนใจ เนื่องจากหาได้ยากที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เช่นนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะเข้าสู่ตลาด

ธนาคารแห่งหนึ่งในวอลล์สตรีตประเมินมูลค่าการขายในปี 2567 ไว้ที่ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 89,000 ล้านบาท) แต่การเจรจาไม่สามารถคืบหน้าไปได้ไกลกว่าขั้นตอนการนำเสนอแผนธุรกิจ เนื่องจากผลประโยชน์ของครอบครัวไม่สอดคล้องกัน แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าว การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและคาดว่าจะทำให้มูลค่าลดลง

แหล่งข่าวระบุว่า บริษัทดังกล่าวมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายมากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.9 ล้านล้านบาท) จากรายได้ประจำปีที่เกิน 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (82,000 ล้านบาท) และมีพนักงานมากกว่า 20,000 คนทั่วประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีโรงงานในประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

กระทั่งล่าสุด นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท เปิดเผยกับ ‘ประชาชาติธุรกิจ’ จากกรณีที่มีรายงานว่า ‘ไทยซัมมิท’ เล็งขายกิจการ หลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี EV ความไม่แน่นอนทางการเมือง และปัญหาช่องว่างในการสืบทอดธุรกิจของตระกูลนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีข้อเท็จจริงแต่อย่างใด (อ่านต่อ ไทยซัมมิท โต้ ไม่ได้ขายธุรกิจ ย้ำอย่าโยง ‘การเมือง’)

ทั้งนี้ บริษัทขอยืนยันว่าสมาชิกในครอบครัวของกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ทำงานการเมือง ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการบริหารงานของบริษัทแต่อย่างใด และบริษัทไม่ประสงค์ให้มีการนำเรื่องการประกอบธุรกิจมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

'ไทยซัมมิทกรุ๊ป' ไทยซัมมิท