Gen Z ขอสวนกระแส ปลุก “Physical Media” ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ตั้งแต่เสื้อผ้า Y2K กล้องดิจิทัลเก่า ไปจนถึงการตระเวนตามหาแผ่นเสียง แผ่นซีดี และม้วนเทปตามตึกแดงหรือสะพานเหล็ก อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เด็กยุคดิจิทัลอย่าง Gen Z หลงรักเสน่ห์ของความเป็น ‘อนาล็อก’ ที่พวกเขาหลายคนไม่ทันได้ใช้ในวัยเด็ก ? ร่วมย้อนเวลาและถอดพฤติกรรมสุดชิคนี้ไปพร้อมกัน…
ย้อนกลับไปช่วงปลายยุค 90s ถึงต้นปี 2000… วัยรุ่นไทยยุคนั้นคงคุ้นเคยกับการเดินเข้าร้านเช่าวิดีโอชื่อดังอย่าง Blockbuster, Tsutaya หรือร้านให้เช่าแถวบ้าน ที่มีม้วนวิดีโอ VHS และแผ่น DVD เรียงรายให้เลือกนับหมื่นรายการ แต่ไม่ถึงสิบปีให้หลังการมาถึงของระบบสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ก็เข้ามาทำให้โมเดลธุรกิจนี้ล้าสมัยไปด้วยระบบสตรีมมิ่งดิจิทัล
ขยับมาปี 2001 การเปิดตัว iPod ของ Apple ก็สร้างความฮือฮาด้วยการบรรจุเพลง 1,000 เพลงไว้ในอุปกรณ์ขนาดเล็กที่สามารถใส่กระเป๋าเสื้อได้ iPod ได้เข้ามาตัดวงจรแผ่นซีดี เทปคาสเซ็ต และ “เทปมิกซ์รวมเพลงฮิต” ที่เราเคยอัดแจกให้คนที่แอบชอบไปโดยปริยาย

ยิ่งในปี 2004 การเปิดตัวของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ก็ได้เบนความสนใจของผู้ชมจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผ่านการคัดสรรโดยกองบรรณาธิการ ไปสู่ฟีดข่าวบนโลกออนไลน์ เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่กระแสหลักของโลกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลอย่างไม่หยุดยั้ง
แต่คนรุ่น Gen-Z กำลังนำสื่อรูปแบบที่จับต้องได้เหล่านี้กลับมาจริงหรือ ?
ต่างจากคนรุ่นก่อน ๆ คนหนุ่มสาวในประเทศที่เชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลอย่างทั่วถึงจำยุคก่อนอินเทอร์เน็ต ยุคก่อนสมาร์ทโฟน และยุคก่อนที่อัลกอริทึ่มโซเชียลมีเดียจะเข้ามามีบทบาทไม่ได้เลย หลายคนคุ้นเคยกับ “ภาวะ Netflix syndrome” ซึ่งเป็นอาการที่ผู้ใช้ลงเอยด้วยการใช้เวลาไปกับการนั่งไถเลือกดูรายชื่อหนังมากกว่าการนั่งดูเนื้อหาในหนังจริง ๆ

นอกจากนี้ ความกระจัดกระจายของตลาดยังทำให้เกิด “ภาวะหมดไฟกับค่าสมัครสมาชิก” (subscription burnout) เนื่องจากซีรีส์และภาพยนตร์ต่างกระจัดกระจายอยู่ตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนทำให้ต้องเสียเงินสมัครสมาชิกพร้อมกันหลายบริการ
การได้ครอบครองแผ่น DVD ที่จับต้องได้ ช่วยให้ผู้คนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของและมีอิสระในการควบคุม พวกเขาสามารถเลือกวิธีรับชมสื่อเหล่านั้นได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการควบคุมหรือการถอดเนื้อหาเข้าออกตามใจชอบของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่ระดับโลก
ยิ่งไปกว่านั้น สื่อรูปแบบดั้งเดิมอย่างม้วน VHS และแผ่น DVD ยังช่วยเพิ่ม friction ให้กับชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้พวกเขาต้องพาตัวเองออกไปยังร้านค้าจริง ๆ เลือกภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ต้องการจะซื้อ จากนั้นก็จ่ายเงินแล้วนำมันกลับบ้าน พวกเขายังสามารถแบ่งปันม้วน VHS และแผ่น DVD ให้คนอื่นยืมได้อีกด้วย และนั่นเป็นสิ่งที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งในปัจจุบันมีกฎข้อห้ามแจงไว้ตอนสมัครใช้บริการ
อีกข้อดีที่เกิดขึ้นคือ ช่วยให้เกิดการรับชมร่วมกันเป็นกลุ่มในสังคม แทนที่จะเป็นการนั่งดูคนเดียวหน้าจอตามปกติของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง การมีชั้นวางภาพยนตร์ ซีรีส์ และแผ่นเพลงในห้อง ยังเป็นการแสดงออกถึงตัวตนและความสนใจให้คนอื่นเห็นได้อย่างชัดเจนด้วย สิ่งนี้ไม่สามารถทำได้จากสื่อดิจิทัลอย่างแน่นอน
มันคือการประกาศว่าคุณเป็นใคร สนใจในอะไร และอยู่ในกลุ่มสังคมไหน ซึ่งนี่คือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมแอปพลิเคชั่น Letterboxd (แอปรีวิวและบันทึกการดูหนัง) ถึงกลายเป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพใหม่ของชาว Gen Z

