Skip to content

ไทยยูเนี่ยน ฝ่าภาษีสหรัฐ-ตะวันออกกลาง ดันกำไร Q1 แตะ 1.1 พันล้าน

05 พ.ค. 2569 | 13:20น.
ไทยยูเนี่ยน ฝ่าภาษีสหรัฐ-ตะวันออกกลาง ดันกำไร Q1 แตะ 1.1 พันล้าน

ไทยยูเนี่ยนโชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 ยอดขายรวม 32,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% กำไรจากการดำเนินงานพุ่ง 29% ดันกำไรสุทธิแตะ 1,113 ล้านบาท แม้เผชิญแรงกดดันค่าเงิน ภาษีนำเข้าสหรัฐ และความขัดแย้งตะวันออกกลาง รับแรงหนุนกลยุทธ์ปรับราคา ปริมาณขายเพิ่ม 2.8% ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง-อาหารทะเลแช่แข็งโตเด่น พร้อมคงเป้าทั้งปียอดขายโต 3-4%

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มียอดขายรวม 32,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ต้องเผชิญสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ

การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์ด้านราคาขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2.8% โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารทะเลแช่แข็ง ขณะที่หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ยอดขายจะเติบโต 9.3% สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในกลุ่มธุรกิจหลักของบริษัท

สำหรับกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น กำไรขั้นต้นที่เติบโต และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการทรานส์ฟอร์เมชั่นทยอยลดลง ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2%

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกสะท้อนถึงการดำเนินกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ ความแข็งแกร่งของโครงสร้างสัดส่วนผลิตภัณฑ์ วินัยในการดำเนินงาน และความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจระดับโลกของไทยยูเนี่ยน

ทั้งนี้ บริษัทสามารถรับมือแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีนำเข้า และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เอื้ออำนวย โดยธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งยังเติบโตแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านทรานส์ฟอร์เมชั่นปรับลดลงต่อเนื่อง

แม้บริษัทยังคงเผชิญปัจจัยต้นทุนจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ แต่กำไรขั้นต้นยังเพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 5,825 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้น 18.2% สะท้อนการดำเนินกลยุทธ์ด้านราคาและการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

ขณะที่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.29 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 18% โดยมีปัจจัยหลักจากจำนวนหุ้นที่ลดลงภายหลังการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน

เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ พบว่า ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง หรือ PetCare ทำผลงานโดดเด่นที่สุดในไตรมาสนี้ มียอดขาย 5,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.6% จากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐ และยุโรป การฟื้นตัวในญี่ปุ่น และสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป หรือ Ambient มียอดขาย 15,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% จากการปรับราคาขายเพื่อชดเชยผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้า ขณะที่ปริมาณการขายโดยรวมทรงตัว

ส่วนธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง หรือ Frozen มียอดขาย 9,420 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับราคาขายและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มกุ้งและอาหารสัตว์น้ำ

ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า หรือ Value-added มียอดขาย 2,383 ล้านบาท ลดลง 1.2% จากความต้องการที่ชะลอตัวในตลาดสหรัฐ และการปรับโครงสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์

สำหรับแนวโน้มปี 2569 ไทยยูเนี่ยนระบุว่า บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ภาษีนำเข้าสหรัฐ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด โดยยังคงเป้าหมายทั้งปีไว้ในระดับเดิม ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3-4% อัตรากำไรขั้นต้น 19-20% และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย หรือ SG&A to Sales อยู่ที่ 13.5-14.5%

นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น

นายธีรพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกตอกย้ำความสามารถในการปรับตัวของไทยยูเนี่ยน และผลลัพธ์จากกลยุทธ์ทรานส์ฟอร์เมชั่น โดยบริษัทจะยังมุ่งเน้นการดำเนินกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการจัดหาวัตถุดิบและการผลิตระดับโลก และรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ยังคงเกิดขึ้น