พัทลุงลุยเปิดสัมปทานรังนกอีแอ่น ครั้งที่ 5 ท่ามกลางวิกฤตราคาร่วง-เศรษฐกิจซบ
พัทลุงเตรียมเปิดประมูลสัมปทานรังนกอีแอ่นครั้งใหม่ หลังสัญญาปี 2564-2569 มูลค่า 400 ล้านบาทใกล้สิ้นสุด ด้านนายกอบจ. ย้ำทำหน้าที่โปร่งใสเที่ยงธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของจังหวัด ขณะที่สมาคมรังนกเผย ราคา ‘รังนกถ้ำ’ ร่วงเหลือ 6-7 หมื่นบาท/กก. ส่วน‘รังนกบ้าน’เหลือ 10,000 บาท/กก. ฝั่งผู้ประกอบการชี้ปัญหากฎหมาย-ท้องถิ่น “เกียร์ว่าง” ฉุดไทยเสียโอกาส จี้ท้องถิ่นเร่งออกใบอนุญาต แข่งขันตลาดจีนที่บริโภคพุ่งปีละกว่า 1,000 ตัน
นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง (อบจ.) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง และประธานคณะทำงานการกำหนดราคากลางและระยะสัญญาการสัมปทานรังนกอีแอ่นท้องที่จังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า การสัมปทานจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุงครั้งที่ 4 ในระหว่างวันที่ 9 กันยายน 2564 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2569 มูลค่า 400 ล้านบาท ตามพรบ.อากรรังนกอีแอ่นพ.ศ.2540 ซึ่งใกล้จะหมดสัญญาการสัมปทาน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการว่างเว้นสัญญาการสัมปทานจึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อนำไปสู่การยื่นซองการสัมปทานรังนกอีแอ่น จ.พัทลุง
โดยมติของคณะกรรมการได้มีหนังสือขอข้อมูลการสัมปทานรังนกฯ ไปยังจังหวัดทั้ง 9 จังหวัด ที่มีการสัมปทานรังนกประกอบด้วย จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.พัทลุง จ.กระบี่ จ.ตรัง จ.พังงา จ.สตูล และ จ.ตราด เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดราคากลาง พร้อมทั้งขอความร่วมมือไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง เพื่อขอข้อมูลราคารังนกในท้องตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะราคารังนกในประเทศจีน สิงคโปร์และมาเลเซีย
นอกจากนี้ยังมีการสำรวจข้อมูลของสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาการกำหนดวงเงินหลักประกันซอง วงเงินประกันสัญญา และการกำหนดราคากลางในการยืนซองการประกวดราคาการสัมปทานจัดเก็บรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง รวมทั้งขออนุญาตการดำเนินการสัมปทานรังนกฯ จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชตามกฎหมายฉบับใหม่
สำหรับการสัมปทานรังนกฯ ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ที่ผ่านมาแล้ว 4 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ในปี 2546 ระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 500 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ในปี 2552 ระยะเวลา 7 ปี มูลค่า 709 ล้านบาท ครั้งที่ 3 ในปี 2559 ระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 450 ล้านบาท และครั้งที่ 4 ในปี 2564-2569 ระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 400 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,059 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในส่วนสัมปทานรังนกฯในปีที่ 5 หลายฝ่ายกังวลมูลค่าราคาการสัมปทาน เนื่องจากสถานการณ์ทางสภาพเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศยังน่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตามคณะกรรมการจะทำหน้าที่ให้โปร่งใสเที่ยงธรรมให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
“ขณะนี้การเตรียมความพร้อมนี้ได้ก้าวหน้าไปมาก มั่นใจว่าจะสามารถเปิดยื่นซองการประกวดราคาการสัมปทานการจัดเก็บรังนกฯ ในครั้งแรกภายในเดือนพฤษภาคม 2569” นายวิสุทธิ์กล่าว
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับผู้ประกอบการรังนกอีแอ่น จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ประมาณการณ์ว่าในการยื่นซองประมูลต่อคณะกรรมการพิจารณา ฯ จะมีหลายรายแต่ที่จะแข่งขันเข้ารอบประมาณ 2 ราย หนึ่งในนั้นคาดว่าจะเป็นรายเดิมที่ได้เข้ายื่นประมูลเมื่อครั้งที่แล้ว(บริษัท สยามเนสท์ 2022 จำกัด เป็นผู้ได้รับปทานมูลค่า 400 ล้านบาท)
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการรังนกอีแอ่น เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีผลผลิตรังนกกว่า 500 ตันต่อปี สร้างมูลค่าทั้งหมดกว่า 8,500 ล้านบาท /ปี แต่ปัจจุบันราคารังนกอีแอ่นทั้งรังนกถ้ำและรังนกบ้านราคาปรับลดลงมาก เช่น ‘รังนกอีแอ่นถ้ำ’ หรือ ‘รังนกธรรมชาติ’เคยราคาสูงสุดถึง 120,000 บาท/กก. ปัจจุบันเหลือ 60,000 – 70,000 บาท/กก. สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณกว่า 300 ตัน/ปี และมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 100 ตัน/ปีสร้างมูลค่าประมาณ 6,500 ล้านบาท