ข้อดีอีกประการที่ชัดเจนของการเป็นเจ้าของสื่อแบบดั้งเดิม คือ คุณสามารถเลือกได้ว่าจะเสพสื่ออย่างไรและเมื่อไหร่ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มันเป็นวิธีตัดขาดจากโลกภายนอกโดยไม่ถูกดูดเข้าไปในหลุมของอัลกอริทึ่ม ซึ่งต่างจากสื่อดิจิทัลที่ผูกติดอยู่กับสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปของเรา ที่มีทั้งการเล่นวนไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด คอนเทนต์ที่ถูกป้อนให้ตรงใจโดยอัลกอริทึ่ม
สื่อแบบดั้งเดิมมอบทางเลือก การเสพสื่ออย่างตั้งใจ และจุดจบที่ชัดเจนให้กับคุณ เมื่อแผ่นเสียงหยุดหมุน ซีรีส์หรือภาพยนตร์เล่นจบ ค่ำคืนของคุณก็สิ้นสุดลง การฟื้นคืนชีพของสื่อแบบจับต้องได้นี้เกิดจากการบรรจบกันของสองกระแสหลัก นั่นคือ ความถวิลหาอดีต หรือที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า “Nostalgia” และ ความสนใจที่เพิ่มขึ้นในวิถีชีวิตแบบอนาล็อก
ในแง่ของอารมณ์ความรู้สึก เทคโนโลยียุคเก่า เช่น โทรศัพท์มือถือแบบฝาพับ แผ่นซีดี และแผ่นเสียง ช่วยให้จินตนาการถึงยุคสมัยที่เรียบง่ายกว่านี้ ยุคที่ผู้คนเป็นอิสระจากการถูกผูกมัดให้ต้องนั่งไถโซเชียลมีเดียอย่างไม่มีวันจบสิ้น
คนรุ่นใหม่หลาย ๆ คนยอมแลกเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด เพื่อไปใช้สิ่งที่เป็น “โลไฟ (lo-fi)” หรือเทคโนโลยีความละเอียดต่ำมากขึ้น ชาว Gen-Z ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปลุกกระแสกล้องอนาล็อกและกล้องใช้แล้วทิ้งของ Kodak ให้กลับมาบูมอีกครั้งหนึ่ง

ในขณะเดียวกันที่ประเทศจีน คนทำงานรุ่นใหม่เริ่มหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ไปยัง “หมู่บ้านเกษียณอายุของคนหนุ่มสาว” ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาจะได้ทำฟาร์ม ผ่อนคลาย และทำอาหารร่วมกัน
การฟื้นตัวของสื่อแบบจับต้องได้นี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความต้องการเนื้อหาในรูปแบบบทบรรณาธิการและการคัดสรรที่เพิ่มมากขึ้น ในยุคที่มีแต่ขยะข้อมูลจาก AI (AI slop) คนรุ่นใหม่กำลังมองหา “ผู้กำหนดรสนิยม” เพื่อช่วยให้พวกเขาค้นพบความสนใจและตัวตนของตัวเอง
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จำนวนบทความที่สร้างโดย AI มีมากกว่าบทความที่เขียนโดยมนุษย์ และเราก็ได้เห็นกระแสตีกลับจาก Gen Z ต่อ AI แล้ว เช่น ไวรัลการโห่ไล่ในพิธีจบการศึกษา และการกด Dislike โฆษณาที่สร้างโดย AI
พวกเขากำลังโหยหามุมมองที่มีความเป็นมนุษย์และมีความสมบูรณ์แบบน้อยลง ส่งผลให้คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาค้นพบและตกหลุมรัก นิตยสารสิ่งพิมพ์ ในยุคที่คุณสามารถสร้างคำ ภาพ และวิดีโอได้เป็นพัน ๆ ชิ้นเพียงแค่กดปุ่มไม่กี่ปุ่ม แพลตฟอร์มสื่อและแบรนด์ที่สามารถกลั่นกรอง ตีความ และส่งต่อความหมายที่แท้จริงกลับมีมูลค่ามหาศาล เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยให้คนหนุ่มสาวค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญและสำคัญอย่างไร
แบรนด์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะยึดติดอยู่กับการตลาดที่เน้นผลลัพธ์ (Performance marketing) การเพิ่มประสิทธิภาพดิจิทัล และการพยายามเปลี่ยนยอดผู้เข้าชมบนโลกออนไลน์ให้เป็นยอดขายผ่านโฆษณาบน Meta, YouTube, TikTok รวมถึงการร่วมมือกับเหล่าครีเอเตอร์ แต่ในทางกลับกัน คนรุ่นใหม่กลับกำลังพยายามหลบหนีจากสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมโดยอัลกอริทึ่ม เพื่อออกตามหาการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ที่แท้จริง
สื่อที่จับต้องได้ (Physical Media) ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือให้ Gen-Z ได้สื่อสารตัวตนของพวกเขาเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ มันช่วยให้พวกเขาสามารถลากเส้นแบ่งดีต่อสุขภาพชีวิตระหว่างสื่อดิจิทัลและชีวิตจริงในโลกออฟไลน์ ว่าจุดไหนที่ควรหยุดใช้เวลาไปกับสื่อ และจุดไหนที่ควรเริ่มต้นใช้ชีวิตจริง
แม้ว่าสื่อแบบจับต้องได้นี้ไม่อาจสามารถแซงหน้าสื่อดิจิทัลได้ และเป็นสิ่งที่แบรนด์ต่าง ๆ ติดตามหรือวัดผลเป็นตัวเลขได้ยากกว่า แต่มันก็มอบโอกาสในการสร้างความสบายใจและความสัมพันธ์ที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งให้กับคนรุ่นใหม่ เพราะในโลกที่เต็มไปด้วย AI slop อย่างล้นหลาม “ความลึกซึ้ง” และ “ความหมาย” จะกลายเป็นจุดต่างที่สำคัญที่สุดที่ผู้คนได้รับจากสื่อ Physical Media