เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อาเซียน-ญี่ปุ่น จ่ออัพเกรด AJCEP รับการค้าโลกใหม่ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทาน
Economic อาเซียน-ญี่ปุ่น จ่ออัพเกรด AJCEP รับการค้าโลกใหม่ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทาน
ราคาทองวันนี้ (21 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 750 บาท รูปพรรณขายออก 65,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 750 บาท รูปพรรณขายออก 65,550 บาท
เชฟรอนชุบชีวิตแท่นผลิตกลางอ่าวไทย ลดคาร์บอนกว่า 4,280 ตัน
Biz Movement เชฟรอนชุบชีวิตแท่นผลิตกลางอ่าวไทย ลดคาร์บอนกว่า 4,280 ตัน
นายกฯ ชี้คุณสมบัติ ‘ผบ.ตร. คนใหม่’ ยึดกฎหมาย-ต้องทำให้บ้านเมืองสงบ
Politics นายกฯ ชี้คุณสมบัติ ‘ผบ.ตร. คนใหม่’ ยึดกฎหมาย-ต้องทำให้บ้านเมืองสงบ
SCB กำไรสุทธิ Q2 กว่า 1.1 หมื่นล้าน เพิ่ม 9% จากไตรมาสแรก แต่ลดลง 13.1% จากปีก่อน
Finance SCB กำไรสุทธิ Q2 กว่า 1.1 หมื่นล้าน เพิ่ม 9% จากไตรมาสแรก แต่ลดลง 13.1% จากปีก่อน
ครม.รับทราบแผนกำกับกิจการพลังงาน ถึงปี’75 ตอบโจทย์การพัฒนากลไก
Politics ครม.รับทราบแผนกำกับกิจการพลังงาน ถึงปี’75 ตอบโจทย์การพัฒนากลไก
เกษตรฯ ปั้นองค์กร AI ลุย Data Hub ดัน ‘ยาง-ข้าว-ปาล์ม-โค’ รับกฎ EUDR
Economic เกษตรฯ ปั้นองค์กร AI ลุย Data Hub ดัน ‘ยาง-ข้าว-ปาล์ม-โค’ รับกฎ EUDR
นายกฯ สั่ง ครม.ช่วยประชาชนอุทธรณ์สิทธิ ‘บัตรคนจน’ ชง ครม.ขยายเวลา 27 ก.ค.
Politics นายกฯ สั่ง ครม.ช่วยประชาชนอุทธรณ์สิทธิ ‘บัตรคนจน’ ชง ครม.ขยายเวลา 27 ก.ค.
ทุเรียนไทยทะลุเป้า ส่งออกจีนเกิน 1 ล้านตัน โกยกว่า 1.14 แสนล้าน
Economic ทุเรียนไทยทะลุเป้า ส่งออกจีนเกิน 1 ล้านตัน โกยกว่า 1.14 แสนล้าน
สุริยะ การันตี ‘รพีภัทร์’ คุณสมบัติเหมาะนั่งปลัดเกษตรฯ สัปดาห์หน้าชงตั้งอธิบดี
Politics สุริยะ การันตี ‘รพีภัทร์’ คุณสมบัติเหมาะนั่งปลัดเกษตรฯ สัปดาห์หน้าชงตั้งอธิบดี
ดูทั้งหมด

สงคราม ‘อิหร่าน’ ยืดเยื้อ ตัวแปรคู่ค้าสหรัฐ ‘ชิ่ง’ ข้อตกลง

28 มี.ค. 2569 | 15:00น.
FILE PHOTO: A worker walks past a Portuguese ship loaded with containers at the Mariel Port in Mariel
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ป่วนแล้ว ป่วนอยู่ และป่วนต่อ นี่อาจเป็นวลีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอธิบายสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็น “ศูนย์กลาง” ในการสร้างความโกลาหล ปั่นป่วน เพราะว่าหลังจากศาลฎีกาสหรัฐมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่าการใช้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐภายใต้กฎหมายฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) จัดเก็บภาษีศุลกากรประเภท “ต่างตอบโต้” (Reciprocal Tariffs) กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกนั้น “ผิดกฎหมาย”

