เมื่อ Gen Z ไม่ได้ต้องการ ‘หัวหน้าเก่ง’ แต่ต้องการ ‘หัวหน้าที่ไว้ใจได้’
คอลัมน์ : SD Talk
ผู้เขียน : พิชญ์พจี สายเชื้อ
ช่วงนี้ดิฉันมีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารหลายองค์กรเกี่ยวกับการรักษาพนักงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ซึ่งหลายท่านตั้งคำถามคล้ายกันว่า “ทำไมองค์กรลงทุนพัฒนาพนักงาน ส่งอบรมต่าง ๆ มี KPI ชัดเจน มีระบบบริหารผลงานครบถ้วน แต่ยังรักษาคนเก่งไว้ไม่ได้ ?” หลายคนอาจสรุปว่า Gen Z อดทนน้อย เปลี่ยนงานบ่อย หรือมีความคาดหวังสูงกว่าคนรุ่นก่อน แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปจริง ๆ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่เลยก็ได้ แต่อยู่ที่สิ่งที่พวกเขามองหาจาก “ผู้นำ” เปลี่ยนไปต่างหาก
ในอดีตเรามักเชื่อว่าหัวหน้าที่ดีต้องเป็นคนที่เก่งที่สุด ประสบการณ์มากสุด และสามารถมีคำตอบให้กับทุกเรื่อง แต่วันนี้สิ่งที่พนักงานจำนวนมากต้องการอาจไม่ใช่หัวหน้าที่เก่งที่สุด แต่เป็นหัวหน้าที่ “ไว้ใจได้” มากกว่า Trust หรือความไว้วางใจในบริบทของการทำงาน ไม่ได้หมายถึงการเป็นคนใจดี หรือตามใจทีมทุกเรื่อง แต่หมายถึง “การที่ลูกทีมเชื่อมั่นว่าหัวหน้าคนนี้มีความจริงใจ มีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ มีความโปร่งใสในการตัดสินใจ และพร้อมสนับสนุนทีมอย่างเป็นธรรม”
เมื่อ Trust เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ Psychological Safety หรือ “ความปลอดภัยทางจิตใจในการทำงาน” ซึ่งหมายถึงการที่พนักงานรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดความจริง แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ตั้งคำถาม หรือยอมรับความผิดพลาด โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิ ถูกลดคุณค่า หรือส่งผลเสียต่ออาชีพของตน
เรื่องนี้มีตัวอย่างจาก Google ที่ใช้เวลาหลายปีศึกษาทีมงานกว่า 180 ทีมในโครงการ Project Aristotle เพื่อค้นหาว่า “อะไรคือปัจจัยที่ทำให้บางทีมมีผลงานโดดเด่นกว่าทีมอื่น ๆ” ผลลัพธ์ที่ค้นพบน่าสนใจมาก เพราะกลับไม่ใช่เรื่องความเก่งของสมาชิกในทีม และไม่ใช่เรื่องประสบการณ์ของหัวหน้า แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของทีมที่มีประสิทธิภาพสูง คือ Psychological Safety หรือการที่สมาชิกในทีมรู้สึกปลอดภัยที่จะพูด กล้าที่จะถาม กล้าที่จะเสนอไอเดีย และกล้ายอมรับความผิดพลาดโดยไม่ต้องกลัวผลกระทบทางลบจากคนรอบตัว (โดยเฉพาะเจ้านาย !)
และเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดทางจิตวิทยาเท่านั้น แต่มีผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง โดยผลจากงานวิจัยพบว่า องค์กรที่มี Psychological Safety สูง มีระดับ Employee Engagement สูงกว่าถึง 27% นั่นหมายความว่า เมื่อพนักงานรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดความจริง ตั้งคำถาม หรือเสนอแนวคิดใหม่ ๆ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ “กล้าพูด” มากขึ้น แต่ยัง “อยากมีส่วนร่วม” กับความสำเร็จขององค์กรมากขึ้นด้วย
ลองคิดดูนะคะ หากคุณมีหัวหน้าที่เก่งมาก แต่ทุกครั้งที่ลูกทีมถามคำถามกลับถูกตำหนิ หรือทุกครั้งที่มีความเห็นต่างจะถูกปฏิเสธ ไม่นานนักคนในทีมก็จะเลือก “เงียบ” ไม่ใช่เพราะไม่มีความคิดเห็น แต่เพราะไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะพูด ในทางกลับกันหากหัวหน้ารับฟังอย่างจริงใจ เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมองความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ คนในทีมจะกล้าคิด กล้าถาม และกล้าสร้างสิ่งใหม่มากขึ้น และนี่คือสิ่งที่ Gen Z (จริง ๆ ก็ทุกเจนแหละค่ะ แต่เจน Z จะมีมากกว่าเจนอื่น) กำลังมองหา พวกเขาไม่ได้คาดหวังหัวหน้าที่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้ต้องการคนที่มีคำตอบทุกเรื่อง แต่ต้องการผู้นำที่จริงใจ รับฟัง และสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พวกเขาเติบโตได้
สรุปสั้น ๆ ก่อนจบค่ะ โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ผู้นำชนะด้วย “ความรู้” ไปสู่ยุคที่ผู้นำชนะด้วย “ความไว้วางใจ” หากผู้นำอยากเริ่มต้นสร้าง Trust ที่ไม่ได้เกิดจากตำแหน่ง แต่เกิดจากความจริงใจ (Authenticity) ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) และความกล้า (Courage) ที่จะรับฟังความจริง หรืออีกนัยหนึ่ง Leadership ในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันที่ว่าใครรู้มากที่สุด แต่วัดกันที่ว่าใครสร้างความไว้วางใจได้มากที่สุดค่ะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้นำ (ยุคใหม่) ทุกท่านนะคะ !