‘ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย’ กางฉากทัศน์ พ.ร.บ.อากาศสะอาด งัดกลไกเศรษฐศาสตร์คุมเข้ม 6 แหล่งกำเนิด
สัมภาษณ์
วิกฤตการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และมลพิษทางอากาศที่ปกคลุมประเทศไทยต่อเนื่องมานับทศวรรษ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาสุขภาพทางกายภาพของประชาชนเท่านั้น หากแต่ได้กลายสภาพเป็น “ต้นทุนแฝงเร้น” ขนาดมหึมาที่กัดเซาะโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ทั้งในมิติของผลิตภาพแรงงานที่ลดลง ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่พุ่งสูง และความเสื่อมถอยของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันเป็นฐานรากของการท่องเที่ยวและการเกษตรกรรม
การขับเคลื่อนเพื่อตรากฎหมายที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบจึงเป็นหมุดหมายที่สังคมไทยเฝ้ารอคอย จนกระทั่งความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาครั้งสำคัญของรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยรัฐสภาลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ด้วยคะแนนเสียง 611 เสียง นำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า ทิศทางเชิงโครงสร้างและเนื้อหาสาระของกฎหมายแม่บทฉบับนี้ จะสามารถพลิกฟื้นฟูทัศนียภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยได้จริงหรือเพียงใด
“ประชาชาติธุรกิจ” เปิดมุมมอง รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมแถวหน้าของประเทศไทย ผู้ทำการวิเคราะห์และศึกษาเพื่อคำนวณมูลค่าความสูญเสียเชิงเศรษฐศาสตร์และต้นทุนที่คนไทยต้องแบกรับจากมลพิษทางอากาศมาอย่างยาวนาน เพื่อลึกโครงสร้างภายใน พลิกดูแผนผังเชิงอำนาจ วิเคราะห์เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และตรวจสอบกลไกจัดการ “ทุนข้ามพรมแดน” ที่ถูกบรรจุไว้ในกฎหมายประวัติศาสตร์ฉบับนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
แม้กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ไม้คทาวิเศษที่จะเสกให้อากาศสะอาดได้ในวันพรุ่งนี้ แต่มันคือการรื้อถอนฐานรากและโครงสร้างระบบราชการเดิมที่แยกส่วน เพื่อวางพิมพ์เขียวใหม่ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน
ภาพสะท้อนความคาดหวัง และไทม์ไลน์ช่วงเปลี่ยนผ่าน
เมื่อเริ่มบทสนทนาถึงความคาดหวังของสาธารณชนต่อกฎหมายฉบับนี้ รศ.ดร.วิษณุ ได้ฉายภาพความเป็นจริงเชิงกลไกนิติบัญญัติและการบริหารเพื่อปรับความเข้าใจของสังคมให้ตรงกัน โดยระบุว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนชี้แจงต่อประชาชนตามข้อเท็จจริงว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สถานการณ์มลพิษทางอากาศจะยังไม่สามารถเสกให้มลายหายไปในทันทีในวันรุ่งขึ้นหรือวันมะรืนนี้ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีสถานะและคุณลักษณะเป็น “กฎหมายแม่บท” (Framework Legislation) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนการวางรากฐานทางโครงสร้างและกลไกเชิงสถาบันขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่กฎหมายเฉพาะกิจที่จะส่งผลในทางปฏิบัติได้โดยปราศจากองคาพยพรองรับ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามกระบวนการหลังจากนี้และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตัวกฎหมายแม่บท คือการจัดทำ “กฎหมายลูก” หรือกฎหมายลำดับรอง ซึ่งมีจำนวนเป็นจำนวนมาก ตลอดจนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดย รศ.ดร.วิษณุ ได้แบ่งกรอบระยะเวลาและทิศทางของการบังคับใช้กฎหมายออกเป็น 3 ระยะสำคัญดังนี้:
ช่วงปีแรก: ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน มุ่งเน้นการจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ และการเร่งยกร่างระเบียบปฏิบัติ ข้อบังคับ และประกาศระดับรอง มลพิษในภาพรวมจะยังคงทรงตัวและอาจลดลงเพียงเล็กน้อยตามการตระหนักรู้
ช่วงสองปีเป็นต้นไป: เริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกฎหมายลูกเริ่มมีผลบังคับใช้จริงในทางปฏิบัติ และ ‘สำนักงานบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด’ ซึ่งเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนหลักที่จัดตั้งขึ้นใหม่จะเริ่มใช้อำนาจเต็มรูปแบบในการบริหารจัดการเชิงรุก
ระยะยาว 10 ปีเป็นต้นไป: หากการขับเคลื่อนเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างเป็นระบบ ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยจะสามารถยกระดับและก้าวไปสู่อาณาจักรที่มีอากาศสะอาดได้อย่างถาวร เช่นเดียวกับโมเดลความสำเร็จของสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักรที่เคยผ่านจุดวิกฤติต่ำสุดด้านสิ่งแวดล้อมมาแล้วในอดีต
