นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง (Middle East) เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญของภาคการท่องเที่ยวของไทย เป็นตลาดที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 100,000 บาทต่อคนต่อทริป โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และคูเวต ที่นิยมสินค้าทางการท่องเที่ยวด้าน Health & Wellness, Luxury และ Sports Tourism
พร้อมทั้งคาดหวังว่า “ตะวันออกกลาง” จะเป็นตลาดใหม่ที่ตอบโจทย์ “Value over Volume” ได้อย่างชัดเจน และสร้างรายได้ทะลุ 1 แสนล้านบาทได้ในปี 2569 นี้
แต่ล่าสุดเหตุการณ์อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน พร้อมสั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เที่ยวบินพาณิชย์บินผ่าน ลุกลามไปถึงน่านฟ้าอิหร่าน และ UAE กระทั่งสายการบินทั่วโลกได้ระงับเที่ยวบินทั่วตะวันออกกลางตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
รับกระทบ “ท่องเที่ยวไทย”
“ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์” เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มขยายตัวรุนแรงมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยสายการบินทำการทยอยยกเลิกเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การยกเลิกเที่ยวบินที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลจะต้องมีมาตรการเร่งด่วนออกมาเพื่อดูแลนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ หรือกรณีที่มีการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางรัฐบาลจะต้องกำหนดให้โรงแรมและสายการบินอนุญาตให้เลื่อนการเดินทางออกไปได้และไม่ยึดค่ามัดจำ
รวมถึงต้องมีมาตรการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และต้องสื่อสารออกไปให้ชัดเจน ว่าไทยไม่ได้อยู่ในจุดของการปะทะครั้งนี้
อัดงบฯปั๊มตลาดระยะใกล้ชดเชย
“ดร.อดิษฐ์” บอกด้วยว่า ส่วนตัวประเมินว่าผลกระทบจะชัดเจนมากขึ้นในไตรมาส 2-4 ของปี 2569 นี้ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล ดังนั้นรัฐบาลต้องมีงบประมาณเข้ามาทำตลาดระยะใกล้มากขึ้น เพื่ออุดช่องของตลาดระยะไกลที่หายไปจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ปี 2569 นี้ เหตุการณ์ตะวันออกกลางจะทำให้สัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติในตลาดระยะใกล้และไกลเปลี่ยนแปลงจากเดิม จึงอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาตั้งคณะทำงานระหว่างรัฐบาลและเอกชนในภาคการท่องเที่ยวแบบถาวรขึ้นและเป็นรูปธรรม เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต”
“ดร.อดิษฐ์” ยังบอกอีกว่า หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังคาดหวังรายได้จากตลาดระยะไกลเหมือนเดิม แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ รัฐบาลต้องเร่งหารือร่วมกับสายการบินเพื่อให้นักท่องเที่ยวระยะไกลที่ต้องการเดินทางเข้ามาไทยสามารถเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง
เน้นดูดูแลนักท่องเที่ยวตกค้าง
“นัทรียา ทวีวงศ์” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ บอกว่า ได้คุยกับผู้ประกอบการทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมดแล้ว เช่น ททท., สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมโรงแรม, สมาคมในสาขาบริการต่าง ๆ ขอให้ร่วมมือกันในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทยจากเหตุการณ์เที่ยวบินถูกยกเลิกในฐานะเจ้าบ้านที่ดี
โดยประสานผ่านสมาคมโรงแรมไปยังโรงแรมต่าง ๆ ที่มีนักท่องเที่ยวตกค้างว่าจะสามารถให้ส่วนลดค่าโรงแรมในราคาที่เขาสามารถจะจ่ายได้ได้หรือไม่ หรือประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวว่าจะสามารถจัด Package ให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวต่อในราคาพิเศษอย่างไรได้บ้าง
“เราถือว่าตรงนี้คือโอกาสในวิกฤตที่จะสร้างภาพจำที่ดีแก่นักท่องเที่ยวว่าในยามวิกฤตเราก็ดูแลเขา ทำให้เขาเชื่อว่าหากเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยจะอุ่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างดี”
โดยในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวฯมีการช่วยเหลือเบื้องต้นด้วยการชดเชยวันละ 2 พันบาท ตามระเบียบ
