Skip to content

‘KAMU KAMU’ โหมรีแบรนด์ ดันชาสู้ศึกหนุนรายได้พันล้าน

08 พ.ค. 2569 | 09:19น.
‘KAMU KAMU’ โหมรีแบรนด์ ดันชาสู้ศึกหนุนรายได้พันล้าน

“KAMU KAMU” รีแบรนด์ครั้งใหญ่วางตำแหน่ง “Tea Specialist” ชิงลูกค้า Gen Z รับเทรนด์จับจ่ายสร้างความสุขในชีวิตประจำวัน พร้อมปูพรมเพิ่ม 100 สาขา เน้นไซต์เล็กเพิ่มคล่องตัว ก่อนคลอดเมนูใหม่ทุก 2 เดือน สู้ศึกตลาดชานมเดือดผู้เล่น 40-50 แบรนด์ตะลุมบอน หวังดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาทใน 3 ปี 

นายทินกฤต สินทิตติสถาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด กล่าวว่า ปี  2569 นี้บริษัทเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ หลังตลาดชานมไข่มุกไทยแข่งขันรุนแรงขึ้น ทั้งจากผู้เล่นต่างประเทศและแบรนด์ไทย ท่ามกลางความท้าทายทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพสูง และแรงกดดันด้านต้นทุนค่าขนส่ง, แพ็กเกจจิ้ง และวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น

ทินกฤต สินทิตติสถาน
ทินกฤต สินทิตติสถาน

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าตลาดเครื่องดื่มของไทยยังมีศักยภาพเติบโต เนื่องจากเป็นสินค้าในกลุ่มที่ผู้บริโภคยังยอมจ่ายเพื่อสร้างความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน แม้จะระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น หรือ Affordable Indulgence

เห็นได้จากปัจจุบันลูกค้าของบริษัทมีความถี่ในการซื้อเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 80 บาทต่อบิล สะท้อนว่าเครื่องดื่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ประจำวัน

“ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดชานมไข่มุกไทยถูกตั้งคำถามหลายครั้งว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวหรือไม่ หลังมีแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ปัจจุบันมีร้านชานมในประเทศไทยมากกว่า 6,000 ร้าน และมีแบรนด์ทำตลาดราว 40-50 แบรนด์ ทั้งจากต่างประเทศและผู้ประกอบการไทย”

KAMU KAMU

KAMU KAMU

ตลาดชานมเปลี่ยนยุค

นายทินกฤตกล่าวต่อไปว่า ตลาดชานมจึงยังไม่ใช่ขาลงโดยยังเติบโตเฉลี่ย 20-30% แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านตามวัฏจักรของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งชา, กาแฟ และเบเกอรี่ เป็นตลาดที่ขึ้นลงตามเทรนด์ผู้บริโภค เมื่อเกิดพฤติกรรมหรือเทรนด์ผู้บริโภคใหม่ ตลาดก็จะกลับมาเติบโตได้อีก 

โดยปัจจุบันตลาดชานมไข่มุกไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาและความแปลกใหม่ของสินค้า ไปสู่การแข่งขันด้านประสบการณ์, ไลฟ์สไตล์ และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

เทรนด์นี้ทำให้ปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในปัจจุบัน คือ ความเร็วในการปรับตัว เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมเร็วมาก โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพสินค้า แคแร็กเตอร์แบรนด์ ความสนุก และประสบการณ์ร่วมบนโซเชี่ยลมีเดีย

KAMU KAMU KAMU KAMU

ตลาดเครื่องดื่มยุคใหม่กำลังเข้าสู่ยุค Specialty Mass Market หรือการนำเสนอสินค้าคุณภาพสูงขึ้นในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ โดยไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขายทั้งภาพลักษณ์ และตัวตนของแบรนด์ตลาดเครื่องดื่ม ซึ่งทำให้ราคาชาบางเมนูแตะระดับ 80 บาทต่อแก้ว แต่ผู้บริโภคยังพร้อมจ่าย หากได้รับคุณภาพและประสบการณ์ที่คุ้มค่า

“ผู้บริโภควันนี้ไม่ได้มองแค่ราคาถูก แต่ดูว่าคุณภาพดีไหม วัตถุดิบดีไหม แบรนด์ให้อะไรกับเขาได้บ้าง”

KAMU KAMU

รีแบรนด์ 

นายทินกฤตกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเติบโตรอบใหม่ให้ KAMU KAMU คือ การรีแบรนด์ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2568 ทั้งปรับภาพลักษณ์ร้าน, แพ็กเกจจิ้ง, แคแร็กเตอร์ และการสื่อสารแบรนด์ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น

ผลลัพธ์สามารถเห็นได้จากยอดขายไตรมาสแรกปี 2569 เติบโต 30% ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (SSS) เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน และช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าใหม่กว่า 3.2 ล้านคน