รศ.ดร.วิษณุ ขยายความต่อไปว่า ในช่วงปีแรกที่เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่าน สังคมอาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในระดับดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อย่างรวดเร็ว แต่จะเห็นการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายและกลไกธุรการ ซึ่งกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกนี่เองที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หากภาครัฐขยับตัวช้า ผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายก็จะทอดเวลาออกไป ดังนั้นการจับตาของภาคประชาชนในช่วงปีแรกจึงเป็นปัจจัยกำหนดความเร็วของความสำเร็จ
ทลายความซ้ำซ้อนรวมศูนย์อำนาจและกลไก ‘กองทุนอากาศสะอาด’
เมื่อเจาะลึกเข้าไปที่โครงสร้างการบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในอดีตของประเทศไทย รศ.ดร.วิษณุ ได้วิเคราะห์จุดอ่อนที่ทำให้การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศล้มเหลวมาโดยตลอดว่า ปัญหาหลักคือลักษณะการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” และการขาดเอกภาพเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานเดิมถูกจำกัดด้วยกรอบกฎหมายเฉพาะของตนเอง
ยกตัวอย่างเช่น กรมควบคุมมลพิษ มีหน้าที่ตรวจวัดและเตือนภัย แต่กลับไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการสั่งการหรือจับกุมผู้กระทำความผิด ขณะที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีอำนาจดูแลเครื่องจักรและการปล่อยของเสียจากโรงงาน แต่เป้าหมายหลักมักเน้นหนักไปที่การส่งเสริมทางเศรษฐกิจและการลงทุน ในส่วนของ กรมการขนส่งทางบก ก็กำกับดูแลเฉพาะมาตรฐานยานพาหนะและการตรวจสภาพรถยนต์ ซึ่งโครงสร้างที่แยกส่วนเช่นนี้ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่สามารถเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้
ดังนั้น พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับใหม่นี้จึงถูกออกแบบเชิงสถาบัน ขึ้นมาเพื่ออุดรอยรั่วและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวโดยเฉพาะ ด้วยการจัดตั้งกลไกสองระดับที่จะเข้ามาบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการคอยกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ และคณะกรรมการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานปฏิบัติการเชิงรุก เคียงคู่สำนักงานขับเคลื่อนเพื่อควบคุมมลพิษเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างอำนาจหน้าที่แล้ว รศ.ดร.วิษณุ ยังชี้ให้เห็นถึง “หัวใจสำคัญ” ที่เป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายและงบประมาณในกฎหมายฉบับนี้ นั่นคือการกำหนดให้จัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม
“เงินในกองทุนอากาศสะอาดจะไม่ใช่เงินที่นั่งรอการจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินประจำปีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเงินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ก่อมลพิษโดยตรง ควบคู่กับเงินค่าปรับทางแพ่งและทางอาญา มันคือการเอาเงินจากผู้ทำลายมาเยียวยาระบบ”
เงินทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่กองทุนตามกลไกนี้ จะถูกกำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนในการนำไปใช้เพื่ออุดหนุน ชดเชย และให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเป้าหมายที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือมีความเปราะบางในการปรับตัวเชิงโครงสร้าง เช่น เกษตรกรรายย่อย หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และเครื่องจักรกลสมัยใหม่ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนผ่านจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรไปสู่การจัดเก็บเพื่อแปรรูป ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เครื่องมือเศรษฐศาสตร์: ความสมดุลระหว่าง ‘ไม้เรียว’ และ ‘แครอท’
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม รศ.ดร.วิษณุ ได้แสดงความพึงพอใจและเน้นย้ำถึงความก้าวหน้าของกฎหมายฉบับนี้ที่ได้มีการบรรจุ “เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์” ไว้อย่างเข้มข้นและเป็นระบบ ซึ่งเป็นหลักการที่นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์พยายามผลักดันมาโดยตลอด การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างมาตรการบังคับควบคุมและการสร้างแรงจูงใจ หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์การใช้ “ไม้เรียว” เพื่อทำโทษควบคู่ไปกับ “แครอท” เพื่อจูงใจ
