Skip to content

มูฟเม้นต์หลังเลือกตั้ง 2569: เมื่อวิกฤตศรัทธาทับถมความเชื่อมั่น กกต.

12 ก.พ. 2569 | 18:57น.
มูฟเม้นต์หลังเลือกตั้ง 2569: เมื่อวิกฤตศรัทธาทับถมความเชื่อมั่น กกต.

หลังปิดหีบเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภาพที่ปรากฏสู่สายตาประชาชนไม่ใช่เพียงผลคะแนนที่ “หักปากกาเซียน” แต่คือวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระ และกระแสข่าวลือเม็ดเงินสะพัดที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาจพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ประชาชาติธุรกิจ รวบรวมประเด็นร้อนที่เป็น “ปัญหา” หลังการเลือกตั้งครั้งนี้

วิกฤตศรัทธา กกต.: จาก “บัตรเขย่ง” ถึง “นับคะแนนใหม่”

ประสิทธิภาพการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นตำบลกระสุนตกทันที เมื่อพบความผิดปกติกระจายตัวทั่วประเทศ

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ระบุว่าปัญหาเชิงประจักษ์ อาทิ ใบนับคะแนนถูกทิ้ง และการซีลหีบบัตรที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ ร้ายแรงกว่าการซื้อเสียง เพราะนี่คือ “การบิดเบือนเจตจำนง” ซึ่ง กกต. ต้องกล้าตัดสินใจนับคะแนนใหม่หากมีหลักฐานชัดเจน

คุณสฤณี อาชวานันทกุล ตั้งคำถามถึงปรากฏการณ์ “บัตรเขย่ง” ที่ตัวเลขผู้ใช้สิทธิแบบเขตและบัญชีรายชื่อไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งต้องการคำชี้แจงที่โปร่งใสกว่าที่เป็นอยู่

กลุ่ม We Watch เผยผลสำรวจพบผู้ใช้สิทธิกว่า 57.6% ไม่เชื่อมั่น กกต. ขณะที่ บก.ลายจุด จี้ให้เปิดระบบ “วอร์รูม” หลังผ่านไป 3 วันยังไม่สามารถสรุปผลทางการได้

Money Politics : เมื่อนโยบายพ่ายแพ้ต่อ “กระสุน”

วงการวิชาการวิเคราะห์ว่านี่คือการเลือกตั้งที่ใช้เงิน “ดุ” ที่สุดครั้งหนึ่ง

เงินสะพัด: คาดการณ์เม็ดเงินหมุนเวียนในการซื้อเสียงเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งก่อนหน้าการเลือกตั้งมีการปูดข่าวว่าจ่ายหนักถึง หัวละ 7,500 บาท

นโยบายถูกด้อยค่า: การใช้เงินที่โจ่งแจ้งทำให้ประเด็นนโยบายพรรคการเมืองที่เคยหาเสียงไว้แทบไร้ความหมาย ชัยชนะในหลายพื้นที่วัดกันที่ “สายป่าน” และการเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่รัฐต่อหลักฐานทุจริต

เอกซเรย์ 113 คำร้องทุจริต: กกต. รับลูก 107 สำนวน

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ระบุยอดร้องเรียนพุ่งถึง 113 เรื่อง โดยมีสถานะดังนี้:

• รับเป็นสำนวนไต่สวนแล้ว: 107 เรื่อง (เข้าสู่กระบวนการไต่สวนเชิงลึก 39 คดี)

• ประเภทความผิด: อันดับหนึ่งคือ “การซื้อเสียง” ตามมาตรา 73(1) รองลงมาคือความผิดปกติจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ (PO) เช่น กรณีมีข่าวว่า กปน. ในจังหวัดพะเยายอมรับถูกจ้างวานฉีกบัตร

• กรณีชลบุรี เขต 1: กกต. มีมติ “ไม่นับคะแนนใหม่” โดยระบุว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าเลือกตั้งไม่สุจริต แม้จะเป็นกรณีที่สังคมจับตามากที่สุด

แรงกระเพื่อมทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ผลโพลพลิกล็อก: พรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคเพื่อไทยลดต่ำกว่าร้อยที่นั่ง และพรรคประชาชน แม้คะแนนนิยมจะสูงแต่กลับเผชิญกำแพงกลไกนอกสภา

เสถียรภาพในสายตาโลก: ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) มองว่ารัฐบาลผสมภายใต้การนำของภูมิใจไทยอาจเป็นรัฐบาลที่ “Durable” (เข้มแข็งและทนทาน) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านนโยบายการคลัง แต่ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ในสังคมที่ยัง “ไม่จบ” อาจเป็นความท้าทายสำคัญในระยะยาว