แต่ทันทีทันใดนั้นทรัมป์และทีมงานก็ประกาศใช้อำนาจตาม “กฎหมายการค้า” มาตรา 122 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคองเกรสเป็นเวลา 150 วัน โดยเรียกเก็บเต็มเพดานคือ 15% ซึ่งมาตรา 122 จะครบกำหนดวันที่ 23 กรกฎาคม ดังนั้น สหรัฐจึงจะขยับไปใช้อำนาจตามมาตรา 301 มารับช่วงต่อก่อนมาตรา 122 จะหมดอายุ

เดิมทีโลกยังคิดว่าพอมีเวลาหายใจโล่งอกเล็กน้อย เพราะการใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าปกตินั้น อย่างน้อยก็จำกัดอำนาจทรัมป์ไม่ให้ทำตามอำเภอใจได้ระดับหนึ่ง

แต่กลับกลายเป็นว่าโลกประสบปัญหา “หนักหน่วง” กว่าเดิม เมื่อทรัมป์และอิสราเอลได้จับมือกันทำสงคราม “บอมบ์” อิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นำมาสู่การตอบโต้ของอิหร่านด้วยการประกาศ “ปิด” ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ที่ส่วนใหญ่แล้วถูกขนส่งมาป้อนตลาดเอเชีย

นอกจากปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว อิหร่านมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ทั้งคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย ที่เป็นชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิด “วิกฤตพลังงาน” ครั้งร้ายแรงที่สุดของโลก ซึ่งสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศถึงกับบอกว่ารุนแรงกว่ายุค 1970

บิสซิเนส ไทม์ส เว็บไซต์ข่าวของสิงคโปร์รายงานว่า สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศมากพออยู่แล้ว แต่การที่สหรัฐอเมริกานำมาตรการใหม่มาเก็บภาษีประเทศต่าง ๆ โดยอ้างว่ามีการค้าที่ “ไม่เป็นธรรม” กับสหรัฐนั้น ได้สร้างความยากลำบากแก่ทั่วโลกมากกว่าเดิม เมื่อสงครามยืดเยื้อและส่งคลื่นกระแทกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะต่อเอเชียและยุโรป

สหรัฐได้เริ่มเปิดการสอบสวนประเทศคู่ค้าหลักแล้ว ตามมาตรา 301 ว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม ในจำนวนนี้มีกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย โดยมีสองประเด็นใหญ่ที่สหรัฐจะนำมาเล่นงาน นั่นคือ 1.ข้อกล่าวหาว่าประเทศนั้น ๆ มีการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งมีมากกว่า 60 ประเทศที่ถูกสหรัฐหมายตา

แต่เป้าหมายใหญ่สุดก็คือการเล่นงานจีน 2.ข้อกล่าวหาว่ามี “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” (Structural Excess Capacity) ในหลายภาคการผลิต ซึ่งสะท้อนผ่านการเกินดุลการค้ากับสหรัฐจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

รายชื่อของประเทศอาเซียนที่ตกเป็นเป้า ประกอบด้วย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย กัมพูชา เวียดนาม โดยเวียดนามเกินดุลการค้าสหรัฐมากที่สุดในเดือนมกราคม มากกว่าเม็กซิโกและจีน ส่วนประเทศในเอเชียอื่น ๆ ก็มีเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น บังกลาเทศ อินเดีย จีน ส่วนยุโรป สหภาพยุโรป (อียู) ก็โดนไปทั้งยวง