มาตรการ ‘ไม้เรียว’: การบังคับใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
กลไกเชิงลงโทษในกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับเงินในรูปแบบเดิมๆ แต่เป็นการนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle: PPP) มาประยุกต์ใช้ในโครงสร้างภาษีและค่าธรรมเนียมอย่างจริงจัง บุคคลหรือนิติบุคคลใดก็ตามที่ปล่อยมลพิษสู่อากาศเกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด จะต้องถูกบังคับให้เสีย “ค่าธรรมเนียมการปล่อยมลพิษ” (Emission Charge) ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้ถูกคำนวณตามปริมาณและประเภทของมลพิษที่ปล่อยออกมาจริง
รศ.ดร.วิษณุ ได้เน้นย้ำประเด็นข้อกฎหมายว่า ค่าธรรมเนียมการปล่อยมลพิษนี้เป็นเงินคนละส่วนกับ “ค่าปรับ” (Fine) ทางอาญา หมายความว่าผู้ประกอบการที่ทำผิดมาตรฐานจะต้องเสียทั้งค่าปรับจากการละเมิดกฎหมาย และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสะสมตามปริมาณมลพิษที่ตนเองก่อมรดกกรรมไว้ให้กับสังคม นอกจากนี้ กฎหมายยังได้เพิ่มบทลงโทษทางแพ่ง (Civil Liability) ที่มีมูลค่าสูงมากเป็นทวีคูณ เพื่อส่งสัญญาณและสร้างความตระหนักรู้แก่ภาคธุรกิจว่า “การจงใจทำผิดกฎหมายและยอมจ่ายค่าปรับแบบเดิมๆ จะกลายเป็นต้นทุนที่สูงลิ่วจนไม่คุ้มค่ากับการดำเนินธุรกิจอีกต่อไป”
มาตรการ ‘แครอท’: จูงใจและสนับสนุนการปรับตัว
ในทางกลับกัน สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนที่มีเจตจำนงในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแต่ยังขาดแคลนศักยภาพทางด้านเงินทุน กฎหมายฉบับนี้ก็ได้จัดเตรียม “แครอท” หรือมาตรการสนับสนุนไว้อย่างรอบด้าน เพื่อลดภาระและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ดังนี้:
สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives): การลดหย่อนภาษีเงินได้หรือภาษีนำเข้าสำหรับสถานประกอบการที่ลงทุนในระบบบำบัดอากาศเสีย หรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดการปล่อยมลพิษที่ต้นตอ
การอุดหนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร (Agricultural Subsidies): การสนับสนุนงบประมาณหรือจัดหาเครื่องจักรกล เช่น เครื่องอัดฟางข้าว เครื่องสับใบอ้อย เพื่อนำมาใช้ทดแทนพฤติกรรมการเผาวัสดุเหลือใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน
สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans): การประสานงานกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ภาคประชาชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต
การจัดการมลพิษข้ามพรมแดน
ประเด็นปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution) ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่สร้างความกังวลใจและส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของคนไทยสูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากแหล่งกำเนิดมลพิษจำนวนมากตั้งอยู่นอกขอบเขตอธิปไตยของไทย ทำให้กฎหมายภายในปกติไม่สามารถเอื้อมไปบังคับใช้ได้ อย่างไรก็ดี รศ.ดร.วิษณุ ได้ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญและถือเป็นมิติใหม่ของกฎหมายไทย โดยระบุว่าในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้ ได้มีการบัญญัติมาตราที่รองรับการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไว้อย่างชัดเจนและมีสภาพบังคับ
กลไกหลักที่กฎหมายนำมาใช้ขับเคลื่อนคือ “ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ” ซึ่งเป็นเครื่องมือสากลในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลจะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีทางภูมิสารสนเทศควบคู่กับการตรวจสอบเอกสารเพื่อพิสูจน์ทราบว่า สินค้าทางการเกษตรที่มีการนำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทสัญชาติไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน มีกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดการเผาป่า เผาแปลงเกษตร และส่งผลให้ฝุ่นควันพัดข้ามพรมแดนกลับมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยหรือไม่
มาตรการจัดการทุนข้ามพรมแดนภายใต้โครงสร้างกฎหมายใหม่ มีแกนหลัก 2 ด้าน คือ
