นายกสมาคมรับเหมาก่อสร้าง ทำหนังสือถึง“นายกฯอนุทิน”เร่งแก้ปัญหาราคาน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น ยื่น 4 แนวทาง เข้าถึงแหล่ง ชดเชยราคาน้ำมัน ขยายสัญญา รื้อค่า K
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 18 มีนาคม 2569 สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยนางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่องข้อเสนอมาตรการในการแก้ปัญหาราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น
เปิด 5 แรงกระแทกวิกฤตน้ำมัน
โดยระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มผันผวนในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานกระทบ
ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุดสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สมาคมฯได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกผู้ประกอบการก่อสร้างจำนวนมาก ว่าได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีการใช้น้ำมันมากกว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน
แม้รัฐบาลจะประกาศให้มีการควบคุม
ราคาน้ำมันแล้ว แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เนื่องจากเป็นการควบคุมเฉพาะราคาน้ำมันที่ขายหน้า
ปั๊มน้ำมันเท่านั้น ทำให้ผู้ประกอบการก่อสร้างประสบปัญหา
1.ปัญหาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการที่ต้องซื้อปริมาณมากหรือซื้อตรงจากโรงกลั่น ต้องซื้อน้ำมันในราคาสูงกว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊ม
2.ปัญหาราคาผลิตภัณฑ์ปิโดรเลียมที่ใช้ในการก่อสร้างมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก เช่น ยาง AVC, น้ำมันเตา เป็นต้น
3.ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ โดยผู้ค้าบางรายไม่มีน้ำมันเพียงพอสำหรับการจัดส่ง และบางรายไม่ขอเสนอราคาเนื่องจากความผันผวนด้านราคาที่ผิดปกติ
4.ปัญหาผู้ประกอบการไม่สามารถนำเอาเครื่องจักรไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันได้และผู้ค้าไม่ยอมจ่ายน้ำมันลงถัง
เป็นต้น
5.ปัญหาจากการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกหยุดชะงัก ทำให้เกิดข้อจำกัดในการจัดหาวัตถุดิบในการผลิตสินค้าในกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน (OF-inked) ซึ่งจะมีผล
ต่อเนื่องให้ราคาผลิตภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง อาทิ เหล็ก คอนกรีด สี กระเบื้อง สุขภัณฑ์มีแนวโน้มสูงขึ้น
ชี้เหตุสุดวิสัย-แบกภาระไม่ไหว
ปัญหาดังกล่าวข้างต้น ถือเป็นเหตุสุดวิสัยส่งผลกระทบทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย และเป็นเหตุให้
ผู้ประกอบการก่อสร้างไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ ทำให้เกิดภาวะชะงักงันใน
การทำงานจากการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากต้นทุนพลังงานและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็น
ต้นทุนหลักในการดำเนินงาน
ในขณะที่สัญญาก่อสร้างจำนวนมากเป็นสัญญาที่มีราคาคงที่และไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ในระยะสั้น อาจนำไปสู่การชะลอการดำเนินงานของโครงการก่อสร้าง การลดกำลังการผลิต
ของผู้ประกอบการ ตลอดจนความเสี่ยงต่อการละทิ้งงาน การเลิกจ้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการ
จ้างงานในภาคก่อสร้าง การดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และเสถียรภาพของระบบ
เศรษฐกิจโดยรวม
เสนอ 4 แนวทางแก้ปัญหา
สมาคมฯ จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขให้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พิจารณาแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อลผลกระทบต่อต้นทุนการ
ประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการก่อสร้างที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหลัก
1.จัดหาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ในการก่อสร้าง รวมถึงช่วยเหลือ
ผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการ เช่น ออกคำสั่งให้สามารถเติมน้ำมันลงถังเพื่อใช้สำหรับเติมเครื่องจักรได้ตามปกติ
2.พิจารณาชดเชยราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ในการก่อสร้าง อาทิ น้ำมัน
เชื้อเพลิง, น้ำมันดีเซล, น้ำมันเตา, ยาง A/C เป็นต้น โดยกำหนดให้ให้ใช้มาตรการชดเชยราคาน้ำมันหรือใช้กลไกกองทุนเพื่อบรรเพาผลกระทบจากตันทุนพลังงาน
ทั้งนี้ต้องกำหนดมาตรการชดเชยราคาน้ำมันที่ครอบคลุมทั้งราคาขายปลีกและราคาขายส่งอย่างเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกระหว่างราคาน้ำมันขายปลึกหน้าสถานีบริการน้ำมัน และ
ราคาขายส่งหรือราคาจำหน่ายผ่านผู้ค้า (Jobber) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันทุกภาคส่วน ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยลดความบิดเบือนของกลไกราคา สร้างความเป็น
ธรรมต่อผู้ประกอบการ และลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมได้อย่างเหมาะสม
3.พิจารณาขยายอายุสัญญาโครงการก่อสร้างที่ได้รับผลกระพบ ได้แก่โครงการก่อสร้างขนาดเล็ก เช่น งานซ่อมบำรุงทางที่มีสัญญาน้อยกว่า 180 วัน ขอสงวนสิทธิ์หยุดงาน 100 วัน โดยที่มีสิทธิ์งดเว้นค่าปรับได้, โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ยังมีนิติสัมพันธ์อยู่ ให้สามารถยายอายุสัญญาการก่อสร้าง โดยที่มีสิทธิ์งดเว้นค่าปรับได้
4.พิจารณาปรับปรุงสูตรปรับราคาค่างานก่อสร้าง (ค่า K) โดยเปลี่ยนดัชนีราคาน้ำมันและราคาผลิตภัณฑ์ปีโตรเลือมที่ใช้อ้างอิงในสูตร จากการใช้ราคานั้นขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันตามที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ มาเป็นราคาน้ำมันขายหน้าคลังหรือราคา
ขายส่งมาใช้อ้างอิงแทน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมก่อสร้าง
เนื่องจากผู้ประกอบการก่อสร้างส่วนใหญ่ต้องจัดหาน้ำมันในปริมาณมากสำหรับการใช้เครื่องจักร การขนส่งวัสดุก่อสร้าง และกระบวนการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยมีตันทุนที่สูงกว่าราคาขายปลึกหน้าสถานีบริการน้ำมัน และให้รับการชดเชยจากกองทุนหรือมาตรการช่วยเหลือใดๆ
ทั้งนี้ การปรับปรุงโดรรสร้างสูตรค่า K ดังกล่าวอาจต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาและดำเนินการในเชิงนโยบายและกฎหมาย
สมาคมฯ จึงขอเสนอให้ภาครัฐเร่งพิจารมากำหนดมาตรการช่วยเหลือหรือการชดเชยต้นทุนในลักษณะมาตรการเฉพาะกาลสำหรับโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยการพิจารณาปรับปรงปรุงค่า K ควบคู่ไป
กับการกำหนดมาตรการเฉพาะกาลนั้น จะช่วยบรรเทาต้นทุนของผู้ประกอบการ
รักษาความต่อเนื่องของโครงการก่อสร้างภาครัฐ และป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคา
พลังงานได้อย่างทันท่วงที
บังคับใช้ย้อนหลัง28ก.พ.69
โดยขอให้มาตรการดังกล่าวข้างดัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างอิหร่าน-อิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ไปจนกว่าราคาน้ำมันและ
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างจะกลับสู่ภาวะปกติก่อนเกิดสงคราม