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการใช้ “ฟอส-บุ๊ค” เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อขยายฐานสู่ Gen Z ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของตลาดเครื่องดื่ม

ขณะเดียวกันบริษัทยังสร้าง “Kamu & Friends” กลุ่มแคแร็กเตอร์มาสคอต เพื่อเพิ่ม Brand Engagement และสร้างการจดจำแบรนด์ในระยะยาว ผ่านทั้งแพ็กเกจจิ้ง สินค้า Merchandise และโซเชี่ยลมีเดีย

KAMU KAMU KAMU KAMU

สำหรับโครงสร้างรายได้ของ KAMU KAMU ปัจจุบันยังมาจากชานมไข่มุก 60% มัทฉะ 20% และกลุ่มชาอื่น ๆ เช่น ชาดอกไม้และชาอู่หลง ที่ทำตลาดควบคู่กับกลุ่มชาหลักของแบรนด์อีก 20%

แต่บริษัทกำลังเร่งผลักดัน “ชา” ให้เป็นเซ็กเมนต์หลักในการเติบโต หลังยอดขายกลุ่มชาเติบโตสูงถึง 40% ในไตรมาสแรก สูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของแบรนด์ โดยเมนูที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z ได้แก่ ชาคาเมเลีย, ชาดอกไม้, ชาผลไม้ รวมถึงเมนูที่มีดีไซน์สนุก เช่น “ไดโน แร็ปเตอร์” ซึ่งลูกค้านิยมซื้อคู่กับแพ็กเกจจิ้งลายพิเศษ

เพื่อต่อยอดโมเมนตัมนี้กลยุทธ์หลักของ KAMU KAMU คือสร้างความสดใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกเมนูใหม่ทุก 2 เดือน ล่าสุดเปิดตัวเมนู “Oolong Peach” และ “วาราบิโมจิ” ที่มียอดขายแตะ 1 ล้านบาทในไตรมาสแรก

KAMU KAMU KAMU KAMU

ขณะเดียวกันยังใช้โปรโมชั่นผ่านเดลิเวอรี่เดือนละ 1 ครั้ง และโปรโมชั่นหน้าร้านเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นยอดขายและเพิ่มความถี่ในการซื้อ โดยช่วงจัดโปรโมชั่นลูกค้าบางรายซื้อสูงสุดเกือบ 100 แก้วต่อบิล มูลค่าประมาณ 6,000 บาท และช่วยดันยอดขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 50%

มุ่ง1,000 ล้านพร้อม 300 สาขา

นายทินกฤตระบุว่า ในช่วง 3 ปีจากนี้บริษัทตั้งเป้าผลักดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีรายได้ราว 600 ล้านบาท โดยรายได้หลักยังมาจากร้านมาสเตอร์แฟรนไชส์

พร้อมกันนี้บริษัทมีแผนขยายสาขาเพิ่มเป็น 300 แห่ง จากปัจจุบันมีสาขา 200 แห่ง แบ่งเป็นร้านมาสเตอร์แฟรนไชส์ 150 สาขา และแฟรนไชส์อีก 50 สาขา

 โดยจะเน้นโมเดลขนาดเล็กเฉลี่ย 23 ตารางเมตร เพื่อความคล่องตัวขยายสาขาได้เร็ว และบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยรับมือกับภาวะค่าเช่าพื้นที่และต้นทุนดำเนินงานที่ยังอยู่ในระดับสูง

สำหรับทิศทางการลงทุน บริษัทจะให้น้ำหนักกับสาขามาสเตอร์มากขึ้น และจำกัดสัดส่วนแฟรนไชส์ไม่เกิน 50% เนื่องจากมองว่าร้านมาสเตอร์เป็นฐานสำคัญในการรักษามาตรฐานสินค้าและการบริหารแบรนด์ระยะยาว

KAMU KAMU

โดยการขยายสาขาในต่างจังหวัดจะเน้นหัวเมืองหลักและพื้นที่มหาวิทยาลัย เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักศึกษาและผู้บริโภครุ่นใหม่ ล่าสุดเปิดสาขาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนตลาดต่างประเทศยังเน้นประเทศเพื่อนบ้านรอบไทย ซึ่งมองว่ายังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก ส่วนที่ผ่านมาสัดส่วนสาขาอยู่ในกรุงเทพฯ 80% และต่างจังหวัด 20% 

ในระยะยาว KAMU KAMU ยังต้องการผลักดันประเทศไทยให้เป็น “ฮับชา” และเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ด้านชาของภูมิภาค ผ่านการพัฒนาไร่ชาที่เชียงราย และการยกระดับวัตถุดิบชาไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมชาไทยในระยะยาว

“ไทยมีศักยภาพทั้งด้านวัตถุดิบและความคิดสร้างสรรค์ หากพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลาดชาจะไปได้อีกไกล”