ส่วนนักท่องเที่ยวที่วีซ่าจะหมดอายุหรือคาบเกี่ยว เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวฯในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่หลักอย่าง ภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ อาสาสมัครต้องเข้าไปสำรวจสอบถามเพื่อให้คำแนะนำและช่วยเหลือด้วย
ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
ด้าน “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า ททท.สำนักงานต่างประเทศได้ติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต หรือ ศตท. เพื่อเป็นกลไกหลักในการรวบรวม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์
นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ตลาดในประเทศประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกพื้นที่ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้าง พร้อมทั้งเตรียมแผนกระตุ้นตลาดภายในประเทศ และตลาดศักยภาพอื่น ๆ เพื่อรองรับและทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบ
และทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย ททท.จะเร่งดำเนินมาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเดินหน้าดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ ททท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แก่ทุกฝ่ายเพื่อให้ทุกภาคส่วนปรับตัวและบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมในภาวะวิกฤตครั้งนี้
ผนึกเอกชนดูแลนักท่องเที่ยว
ขณะที่สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ในฐานะองค์กรผู้แทนภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศก็ได้ผนึกกำลังสมาชิกทั่วประเทศดูแลนักท่องเที่ยวจากผลกระทบเช่นกัน
โดย “ชัย อรุณานนท์ชัย” ประธาน สทท.ระบุว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้บางสายการบินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมต่อผ่านตะวันออกกลาง รวมถึงเที่ยวบินจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีการระงับหรือปรับเปลี่ยนเที่ยวบินชั่วคราว ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่สามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยได้ตามกำหนด และเกิดนักท่องเที่ยวตกค้างในบางพื้นที่
สทท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน และพร้อมสนับสนุนมาตรการของภาครัฐ เพื่อให้การดูแลนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการดูแลผู้มาเยือนด้วยความเข้าใจ เอื้ออาทร และเป็นมืออาชีพ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประเทศไทยในระยะยาว”
ทั้งนี้ สทท.ได้ออกประกาศขอความร่วมมือไปยังสมาชิกและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ให้พิจารณาดำเนินมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ 1.พิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมการเลื่อนการเดินทางหรือการเข้าพัก 2.พิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมการยกเลิกในกรณีจำเป็น
3.เสนออราคาพิเศษหรือเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการพำนัก และ 4.ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเที่ยวบินและประสานความช่วยเหลือใกล้ชิด
และบอกด้วยว่า สทท.เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือจากภาคเอกชนทั่วประเทศจะช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทาง “คุณภาพ” และ “ปลอดภัย” และตอกย้ำบทบาทของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจประเทศด้วย
หนุนไทย ‘Safe Destination’ เมื่อโลกผันผวน ‘ความปลอดภัย’ คือคำตอบ
จากเหตุการณ์อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน และลุกลามไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง หนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญของภาคการท่องเที่ยวของไทยตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
“ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์” เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ระบุว่าประเทศไทยต้องเร่งสร้างจุดขายเรื่อง Safe Destination
เพราะ โลกวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่ “ราคา” แต่แข่งขันกันที่ “ความมั่นใจ”
สงคราม ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ความผันผวนด้านพลังงาน ไปจนถึงวิกฤตข้อมูลข่าวสาร ล้วนทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจบนคำถามเดียวว่า “ปลอดภัยไหม ?”