มาตรการทางภาษีและการค้า: หากตรวจสอบพบว่าห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรนำเข้าชนิดใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผา รัฐสามารถดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีพิเศษหรือจำกัดโควตาทางการค้าเพื่อสกัดกั้นสินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งนอกราชอาณาจักร: กฎหมายเปิดช่องให้สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต่อผู้ก่อมลพิษที่มีฐานประกอบการหรือจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในประเทศไทย แต่ได้ไปสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือสนับสนุนให้เกิดการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นกลไกทำลายล้างความรับผิดชอบแบบไร้พรมแดน
รศ.ดร.วิษณุ ประเมินว่ามาตรการนี้จะกลายเป็นตัวเร่งให้บริษัทข้ามชาติและกลุ่มทุนเกษตรพันธสัญญารายใหญ่ ต้องหันมาเข้มงวดและปรับปรุงระบบการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้เกิดการเผา ต้นทุนทางกฎหมายและภาษีที่จะตามมาจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอย่างรุนแรง

สิทธิขั้นพื้นฐานและการมีส่วนร่วมสู่ ‘Open Data’ ปราบมลพิษ
อีกหนึ่งมิติที่เป็นรากฐานสำคัญและเป็นการยกระดับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย คือการที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้ ได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดแจ้งว่า “อากาศสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไทยทุกคน” การประกาศในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้สิทธิในการหายใจเอาอากาศที่บริสุทธิ์ไม่ได้รับการมองเป็นเพียงแค่เรื่องของความเห็นใจหรือการสงเคราะห์จากรัฐอีกต่อไป หากแต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่รัฐมีพันธกรณีที่จะต้องจัดหาและปกป้องรักษาไว้ให้แก่พลเมือง
จากหลักการดังกล่าว กฎหมายจึงได้เปิดช่องทางและรองรับสิทธิของภาคประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Public Participation) ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่การร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการระดับท้องถิ่น ไปจนถึงสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อเสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหา
นอกจากนี้ รศ.ดร.วิษณุ ได้ชี้ให้เห็นถึงกลไกเชิงโครงสร้างข้อมูลที่จะกลายเป็นอาวุธสำคัญของภาคประชาชน นั่นคือการปรับปรุงและปฏิรูประบบข้อมูลมลพิษทางอากาศทั้งหมดให้อยู่ในรูปแบบระบบโครงข่ายเดียวและเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส หรือที่เรียกว่า “ข้อมูลเปิด” (Open Data)
“เมื่อข้อมูลมลพิษถูกทำให้เป็น Open Data ประชาชนจะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่า ใครคือผู้ปล่อยมลพิษ ปล่อยที่พิกัดไหน และปล่อยออกมาในปริมาณเท่าไหร่ ความโปร่งใสของข้อมูลนี้เองที่จะเป็นพลังทางสังคม (Social Sanction) ที่ทรงพลังกว่ากฎหมาย กดดันให้อุตสาหกรรมต้องปรับตัวโดยอัตโนมัติ”
ระบบข้อมูลนี้จะไม่ใช่การรายงานค่าฝุ่นเฉลี่ยในระดับจังหวัดแบบกว้างๆ เหมือนในอดีต แต่จะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากปลายปล่องโรงงานอุตสาหกรรมและพิกัดจุดความร้อน (Hotspot) เข้ากับระบบฐานข้อมูลสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการปกปิดข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังภัยของชุมชนรอบเขตอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ
บทสรุปทัศนคติใหม่ภาคธุรกิจ และพันธกิจของภาคประชาชน
ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ได้ฝากข้อความและแง่คิดเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญไปยังสองภาคส่วนหลักของประเทศ ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดทิศทางว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้จะประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์หรือไม่
สำหรับ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม รศ.ดร.วิษณุ ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังว่า ขอให้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ในการมองปัญหาสิ่งแวดล้อมเสียใหม่ อย่ามองว่าการปฏิบัติตามมาตรฐานอากาศสะอาดและการลงทุนลดมลพิษเป็น “ต้นทุน” (Cost) หรือภาระค่าใช้จ่ายที่จ้องแต่จะหลีกเลี่ยง แต่ขอให้มองว่านี่คือ “การลงทุน” (Investment) เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว และเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจในเวทีการค้าโลกปัจจุบัน
