Skip to content
ดูทั้งหมด

วิกฤตตลาดเครื่องเงินวัวลาย ต้นทุนพุ่ง สาหัสสุดในรอบ 50 ปี

22 มี.ค. 2569 | 11:48น.
pca_Cover_photo1

pca_Cover_photo1

ในห้วงเวลาที่ราคา “ทองคำ” ทังในประเทศและต่างประเทศได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ขณะที่ราคา “เงิน” พุ่งขึ้นเกือบ 5 เท่าในเวลาไม่ถึง 2 ปี สิ่งนี้ไม่เพียงสะท้อนความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ทว่าแรงสั่นสะเทือนจากการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ยังส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อ “ชุมชนเครื่องเงินวัวลาย” จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกำลังเผชิญภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ที่หันไปถือครองเงินในรูปแบบการลงทุนมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โลหะมีค่าอย่าง “เงิน” กำลังถูกนิยามใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก จากเครื่องประดับและสินทรัพย์สะสม สู่ “วัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์” ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

“วัวลาย” แหล่งหัตถศิลป์และศูนย์กลางการทำเครื่องเงินเก่าแก่ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ที่เคยยืนอยู่บนฐานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กำลังถูกดึงเข้าไปอยู่ในสมรภูมิโลหะยุทธศาสตร์ (Strategic Metals) ของเศรษฐกิจโลก โดยไม่ทันตั้งตัว

วิกฤตในรอบ 50 ปี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดรณ์ สุทธิภิบาล อาจารย์ประจำสาขาวิชาออกแบบแฟชั่นสิ่งทอ และเครื่องประดับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และประธานคลัสเตอร์เครื่องเงินวัวลาย และที่ปรึกษา บริษัท เครื่องเงินวัวลาย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในรอบกว่า 50 ปีของอุตสาหกรรมเครื่องเงินวัวลาย

โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและช่างฝีมือในชุมชน นับจากช่วงโควิด ร้านเครื่องเงินในย่านวัวลายต้องปิดเกือบ 3 ปี การผลิตหยุด การท่องเที่ยวหาย ช่างไม่ได้ถูกเลิกจ้าง แต่รายได้เป็นศูนย์ หลังจากนั้น ช่างประมาณ 20-30% ตัดสินใจออกจากอาชีพ และหายไปจากระบบ ซึ่งถือเป็นการสูญเสียองค์ความรู้เชิงช่างอย่างมีนัยสำคัญ

หลังการคลี่คลายของโควิด-19 ตลาดเครื่องเงินไม่ได้กลับมาในรูปแบบเดิม จากหน้าร้านในย่านท่องเที่ยว โครงสร้างการค้าขยับเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการหรือช่างที่ไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้ กลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตเครื่องเงินในย่านวัวลายเหลืออยู่ราว 50 ราย แบ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่และรายกลาง 20 ราย และช่างห้องแถวอีกราว 30 ราย มีการผลิตอยู่ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ เครื่องเงินประเภทเครื่องประดับราว 70% และเครื่องเงินกลุ่มเครื่องใช้ 30% ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ราว 80-100 ล้านบาทต่อปี

เครื่องเงินวัวลาย

อุตฯ EV เขย่าเงินโลก

ตลาดเครื่องเงินในย่านวัวลาย กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาวัตถุดิบ คือ “เงิน” ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้เครื่องเงินจะไม่ใช่โลหะเพื่อการลงทุนหลักเหมือนทองคำ แต่กลับได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดโลหะโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนเครื่องเงินปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นผลจากภาวะตึงตัวของปริมาณเงินในตลาดโลก ซึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนบทบาทของโลหะเงินในระบบเศรษฐกิจโลก

ปัจจุบันเงินไม่ได้ถูกใช้แค่ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ แต่ได้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ถูกใช้มากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าดีที่สุด กล่าวคือ EV (ยานยนต์ไฟฟ้า) ใช้ “แร่เงิน” (Silver) ในกระบวนการผลิต รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และแผงโซลาร์เซลล์