มาตรา 301 ต่างจากมาตรา 122 เนื่องจากมาตรา 301 นั้นหากผลการสอบสวนคู่ค้าออกมาว่าเข้าข่ายจริง ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และการจัดเก็บนั้นจะอยู่ได้ตลอดไปตราบเท่าที่สหรัฐเห็นว่าประเทศนั้นเลือกปฏิบัติต่อสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐครอบคลุมเฉพาะการเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA เท่านั้น ซึ่งคาดว่าคิดเป็น 70% ของภาษีศุลกากรทั้งหมด โดยที่เหลือเป็นการเก็บภาษีตามมาตรา 301 (ไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติ) และ 232 (เพื่อความมั่นคงของชาติ) เช่น ภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม ซึ่งทรัมป์ก็ได้พูดชัดเจนว่าเขาจะยังคงเก็บภาษีภายใต้มาตราดังกล่าวต่อไป เพราะไม่ขัดคำสั่งศาล

ดังนั้น แทนที่คำพิพากษาของศาลจะยุติความไม่แน่นอนเรื่องภาษี แต่แท้จริงอาจเพิ่มความไม่แน่นอนยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นี่จึงเป็นสภาวการณ์ที่จะทำให้ “ต้นทุน” เศรษฐกิจสำหรับเอเชียและยุโรป ท่ามกลางสงครามอิหร่านสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลังคำพิพากษาของศาล บรรดาประเทศคู่ค้าสหรัฐทั้งเอเชียและยุโรปต่างมองหาความชัดเจนว่า ในเมื่อสหรัฐใช้มาตรา 122 มาแทนที่ โดยเรียกเก็บภาษี 15% แล้วพวกเขาจะได้เงินภาษีที่จ่ายไปแล้วภายใต้กฎหมาย IEEPA คืนหรือไม่ นอกจากนี้ พวกเขายังต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงที่ทำไปแล้วกับสหรัฐในปีที่แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาวระบุว่า ข้อตกลงกับคู่ค้าอย่างสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่นจะยังเหมือนเดิม และสหรัฐหวังว่าคู่ค้าจะยึดมั่นในข้อตกลง

หลังคำพิพากษาของศาลและภายใต้บริบทใหม่ ข้อตกลงการค้าบางอย่างที่ทำไปก่อนหน้านี้อาจไม่เป็นประโยชน์สำหรับคู่ค้าอย่างที่ควรจะเป็น โดยประเทศที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือประเทศที่ถูกเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA มากที่สุด หนึ่งในนั้นก็คือจีน

ขณะที่ประเทศเอเชียที่เซ็นข้อตกลงกับทรัมป์ไปแล้ว อย่างเช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน ยืนยันว่าพวกเขาจะปฏิบัติตามข้อตกลง จนกว่าจะได้รับแจ้งเป็นอย่างอื่น

ส่วนจุดยืนของอียูนั้น ถึงแม้ทางคณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องการยึดมั่นกับข้อตกลงที่ทำไปแล้วกับสหรัฐในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐตกลงจะเก็บภาษีอียู 15% แลกกับการที่อียูจะมาลงทุนในสหรัฐและซื้อพลังงานจากสหรัฐมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐสภาอียูยังคงประวิงเวลาที่จะให้สัตยาบันข้อตกลงดังกล่าว

เบิร์นด์ แลงจ์ สมาชิกรัฐสภายุโรปเคยกล่าวว่า ไม่มีใครรับประกันได้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่หมายถึงภาษีที่สูงขึ้นสำหรับอียู มันไม่เพียงพอที่จะสรุปง่าย ๆ ว่า มันจะจบลงตามกรอบที่ตกลงกันไว้ เราต้องการความชัดเจน ซึ่งมุมมองของเขาได้รับการตอบรับทั่วเอเชียและยุโรป

ถึงแม้คู่ค้าสหรัฐทั้งเอเชียและยุโรปจะแสดงท่าทีว่าพวกเขาจะยึดมั่นข้อตกลงที่เซ็นไปแล้ว แต่การที่สหรัฐยกระดับศึกการค้าก็รังแต่เพิ่มความตึงเครียดกับบรรดาพันธมิตรเก่าแก่ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่บางประเทศอาจเลือกที่จะ “แยกตัว” ออกไป โดยเฉพาะถ้าสงครามอิหร่านยืดเยื้อไปอีกหลายสัปดาห์และทำให้ต้นทุนเศรษฐกิจของพวกเขาสูงขึ้น