เนื่องจากในอนาคตอันใกล้นี้ มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) และกฎระเบียบของโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) รวมถึงเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการธรรมาภิบาล (ESG) จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองสินค้า หากธุรกิจไทยยังคงยึดติดกับการผลิตแบบเดิมที่สร้างมลพิษ สินค้าเหล่านั้นจะไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดโลกได้เลย การปรับตัวในวันนี้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของภาคธุรกิจ
สำหรับ ภาคประชาชน รศ.ดร.วิษณุ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของสังคมไทยหลังจากที่ต้องจมปลักอยู่กับวิกฤตฝุ่นควันมาอย่างยาวนาน ทว่า ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากมีเพียงแค่ตัวบทกฎหมายที่บันทึกไว้บนแผ่นกระดาษ พันธกิจที่สำคัญที่สุดของภาคประชาชนนับจากนี้คือ การร่วมกันเฝ้าระวัง จับตา และกดดันกระบวนการยกร่าง “กฎหมายลูก” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อไม่ให้เนื้อหาสาระและกลไกบังคับใช้ถูกบิดเบือนหรือลดย่อหย่อนไปจากเจตนารมณ์เดิมอันบริสุทธิ์ของกฎหมาย
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สังคมต้องร่วมกันส่งเสียงเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการบังคับใช้กฎหมายและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมมลพิษภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติเฉพาะกับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยหรือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเข้มงวดกับ “กลุ่มทุนและโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษหลัก ของประเทศด้วยเช่นกัน เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์กลับคืนมาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่จับต้องได้ของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง
อนึ่ง: ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดดังกล่าวมีเนื้อหาทั้งสิ้น 273 มาตรา มีสาระสำคัญสรุปโดยย่อดังนี้
1. การยกระดับ “สิทธิในอากาศสะอาด” เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
ร่างกฎหมายฉบับนี้สร้างหมุดหมายใหม่ทางสังคมโดยรับรองว่า “สิทธิในอากาศสะอาด” คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ได้รับการคุ้มครองทั้งตามกฎหมายไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยแตกแขนงสิทธิของประชาชนออกเป็น 3 มิติหลัก:
- สิทธิในการรับรู้ : เข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านมลพิษและคุณภาพอากาศอย่างโปร่งใส
- สิทธิในการมีส่วนร่วม : ร่วมตัดสินใจในนโยบายและมาตรการรัฐ
- สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม : ประชาชนและชุมชนสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ทุกศาล (แพ่ง, อาญา, ปกครอง, รัฐธรรมนูญ) รวมถึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้
- มาตรการคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉิน: หากปัญหามลพิษวิกฤตและกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง ผู้ฟ้องสามารถร้องขอต่อศาลให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อสั่งระงับเหตุได้ทันที
- การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง: เด็ก คนชรา และผู้ป่วย ต้องได้รับการดูแลและสร้างเสริมสิทธิในอากาศสะอาดเป็นการเฉพาะ
2. มาตรการจำแนกตามรายภาคส่วน
กฎหมายมุ่งควบคุมและป้องกันมลพิษจาก 6 แหล่งกำเนิดหลักอย่างเป็นระบบ:
(1) ภาคอุตสาหกรรม
- ส่วนกลาง: รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษ และจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR)
- ส่วนท้องถิ่น: คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด มีอำนาจประกาศเกณฑ์ที่ “เข้มงวดกว่า” มาตรฐานส่วนกลางได้ตามสภาพความรุนแรงของพื้นที่
(2) ภาคคมนาคม
- มุ่งลดการใช้รถยนต์สันดาป (น้ำมัน) ในเขตเมือง ส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ
- กำหนดอายุการใช้งานของยานพาหนะ และจัดตั้งระบบการจัดการซากยานพาหนะสิ้นสภาพที่ชัดเจน
(3) ภาคป่าไม้
- บูรณาการร่วมกัน 3 ฝ่าย (รัฐ, ชุมชน, เอกชน) ทำแนวกันไฟและเฝ้าระวังไฟป่า
- หนุนกลไก “ป่าชุมชนเพื่ออากาศสะอาด” เพิ่มศักยภาพให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดูแลระบบนิเวศ
(4) ภาคเกษตรกรรม (มาตรการคุมเข้มการเผา)
- การตรวจรับรองและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): รมว.เกษตรฯ จะออกกฎกระทรวงกำหนด “สินค้าเกษตรปลอดการเผา” ในทุกห่วงโซ่อุปทาน