ส่วน ‘รังนกแอ่นบ้าน’ หรือ ‘รังนกเลี้ยง’ เดิมราคากว่า 30,000 – 50,000 บาท/กก. ปัจจุบันเหลือ 10,000 บาท/กก. สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณกว่า 200 ตัน/ปี สร้างมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา การผลิตรังนกอีแอ่นในภาคเหนือและภาคอีสานมีแนวโน้มเติบโตมากกว่าภาคใต้ มีผลผลิตปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งลานประมูลแต่ละครั้งจะได้ผลผลิตประมาณ 1.5 – 2 ตัน/เดือน
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า ส่วนภาวะการการตลาดรังนกอีแอ่นที่ต้องชะลอตัว เนื่องจากตลาดส่งออกหลัก คือประเทศจีน และเมืองไชน่าทาวน์จากทั่วโลกที่ผ่านมามีการชะลอการบริโภค อีกปัจจัยคือจีนมีมาตรการเข้มงวดทางกฎหมายมากกับรังนกอีแอ่น ส่งผลให้รังนกอีแอ่นไทยได้สูญเสียการตลาดไป สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อรังนกอีแอ่นถ้ำหรือรังนกอีแอ่นธรรมชาติทำให้ราคาปรับตัวลง
ส่วนสถานการณ์การดูแลรักษาเกาะรังนกอีแอ่นในจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงจังหวัดชุมพร มีการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดนเข้าดูแล
“จากเกาะรังนกอีแอ่นถ้ำที่ยังว่างสัมปทานก็เกิดการโจรกรรมรังนกอีแอ่นถ้ำเกิดขึ้นที่ต่อเนื่อง และขณะนี้รังนกอีแอ่นใต้ดินได้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจึงได้ส่งผลกระทบต่อราคาที่ได้ตกลงเช่นกัน” แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าว ยังกล่าวอีกว่า หากสถานการณ์ราคารังนกอีแอ่นถ้ำยังคงอยู่ในสภาพนี้และในการตั้งราคากลางที่ยึดเอาตลาดรังนกอีแอ่นถ้ำจากประเทศจีนราคา 200,000 – 400,000 บาท/กก. มาคำนวณตั้งราคากลางในการเปิดประมูล จะทำให่การประมูลเดินต่อไปไม่ได้และจะเกิดเป็นรังนกอีแอ่นร้างซึ่งจะส่งกระทบต่อรายได้เข้าประเทศ
นายกมลศักดิ์ เลิศไพบูลย์ ผู้ประกอบการรังนกอีแอ่น และกรรมการสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจรังนกอีแอ่น (ประเทศไทย) และอดีตนายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจรังนกอีแอ่น (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า รังนกอีแอ่นที่ราคาปรับตัวลงเพราะเกิดจากปัญหาทางกฎหมายที่ผ่านมา และขณะนี้กฎหมายจะผ่านหน่วยของรัฐทุกหน่วยแล้วที่ดูแลรับผิดชอบทั้งหมดแล้ว แต่ยังติดกับสำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทย คือเทศบาลองค์การบริหารส่วนตำบล ที่จะต้องยกร่างออกกฎหมายข้อบัญญัติท้องถิ่นมารับรองรังนกอีแอ่นบ้านเพื่อให้นายกเทศมนตรีออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการรังนกอีแอ่นบ้าน
รวมถึงผู้ประกอบการจะได้ขออนุญาตประกอบการรังนกอีแอ่นบ้าน จะได้แนบใบอนุญาตประกอบการ จึงจะสามารถส่งออกประเทศจีนได้ เพราะประเทศจีนต้องการรังนกอีแอ่นที่มีกฎหมายรับรอง ที่ระบุถึงแหล่งกำเนิด แหล่งผลิต แหล่งล้งผู้ส่งออก และโรงล้างรังนกอีแอ่น ฯลฯ
“หากรังนกอีแอ่นไม่ถูกต้องตามกฎหมายจะเป็นรังนกอีแอ่นผิดกฎหมาย ส่งออกไปยังจีนจะถูกจับดำเนิคดีนตามกฎหมายของประเทศจีนทันที และจะเป็นมาตรการที่เข้มข้นด้วย ตอนนี้รังนกอีแอ่นของไทย ที่ไม่ได้รับอนุญาตจะส่งออกไม่ได้ และนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมากในแต่ละปีก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะซื้อรังนกอีแอ่นของไทยกลับประเทศจีนเพื่อบริโภคและเป็นของฝาก” นายกมลศักดิ์กล่าว
นายกมลศักดิ์ กล่าวอีกว่า รังนกอีแอ่นเป็นที่นิยมของชาวจีนทั่วโลก มีบริโภคประมาณ 1,000 ตัน/ปี และแต่ละปีการบริโภคจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 % เนื่องจากจีนได้ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วว่ารังนกอีแอ่นมีประโยชน์ต่อการบริโภค
ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดรังนกอีแอ่นปัจจุบันพบว่าประเทศอินโดนีเซียมีสัดส่วนกว่า 70 % รองลงมาคือ ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม ส่วนประเทศไทยเดิมมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับที่ 3 แต่ปัจจุบันประสบภาวะ “เกียร์ว่าง” จากปัญหาข้อกฎหมายหลายฉบับ จนสูญเสียรายได้ในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น และภาพรวมทั้งประเทศ
การขอใบอนุญาตเก็บรังนกจากป่าไม้ต้องมีเอกสาร ใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (อภ.2) จากเทศบาล หรือ อบต. เมื่อกรมอนามัยประกาศให้มีกิจการนี้ แล้วท้องถิ่นต้องเสนอเข้าสภาเพื่อขอความเห็นชอบดังนั้น นายกเทศมนตรีเทศบาล จึงจะมีอำนาจออกใบอนุญาตได้ ผมไปขอเมื่อปี 2568 มาจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ โดยเฉพาะ ใน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช มีรังนกอีแอ่นบ้านถึง 400 -500 หลัง เป็นเพียงพื้นที่แห่งเดียว ก็จะสร้างรายได้สร้างงานเข้าท้องถิ่น และประเทศเป็นจำนวนมาก” นายกมลศักดิ์ กล่าว