ทั้งนี้ โลหะเงินมีความสำคัญอย่างมากในฐานะวัสดุนำไฟฟ้าในส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร แบตเตอรี่ และระบบจัดการพลังงาน ซึ่งสหรัฐอเมริกาและจีนเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจมีการสะสมและใช้โลหะเงินในปริมาณมาก ความต้องการเงินในฐานะวัตถุดิบสำคัญจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ซัพพลายในตลาดโลกตึงตัว

จากโครงสร้างดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการเครื่องเงินรายย่อยในพื้นที่อย่างวัวลาย ซึ่งต้องพึ่งพาการซื้อวัตถุดิบจากตลาดกลาง ไม่สามารถต่อรองราคาได้ ต้องแบกรับต้นทุนเนื้อเงินที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ขณะเดียวกันยังพบปรากฏการณ์การซื้อ “เงินแท่ง” เพิ่มขึ้นในบางช่วง โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่มองว่าเงินเป็นทางเลือกทดแทนทองคำ ในยามที่ราคาทองคำปรับตัวสูง ส่งผลให้เงินถูกดึงออกจากตลาดการผลิตไปสู่ตลาดการถือครองมากขึ้น ยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของวัตถุดิบสำหรับภาคหัตถกรรม

“ช่างไม่ได้แพ้เรื่องฝีมือหรือคุณค่าเชิงศิลปะ แต่ต้นทุนถูกกำหนดโดยตลาดโลก ซึ่งรายย่อยไม่มีอำนาจต่อรอง เป็นความท้าทายของผู้ผลิตเครื่องเงินย่านวัวลาย ว่าควรเดินต่ออย่างไร ท่ามกลางการแข่งขันด้านทรัพยากรโลหะที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกวัน หากไม่มีการปรับตัวหรือการสนับสนุนเชิงนโยบาย ก็จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว”

เครื่องเงินวัวลาย

เงินพุ่งกิโลละแสน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรณ์กล่าวต่อว่า การพุ่งขึ้นของราคาเงินเป็นไปตามราคาทองคำโลก ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 ปี ราคาเงินเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25,000 บาท/กก. เป็นกว่า 120,000 บาท/กก. ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเครื่องเงินพุ่งสูงในระดับที่ผู้ประกอบการรายย่อยแทบไม่สามารถบริหารความเสี่ยงได้

“รายย่อยไม่สามารถล็อกราคาวัตถุดิบได้ รับงานวันนี้ แต่อาจต้องซื้อเงินอีก 4-5 วันถัดมา ราคาขยับขึ้นทันที บางรายขาดทุนหลักแสนทั้งที่ยังต้องทำงานต่อ”

นอกจากนี้ ด้วยกำลังซื้อที่ชะลอตัว ออร์เดอร์เครื่องเงินลดลงมากกว่าร้อยละ 50 ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งชะลอการซื้อเครื่องประดับ และหันมานำเครื่องเงินเก่ามาขายแทน ทำให้ร้านเครื่องเงินหลายแห่งต้องปรับบทบาทจาก “ร้านขาย” เป็น “ร้านรับซื้อ” ซึ่งต้องอาศัยทั้งเงินทุนและความรู้ด้านการหลอมและรีไฟน์โลหะ

ขณะเดียวกันยังเกิดปรากฏการณ์ใหม่ คือ ความต้องการซื้อ “เงินแท่ง” เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเงินแท่งถือเป็นเครื่องมือลงทุนที่มีแนวโน้มได้รับความนิยมสูงขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ซัพพลายจากเหมืองที่จำกัด ทำให้ราคาเนื้อเงินพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก สะท้อนการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเงินจากงานหัตถศิลป์ไปสู่การเป็นสินทรัพย์ลงทุน

“คนไม่ได้ซื้อเงินเพราะมันถูก แต่ซื้อเพราะหวังว่ามันจะแพงขึ้น แนวโน้มดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของเครื่องเงินเชิงหัตถศิลป์”

