สถานการณ์ฝุ่นควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่ขั้นวิกฤตเต็มรูปแบบ โดยข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองภาคเหนือ วันที่ 30 มีนาคม 2569 เผยตัวเลขที่น่าตกใจ เมื่อเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและดาวเทียมรายงานผลเป็น “สีแดงเข้ม” เกือบทั้งภูมิภาค
“เชียงใหม่” จุดความร้อนพุ่ง 1,490 จุด
จังหวัดเชียงใหม่ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือ โดยจากการสแกนของดาวเทียม (NOAA, S-NPP และ H-9) พบจุดความร้อน (Hotspot) รวมกันสูงถึง 1,490 จุด (ยอดรวม Multi-Sensor จากทุกดาวเทียม)
ภายในวันเดียว ขณะที่แผนที่ภาคเหนือกลายเป็น “สีแดงฉาน” จากวิกฤตฝุ่นควันที่ครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคเหนือตอนบน
ข้อมูลล่าสุด ยังชี้ให้เห็นว่ามีพื้นที่หนึ่งที่กำลังเผชิญกับสภาวะ “วิกฤตรุนแรง” จนกลายเป็นจุดที่อันตรายที่สุดในเวลานี้ นั่นคือ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
“เชียงดาว” จุดที่โหดร้าย
เชียงดาว อยู่ในสถิติที่น่ากลัวจากหน้าจอ WARROOM เชียงใหม่ เพราะ 1.เป็นศูนย์กลางวิกฤต (The Epicenter) ทั้งนี้ จากรายงานจุดความร้อน (Hotspot) รายอำเภอ พบว่า เชียงดาวผงาดขึ้นอันดับ 1 ของจังหวัดด้วยจำนวน 149 จุด ทิ้งห่างพื้นที่อื่นอย่างมีนัยสำคัญ 2.เครื่องวัดคุณภาพอากาศที่ รพ.สต.บ้านทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว รายงานค่า PM 2.5 พุ่งทะลุเพดานโลกที่ 712 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในบรรดาสถานีตรวจวัดทั้งหมด

อากาศคือ “ยาพิษ”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าตัวเลขสถิติก็คือ ผลกระทบต่อสุขภาพที่ถูกตีความให้เห็นภาพชัดเจนตามเกณฑ์ของ Berkeley Earth โดยศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCDC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งระบุว่า ”การใช้ชีวิตในเชียงดาวท่ามกลางฝุ่น 712 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์
ตลอด 24 ชั่วโมง เทียบเท่ากับการถูกบังคับให้สูบบุหรี่สูงถึง 32.4 มวนต่อวัน”
แน่นอนผลกระทบตกอยู่กับชาวบ้านและเด็กๆ ในพื้นที่ได้รับ ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่ต้นเหตุทั้งหมด แต่กลับต้องแบกรับภาระทางสุขภาพที่หนักหน่วงที่สุดในภาคเหนือ
ขณะเดียวกัน พื้นที่สีแดงที่ยังต้องเฝ้าระวังเช่นกันคือ อ.สะเมิง พบจุดความร้อน 100 จุด อ.พร้าว และ อ.แม่แตง พบกลุ่มควันหนาแน่นกว่า 90 จุด
โดยสถิติสะสมตั้งต้นปี (1 มกราคม – 29 มีนาคม) ของเชียงใหม่พุ่งไปแตะที่ 3,859 จุด แม้สถิติจุดความร้อนสะสมของเชียงใหม่ตั้งแต่ต้นปีจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าจุด แต่ที่น่าตกใจคือ ภายในวันเดียว (30 มีนาคม) กลับพบจุดความร้อนพุ่งสูงถึง 1,490 จุด หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดสะสมทั้ง 3 เดือนที่ผ่านมา
สะท้อนถึงสถานการณ์ที่กำลังลุกลามอย่างรวดเร็วและวิกฤตที่สุด โดยมี อ.เชียงดาว เป็นศูนย์กลาง (The Epicenter) ที่มีจุดเผาหนาแน่นที่สุดในจังหวัด และยังสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ในปีนี้มีความรุนแรงและรับมือได้ยากกว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะที่ยอดรวมจุดความร้อนสะสมทั้งภาคเหนือสูงถึง 6,623 จุด (30 มีนาคม 2569) ซึ่งจังหวัดที่น่าเป็นห่วงรองลงมาคือ แม่ฮ่องสอน (1,402 จุด) และ ลำปาง (781 จุด)
จี้ประกาศภาวะภัยพิบัติ
นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปีนี้คุณภาพอากาศวิกฤตและหนักหน่วงที่สุด แม้จะมีมาตรการห้ามเผาเด็ดขาด การบริหารจัดการเชื้อเพลิง ทว่า ฝุ่นควันไร้พรมแดนทุกประเภทที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมา สปป.ลาว พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่เกษตร โรงไฟฟ้าแม่เมาะ นิคมอุตสาหกรรมลำพูน หรือจากรถยนต์ในเมือง กล่าวคือ ฝุ่นพิษได้พัดพามารวมกันในแอ่งกระทะที่การระบายตัวของอากาศต่ำในช่วงร้อนแล้งของภาวะเอลนีโญ
ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐควรต้องประกาศภาวะภัยพิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ที่สามารถใช้งบมาดูแลประชาชน แต่กลับยังไม่ดำเนินการใดๆโดยภายใต้วิกฤตเช่นนี้ ต้องประกาศ work from home ได้แล้วแต่กลับต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ซึ่งสะท้อนว่าระบบและโครงสร้างการบริหารจัดการของรัฐในปัจจุบัน ไม่ตอบโจทย์กับสถานการณ์ความรุนแรงของวิกฤตฝุ่นควันได้
ส่งเสียงรัฐบาล เร่งกม.อากาศสะอาด
นายชัชวาลย์ กล่าวต่อว่า จำเป็นต้องแก้ที่ระบบและโครงสร้างใหม่ที่เป็นเชิงรุกและมีการ เตรียมความพร้อมมากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด เป็นกฎหมายเชิงรุกที่น่าจะแก้ไขวิกฤตมลพิษฝุ่นควันเชิงระบบได้ดีกว่า จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้หยิบยก พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาดขึ้นมาพิจารณาภายใน 60 วัน และขอพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษฝุ่นควันร่วมกันส่งเสียงถึงรัฐบาล
ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้เรากำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ของ “ลมหายใจคนเหนือ” ที่ยังไร้แววคลี่คลายในเร็ววัน
