อย่างที่ทราบกันว่า วันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (World Press Freedom Day) ซึ่งองค์การยูเนสโก (UNESCO) กำหนดให้วันดังกล่าวเป็นหมุดหมายสำคัญที่สังคมโลกตระหนักถึงคุณค่าของเสรีภาพสื่อมวลชน ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานสื่อ และสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตย
อย่างไรก็ดี การทำงานของสื่อมวลชนในช่วงที่ผ่านมา ต้องเผชิญความท้าทายทั้งจากกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการมาของแพลตฟอร์มต่างชาติ จนกระทบต่อการทำหน้าที่ของสื่อและคุณภาพของเนื้อหา
พบสื่อเซ็นเซอร์ตนเองเพิ่มขึ้น 69%
ข้อมูลล่าสุดจากยูเนสโก (UNESCO) ระบุว่าเสรีภาพในการแสดงออกทั่วโลกลดลงร้อยละ 10 นับตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเป็นระดับความถดถอยที่รุนแรงเทียบเท่ากับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1, ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และปลายยุคสงครามเย็นในช่วงทศวรรษ 1970 ภาวะดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังเผชิญกับคลื่นการปิดกั้นข้อมูลครั้งใหญ่
ปรากฏการณ์ที่น่ากังวลที่สุดคือการ “เซ็นเซอร์ตนเอง” (Self-censorship) ที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 69 ระหว่างปี 2555 ถึงสิ้นปี 2568 โดยเฉพาะในกลุ่มนักข่าวหญิงที่เผชิญกับ “ความรุนแรงออนไลน์” สูงถึงร้อยละ 75 และร้อยละ 42 ยืนยันว่าการคุกคามในพื้นที่ดิจิทัลได้ขยายตัวไปสู่ความรุนแรงในโลกจริง (เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปี 2563)
ปัญหานี้ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างข้อมูลข่าวสาร เพราะเมื่อ “เสียงของผู้หญิง” และกลุ่มเป้าหมายการโจมตีถูกทำให้เงียบลง ความหลากหลาย (Diversity) ของข้อเท็จจริงในพื้นที่สาธารณะย่อมเลือนหายไป
อย่างไรก็ตาม ยูเนสโกชี้ให้เห็นว่ายังมีสัญญาณบวกจากการยอมรับสื่อชุมชนที่เพิ่มขึ้น และความคืบหน้าของกฎหมายประกันสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (RTI) ที่ได้รับการรับรองใน 139 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการสืบสวนสอบสวนข้ามพรมแดน
สำหรับสถิติสำคัญจาก UNESCO มีดังนี้
- ร้อยละ 10 : อัตราการลดลงของเสรีภาพการแสดงออกทั่วโลกนับจากปี 2555
- ร้อยละ 69 : ระดับการเซ็นเซอร์ตนเองของสื่อมวลชนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นจนถึงสิ้นปี 2568
- ร้อยละ 75 : สัดส่วนนักข่าวหญิงที่เคยประสบความรุนแรงออนไลน์
- 139 ประเทศ : จำนวนรัฐสมาชิกที่ออกกฎหมายประกันสิทธิการเข้าถึงข้อมูล
นายคาเล็ด เอล-เอนานี (Khaled El-Enany) ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก เน้นย้ำว่า “ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นอิสระคือสาธารณประโยชน์ และสื่อมวลชนคือแนวรับสุดท้ายของประชาชนในการต่อต้านการถูกครอบงำ”
มองคะแนนเสรีภาพสื่อ 11 ประเทศอาเซียน
รายงานจากองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) ประจำปี 2569 ระบุว่านี่คือปีที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 25 ปี โดยมีประชากรโลกเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพสื่อระดับ “ดี”