- หน้าที่ผู้ประกอบการ: ห้ามรับซื้อสินค้าเกษตรที่มาจากการเผา (เว้นแต่ได้รับอนุญาตตามเกณฑ์ท้องถิ่น) ต้องทำระบบบันทึกข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ
- หน้าที่เกษตรกร: ห้ามเผาเพื่อเก็บเกี่ยวหรือจัดการแปลง ต้องจัดการสารมลพิษตามที่สำนักงานอากาศสะอาดกำหนด
(5) ภาคเมือง
-
กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การวางผังเมืองและการจัดการเมืองเพื่อสนับสนุนอากาศสะอาด
(6) ภาคมลพิษข้ามแดน
- ความร่วมมือระดับรัฐ: ผสานงานระหว่างกระทรวงต่างประเทศ, กลาโหม, มหาดไทย และทรัพยากรธรรมชาติฯ
- มาตรการทางตัดวงจรการค้า: แบนหรือจำกัดการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามแดน
- ภาระของผู้นำเข้า-ส่งออก: ต้องทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Due Diligence) และประเมินความเสี่ยงเพื่อพิสูจน์ว่าห่วงโซ่อุปทานของตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อมลพิษข้ามแดน
3.การใช้อำนาจในระดับพื้นที่: เขตเฝ้าระวังและเขตประสบมลพิษ
- ให้คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดมีอำนาจประกาศพื้นที่วิกฤต
- ให้อำนาจเด็ดขาดแก่ผู้บริหาร อปท. ในฐานะเจ้าพนักงาน สามารถออกคำสั่ง ควบคุม ลด ระงับ หรือสั่งปิดกิจการ ที่เป็นต้นเหตุของมลพิษในพื้นที่ได้ทันที
4. เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์
เปลี่ยนผ่านจากการบังคับควบคุม (Command and Control) มาสู่การใช้กลไกตลาด:
- ภาษีอากรเพื่ออากาศสะอาด: มาตรการทางภาษี (เพิ่ม/ลด/ยกเว้น) เพื่อจูงใจให้ลดการปล่อยมลพิษ
- ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด: จัดเก็บจากผู้ประกอบการและแหล่งกำเนิดมลพิษตามสัดส่วนการระบายสารมลพิษ
- ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยมลพิษ : นำมาใช้ในพื้นที่ควบคุมที่คุณภาพอากาศเกินขีดความสามารถในการรองรับ
- หลักประกันความเสี่ยง: บังคับให้ธุรกิจบางประเภทต้องวางหลักประกันความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม
- ระบบฝากไว้ได้คืน : เรียกเก็บเงินมัดจำชั่วคราวสำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงสร้างมลพิษ และคืนเงินเมื่อนำซากกลับมาจัดการอย่างถูกวิธี
- กองทุนอากาศสะอาด: จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนมาตรการทางการเงินและการขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมด
5.การปฏิรูปความรับผิดทางแพ่งและหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมสากล
ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งอย่างก้าวหน้า โดยนำหลักสากลมาบังคับใช้:
- หลักความรับผิดโดยเคร่งครัด : ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม “แม้จะไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม”
- การพลิกผันภาระการพิสูจน์ : ผู้เสียหาย (ประชาชน) มีหน้าที่พิสูจน์เพียงแค่ว่า ความเสียหายอาจมาจากแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น จากนั้นภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์จะตกเป็นของผู้ก่อมลพิษทันที
- การขยายความรับผิดไปยัง “สถาบันการเงิน”: ธนาคารหรือผู้ให้ทุนแก่แหล่งกำเนิดมลพิษ (ทั้งในและต่างประเทศ) ต้องร่วมรับผิดชอบหากมีส่วนสนับสนุนให้เกิดมลพิษ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเข้าเงื่อนไขยกเว้น โดยจำกัดความรับผิดไม่เกินผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนั้น
- ค่าเสียหายเชิงลงโทษ: ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ก่อมลพิษจ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากความเสียหายจริง หากพบว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายหรือส่งผลกระทบร้ายแรง
- อายุความ: 3 ปีนับแต่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้รับผิด แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันรู้ถึงความเสียหาย
6. เสาหลักการบริหารจัดการ
- หลักบูรณาการ (Integration): ทลายข้อจำกัดการทำงานแยกส่วนของหน่วยงานรัฐ
- หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization): ให้ผู้ว่าฯ นายก อบจ. และผู้บริหารท้องถิ่นเป็นกลไกหลัก
- การป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP): คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสสุจริต ไม่ต้องรับผิดทั้งแพ่ง อาญา ปกครอง และรัฐต้องให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
- ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data): เชื่อมโยงข้อมูลไอทีจากทุกภาคส่วน (อุตสาหกรรม, เกษตร, คมนาคม) เพื่อการเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