บูมลงทุนเงินแท่ง-เม็ดเงิน

นายฉัตรพล สุนทรไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินทรีทองค้าทองแท่ง จำกัด ผู้ค้าทองแท่งและทองรูปพรรณรายใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ กล่าวว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดโลหะมีค่า คือกระแสความนิยมในการลงทุน “เงินแท่ง” (Silver Bar) และ “เม็ดเงิน” (Silver Grain) โดยมียอดการสอบถามและซื้อขายในพื้นที่ภาคเหนือเพิ่มขึ้นถึง 50-60%

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินแท่งได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากช่วงต้นปี 2569 ราคาเม็ดเงินจากประมาณ 30,000-40,000 บาท/กก. ปรับขึ้นไปสูงสุดถึงราว 120,000 บาท/กก. ก่อนจะปรับฐานลงมาอยู่ในระดับ 70,000-80,000 บาทในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้ซัพพลายในตลาดตึงตัวและผลักดันราคาให้ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับรูปแบบการลงทุนโลหะเงิน นายฉัตรพลระบุว่า นักลงทุนมีทั้งการลงทุนในรูปแบบเม็ดเงินและเงินแท่ง โดยเงินแท่งมักนิยมในขนาด 1 กก. เพราะมีความสวยงามและสะดวกต่อการจัดเก็บ อย่างไรก็ตาม เงินแท่งมีข้อจำกัดเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% โดยในช่วงต้นปี 2569 ราคาเงินแท่งขนาด 1 กก. เคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 85,000-92,000 บาท/กก. และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสถานการณ์ตลาดโลก ซึ่งถือว่าสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับต้นปี 2568

ขณะที่การลงทุนในเม็ดเงินได้รับความนิยมสูงในกลุ่มที่ต้องการลงทุนในปริมาณมาก นิยมซื้อขายในขนาด 1 กก. ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 81,000-92,000 บาท/กก. และไม่ต้องเสียภาษี VAT 7% อย่างไรก็ตาม ราคายังคงผันผวนตามภาวะตลาดโลกเช่นเดียวกัน

นายฉัตรพลกล่าวต่อว่า แม้การลงทุนในเงินแท่งและเม็ดเงินจะมีมาแล้วกว่า 10 ปี แต่ในอดีตความนิยมยังไม่สูงเท่าทองคำ ซึ่งเงินแท่งเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกและสินทรัพย์ปลอดภัย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการลงทุนเพิ่มกว่า 50-60%

ทั้งนี้ แม้เงินจะเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ แต่มีความผันผวนสูงกว่าทองคำมาก กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และเน้นการลงทุนระยะสั้นในลักษณะ “เข้าไว ออกไว” เพื่อลดความเสี่ยงจากการปรับฐานของราคา

ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาเงินในช่วงนี้ คือความต้องการใช้เงินในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลงทุนในเงินแท่งที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ซัพพลายในตลาดมีจำกัด

ทั้งนี้ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบเงินได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเครื่องเงินในย่านวัวลาย จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เมื่อประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้ตลาดเครื่องเงินดั้งเดิมต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในปัจจุบัน

เร่งปรับดีไซน์เพื่ออยู่รอด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงสร้างปัญหาหลักของอุตสาหกรรมเครื่องเงินวัวลาย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับตัวขึ้นของราคาเงิน แต่คือการที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ “ต้นทุนระดับโลก” ขณะที่จำหน่ายสินค้าอยู่ใน “ตลาดท้องถิ่น” และตลาดท่องเที่ยวซึ่งกำลังซื้อยังอ่อนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องลดขนาดการผลิตและน้ำหนักชิ้นงาน หรือรับงานในลักษณะ “ประคองตัว” เพื่อรักษาช่างฝีมือให้อยู่ในระบบมากกว่าการขยายตัวเชิงธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังต้องเร่งปรับตัว ทั้งการควบคุมต้นทุน การออกแบบสินค้าให้ร่วมสมัย เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม และเพิ่มมูลค่าผ่านเรื่องราวทางวัฒนธรรม รวมถึงการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ และการเชื่อมโยงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