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ถดถอยลงจากอันดับที่ 85 ในปี 2568 มาอยู่ที่ อันดับ 92 (53.97 คะแนน) ขณะที่อันดับเสรีภาพสื่ออาเซียน 11 ประเทศ (ปี 2569) พบว่า ติมอร์-เลสเต เป็นประเทศที่มีคะแนนมากที่สุด ถึง 75.29 คะแนน (อันดับที่ 30 ของโลก)
|
อันดับโลก
|
ประเทศ
|
คะแนน
|
|---|---|---|
|
30
|
ติมอร์-เลสเต
|
75.29
|
|
92
|
ไทย
|
53.97
|
|
95
|
มาเลเซีย
|
52.73
|
|
96
|
บรูไน
|
52.58
|
|
114
|
ฟิลิปปินส์
|
46.79
|
|
123
|
สิงคโปร์
|
44.57
|
|
129
|
อินโดนีเซีย
|
43.02
|
|
151
|
กัมพูชา
|
33.28
|
|
154
|
ลาว
|
32.54
|
|
166
|
เมียนมา
|
26.38
|
|
174
|
เวียดนาม
|
21.15
|
โดยสถานการณ์เสรีภาพสื่อไทย พบว่า สื่อมีเสรีภาพมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 แต่ยังคงมีข้อจำกัดในการรายงานข่าว ทั้งประเด็นกฎหมายที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีผู้สื่อข่าว เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท กฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายมาตรา 112 จนถึงการห้ามนำเสนอข่าวและการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อไทย และนอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในภาวะเสี่ยงอันตราย
ขณะที่สถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลก พบว่าคะแนนเฉลี่ยเสรีภาพสื่อทั่วโลกต่ำสุดในรอบ 25 ปี และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก หรือร้อยละ 52.2 มีระดับเสรีภาพสื่ออยู่ภาวะที่ “ยากลำบาก” และ “น่ากังวลมาก” ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติเนื่องจากเป็นความท้าทายที่บั่นทอนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
มองทางรอดสื่อไทย ยุคแพลตฟอร์ม
การเสวนาในหัวข้อ “ทางรอดของสื่อไทยในยุคที่แพลตฟอร์มครองโลก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 3 พฤษภาคม 2569 โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการพูดถึงประเด็นการทำงานของสื่อมวลชนในวันที่แพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือกว่า
รศ.ดร.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการวิจัย “แนวโน้มสำนักข่าวพึ่งพาแพลตฟอร์ม” พบว่าสื่อทั่วโลกก็ลำบาก ต้องต่อสู้ทั้งรูปแบบการทำงานที่มีความเสี่ยง ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันคนดูย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และออนดีมานหมดแล้ว แพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีอำนาจต่อรองสูง เพราะเป็นคนกำหนดอัลกอริทึม กำหนดการมองเห็น จึงพบสำนักข่าวไทยพึ่งพาแพลตฟอร์มสูงทั้งการสร้างรายได้และผลิตเนื้อหา แต่ไม่ได้อู้ฟู่ เพราะมีการแข่งขันสูงจากการที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ สำนักข่าวเกิดเยอะ มีอินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์จำนวนมาก ทำให้สื่อต้องหันมาสื่อสาร พาดหัวเรียกดรามา คลิกเบท
รศ.ดร.พิจิตร กล่าวต่อว่า จึงเกิดคำถามว่า อัลกอริทึมมีผลต่อการทำข่าวที่ไม่มีคุณภาพ เกิดการลดความศักดิ์สิทธิ์ของข่าวลงจากการเปลี่ยนรูปแบบการตลาดนำโฆษณาไปปนอยู่ในเนื้อหาข่าว ที่น่ากังวลคือการไปหารายได้จากฟากการเมือง ดังนั้นจะทำอย่างไรให้สำนักข่าวที่มีคุณภาพยังอยู่ได้ในโลกออนไลน์ คือ 1. สำนักข่าวปันส่วนจากแพลตฟอร์ม 2.ทำให้เกิดการมองเห็น 3.พูดคุยแพลตฟอร์มเพื่อบรรเทาความตื่นตระหนก ส่วนเรื่องการกำกับดูแลมี 2 ส่วน คือ กำกับเนื้อหา กับตลาด ส่วนตัวมองว่าสิ่งสำคัญในตอนนี้หากกำกับเนื้อหาอาจจะมีปัญหาเรื่องกีดกัน ปิดกั้น ดังนั้นจึงต้องมองเรื่องการกำกับตลาดเพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุน ให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กล่าวว่า วันนี้แพลตฟอร์มเหมือนเป็นคนคัดเลือกข่าว จากเดิมที่กองบรรณาธิการเป็นคนคัด แพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือกว่าบรรณาธิการและฝ่ายขายที่เป็นผู้หารายได้ สื่อไทยต้องแข่งกับระบบนิเวศสื่อ แข่งกับแพลตฟอร์มว่าชอบแบบไหน และยังต้องแข่งกับนักข่าวพลเมือง นักข่าวอิสระ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้
นิเวศแบบนี้ไม่เอื้อให้สื่อมืออาชีพอยู่รอดได้ ประเทศเราปล่อยให้แพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือ ควบคุมทางเข้าเนื้อหา ใครจะโพสต์ข่าวอะไรเขาเป็นฝ่ายกำหนดและควบคุมรายได้ เขาเอาคอนเทนต์ที่ผู้ผลิตข่าวไปหาประโยชน์ หาโฆษณาแล้วแบ่งรายได้กลับมาที่ผู้ผลิตข่าวน้อยมากๆ
นายอดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทุกอย่างกำหนดโดยอัลกอริทึมซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ภาครัฐมักมองว่าเราไม่สามารถกำกับแพลตฟอร์มได้ ทุกวันนี้ยังถกเถียงกันว่าควรกำหนดแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top)หรือบริการชมสื่อบันเทิงต่างๆ หรือไม่ ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ที่เจ้าของแพลตฟอร์มไม่ใช่ผู้ผลิต ส่วนอีกแบบคือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งซึ่งผลิตสื่อเอง เช่น เน็ตฟลิกซ์ ที่เข้ามาแย่งฐานคนดูสื่อ
ส่วนที่เป็นปัญหาที่สุดคือโซเชียลมีเดียที่เข้ามาแย่งรายได้ ส่วนสตรีมมิ่งแย่งคนดู ดังนั้นต้องมีการกำหนดกฎหมายให้ต่อรองกับแพลตฟอร์มพวกนี้ให้ได้ ที่ผ่านมาสมาคมวิชาชีพเคยพยายามต่อรอง แต่แพลตฟอร์มไม่คุยกับสมาคม เลือกคุยเฉพาะรายเพื่อให้เขามีอำนาจกำหนดทิศทาง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้สื่ออยู่ลำบาก และทำให้ระบบนิเวศสื่อไม่สมดุล ผู้บริโภคเสียหาย คนทำสื่อต้องซื้อคนดู ซึ่งตนไม่เคยเจอในอดีต ที่ต้องบูสโพสต์เพื่อให้คนมาดูในสิ่งที่ตัวเองทำ เพื่อให้มีรายได้และตนคิดว่าเป็นสิ่งไม่ปกติ
“ขณะเดียวกันอัลกอริทึมก็สร้างแรงจูงใจในคอนเทนต์เร้าอารมณ์ที่มีคนดูเยอะ ทำให้เกิดคลิกเบต คอนเทนต์แปลกๆ เรียกรายได้ แม้กระทั่งเอาคอนเทนต์จากสื่อหลักไปทำต่อ อันนี้คือคนที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพไม่มีอำนาจต่อรองและไม่สามารถห้ามได้ ซึ่งเป็นปัญหา ที่สำคัญแพลตฟอร์มน่าจะได้เม็ดเงินถึง 70 % ทั้งที่ไม่ได้ลงทุนในการผลิตคอนเทนต์ เพียงแค่ลงทุนในเรื่องพื้นที่ มันเป็นสิ่งผิดวิสัย ”นายอดิศักดิ์ กล่าว พ่อคือหน้าที่
หวังรัฐบาลออกกม.คุมแพลตฟอร์ม- ทวงคืนอธิปไตยกลับมายังผู้ประกอบวิชาชีพด้านข่าว
นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่ารัฐบาลต้องมีกฎหมายขึ้นมากำกับดูแลเรื่องเหล่านี้ เป้าหมายคือผู้ประกอบวิชาชีพข่าวควรได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ข่าวจากแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการใช้อัลกอริทึมมาหาประโยชน์ เราไม่สามารถปล่อยให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำงานอย่างอิสระในการมุ่งหารายได้ของเขาเป็นหลัก จนเกิดคอนเทนต์ไม่มีคุณภาพ เร้าอารมณ์ สร้างความเกลียดชัง
รัฐควรเข้ามาดูว่าควรมีกฎหมายใหม่ในการกำกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ รวมทั้งการกำหนดรายได้ต่างๆ ด้วย เพราะเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและครอบงำตลาด เช่น ประเทศออสเตรเลีย มีกฎหมายให้แพลตฟอร์มต้องซื้อคอนเทนต์จากสำนักข่าว ถ้ามีปัญหาก็มีกรรมการของรัฐเป็นผู้ชี้ขาด มีการเก็บภาษีเพื่อเป็นกองทุนให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ ผลิตคอนเทนต์คุณภาพที่เป็นประโยชน์กับสังคม ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น
ทั้งนี้ทุกวันนี้เหมือนสื่อเสียอธิปไตย เราต้องทวงคืนอธิปไตยด้านข่าวกลับมายังผู้ประกอบวิชาชีพด้านข่าว เพราะการทำข่าวและสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่ต้องไปด้วยกันกับประชาธิปไตยถ้าสื่อไม่เข้มแข็งประชาธิปไตยก็จะไม่เข้มแข็งเช่นกัน เพราะสื่อต้องตรวจสอบฝ่ายการเมืองและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน
เปิด 5 ข้อเรียกร้อง องค์กรวิชาชีพสื่อ
ขณะเดียวกัน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เผยแพร่แถลงการณ์เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาคม 2569 ระบุใจความว่า องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จึงขอประกาศเจตนารมณ์ พร้อมเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและทุกภาคส่วน ดังนี้
1. รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างอิสระ รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย และคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมาย อำนาจรัฐหรืออำนาจอื่นใด แทรกแซงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศ
2. รัฐบาลควรเร่งผลักดันกฎหมายหรือมาตรการที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตข่าวสารกับแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มที่นำเนื้อหาข่าวไปใช้สร้างรายได้ ต้องมีระบบแบ่งปันผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม ภายใต้หลักการว่า “ข่าวคุณภาพมีต้นทุน” เพื่อให้สื่อสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนและผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพต่อสังคม
3. รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีกฎหมายที่ป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือคุกคามผู้ทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ โดยคุ้มครองผู้สื่อข่าว ประชาชนที่เปิดเผยข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ให้สามารถตรวจสอบอำนาจได้โดยไม่หวาดกลัว อันจะนำไปสู่สังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
4. สื่อมวลชนต้องธำรงมาตรฐานวิชาชีพ ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในบริบทที่เทคโนโลยี AI อาจถูกใช้สร้างหรือบิดเบือนข้อมูล เพราะความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบต่อสาธารณะเป็นหัวใจสำคัญของวิชาชีพ
5. ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนสื่อที่มีคุณภาพและยึดมั่นในจริยธรรม พร้อมทั้งตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อ เพื่อร่วมกันลดปัญหาข่าวปลอมและเนื้อหาที่สร้างความแตกแยกในสังคม
เสรีภาพสื่อ คือเสรีภาพประชาชน สื่อต้องยืนหยัดบนจริยธรรม นำเสนอด้วยความถูกต้อง และรับผิดชอบต่อสังคม