“ความปลอดภัย” จึงไม่ใช่เพียงมาตรการรักษาความสงบ แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการท่องเที่ยวโลก”

ประเทศไทยมีศักยภาพจะเป็น Safe Destination ได้จริง เพราะมีฐานที่แข็งแรง ทั้งภูมิศาสตร์ที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิหลักของโลก ระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และวัฒนธรรมบริการที่มีความใส่ใจโดยธรรมชาติ
แต่คำถามสำคัญคือ เราจะทำให้ “ความปลอดภัย” กลายเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่แค่คำโฆษณาได้อย่างไร
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวหลังโควิดชัดเจนมาก ก่อนเลือกจุดหมาย เขาดู 3 เรื่องหลักคือ 1.ความมั่นคงทางการเมืองและความสงบเรียบร้อย 2.ระบบสาธารณสุขและการรับมือเหตุฉุกเฉิน และ 3.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ต่อให้สถานที่สวยแค่ไหน ถ้าความเสี่ยงสูง การตัดสินใจจะถูกเลื่อนหรือยกเลิกทันที
Safe Destination จึงไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็น “ระบบคุณภาพชีวิต” ของประชาชน เพราะสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจ ก็คือสิ่งเดียวกับที่ทำให้คนไทยอยู่ดีมีสุข
ถนนปลอดภัย อาหารปลอดภัย สิ่งแวดล้อมปลอดภัย ข้อมูลปลอดภัย สาธารณสุขเข้าถึงง่าย
ทั้งหมดคือคุณภาพชีวิตของคนไทย และในเวลาเดียวกันคือจุดขายของประเทศ
นอกจากนี้ เทรนด์รักษ์โลกและสุขภาพ ทำให้ความปลอดภัยลึกขึ้นกว่าเดิม โดยนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ไม่ได้มองแค่ “ปลอดภัยจากอาชญากรรม” แต่เขามองถึงอากาศสะอาด อาหารปลอดสาร น้ำสะอาด การจัดการขยะ ความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยว และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
“Safe Destination” ในปี 2026 จึงต้องแปลว่า ปลอดภัยทั้งร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม
ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีมาก อาหารไทยคือ Soft Power Wellness และ Medical Tourism คือจุดแข็ง ทรัพยากรธรรมชาติคือความได้เปรียบ
แต่ถ้าไม่มีระบบป้องกันความเสี่ยงที่ชัดเจน เช่น การบริหารจัดการนักท่องเที่ยวเกินขีดความสามารถ (Overtourism) ระบบเตือนภัยธรรมชาติ มาตรฐานความปลอดภัยทางทะเล มาตรฐานรถทัวร์-รถเช่า การควบคุมคุณภาพสินค้าและบริการ ความได้เปรียบเหล่านี้จะกลายเป็นความเสี่ยงทันที
และเน้นว่าความปลอดภัยต้องเป็น “ระบบ” ไม่ใช่ “ปฏิกิริยา”
โดยประเทศที่เป็น Safe Destination อย่างแท้จริง ต้องมี 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.Prevention System : ป้องกันก่อนเกิดเหตุระบบเตือนภัย การบริหารความเสี่ยงในระดับจังหวัดและระดับชาติ 2.Data & Dashboard : ข้อมูลแบบเรียลไทม์ การติดตามเหตุการณ์โลก เที่ยวบิน พลังงาน การเดินทาง คำเตือนการท่องเที่ยว
3.Standard & Enforcement : มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ไม่ใช่เข้มบางพื้นที่ หละหลวมบางพื้นที่ และ 4. Crisis Communication : การสื่อสารที่เร็ว ชัด และโปร่งใส เพราะความไม่ชัดเจนทำลายความเชื่อมั่นเร็วกว่าเหตุการณ์จริง
และหากเราทำให้ประเทศไทยปลอดภัยในทุกมิติ ประชาชนจะได้ถนนที่ปลอดภัยขึ้น ระบบฉุกเฉินที่เร็วขึ้น อากาศสะอาดขึ้น เมืองที่จัดการขยะดีขึ้น และระบบข้อมูลที่โปร่งใสขึ้น
เรียกว่าไม่ใช่เรื่องนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่นี่คือโครงสร้างประเทศที่ยกระดับทั้งเศรษฐกิจและสังคม
สรุปคือ ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักท่องเที่ยวไม่ได้มองหาจุดหมายที่ “ถูกที่สุด” แต่จะมองหาจุดหมายที่ “มั่นใจได้มากที่สุด”
และประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็น Safe Destination ของเอเชีย ถ้าเราทำ “ความปลอดภัย” ให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน
เมื่อ “คนไทย” รู้สึกปลอดภัย “นักท่องเที่ยว” ก็จะรู้สึกปลอดภัย
พร้อมย้ำว่า เมื่อโลกผันผวน ประเทศที่มั่นคงจะเป็นประเทศที่ถูกเลือกเสมอ