อย่างไรก็ดี จุดแข็งของเครื่องเงินวัวลายที่เครื่องเงินอุตสาหกรรมไม่สามารถทดแทนได้ คือ งานทำมือ ลวดลายเฉพาะถิ่น และองค์ความรู้เชิงช่างที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น หากขาดการพยุงเชิงนโยบาย การพัฒนาช่างรุ่นใหม่ และการสนับสนุนด้านตลาดอย่างเป็นระบบ อุตสาหกรรมเครื่องเงินวัวลายอาจเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญเสียมรดกหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าของเชียงใหม่ในระยะยาว

ด้านผู้ประกอบการเครื่องเงินในย่านวัวลายสะท้อนว่า ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือร้านเครื่องเงินขนาดเล็กมีเงินทุนจำกัดไม่สามารถซื้อวัตถุดิบมาตุนได้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตลดลง บางรายหยุดการผลิตชั่วคราวส่วนการปรับราคาขายหน้าร้านเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะปัจจุบันพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป จากการจับจ่ายสินค้าหรูหราสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเริ่มหันมาเน้นการขาย “งานดีไซน์” มากกว่าน้ำหนักโลหะ โดยออกแบบเครื่องประดับให้มีความร่วมสมัย ใช้เงินในปริมาณน้อยลง และผสมผสานวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น ไม้สัก ผ้าทอพื้นเมือง หรือหนัง นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้กับเครื่องเงินวัวลาย และสอดรับกับเทรนด์การบริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในวันที่โลหะเงินถูกยกระดับจากเครื่องประดับสู่ “โลหะยุทธศาสตร์” ของอุตสาหกรรมโลก ภาพของชุมชนเครื่องเงินวัวลายกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่คือโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างถาวร

ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลคือ งานหัตถศิลป์เครื่องเงินวัวลาย จะยืนอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลกใหม่นี้ และนโยบายรัฐจะมีบทบาทอย่างไรในการพยุงมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ให้ถูกกลืนหายไปพร้อมกับคลื่นอุตสาหกรรมยุคใหม่

เครื่องเงินวัวลาย

ศก.ผันผวน-เงินจม โจทย์ใหญ่ ‘อุตสาหกรรมเครื่องเงิน’

นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์การผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับเงินในย่านวัวลาย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมในพื้นที่

โดยผลกระทบด้านต้นทุน พบว่าราคาวัตถุดิบเงินที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตขยับตัวสูงตาม ส่งผลให้การบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนทำได้ยากลำบากขึ้น เนื่องจากมีสภาวะเงินจมในระหว่างรอการระบายสินค้าออกสู่ตลาด ซึ่งผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับกลยุทธ์โดยการนำ “เงินเก่า” กลับมาหลอมเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตใหม่ เพื่อลดภาระการซื้อวัตถุดิบใหม่ที่มีราคาสูงในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ราคาเงินมีความผันผวนอย่างรุนแรง โดยราคาได้ดีดตัวขึ้นไปแตะระดับที่สูงมาก ก่อนจะเริ่มมีการย่อตัวลงมาเล็กน้อย แต่ทิศทางโดยรวมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ขณะเดียวกัน เงินก็มีความเชื่อมโยงกับราคาทองคำ โดยพบว่าราคาวัตถุดิบเงินมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราคาทองคำ เมื่อราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ราคาเงินมักจะขยับตามในทิศทางเดียวกัน แม้บางช่วงเวลาอาจจะมีจังหวะการขยับที่ช้ากว่าทองคำบ้างก็ตาม

นายณัฏฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนและสถานการณ์ราคาที่ผันผวน แต่ภาพรวมตลาดเครื่องเงินในพื้นที่ภาคเหนือยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

โดยกลุ่มผู้ประกอบการจำเป็นต้องเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนการผลิตในระยะยาว