เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ผู้จัดการรายวัน’ เลิกพิมพ์ 31 ก.ค. ปิดฉากสื่อกระดาษกว่า 35 ปี
Business ‘ผู้จัดการรายวัน’ เลิกพิมพ์ 31 ก.ค. ปิดฉากสื่อกระดาษกว่า 35 ปี
‘สี จิ้นผิง‘ หนุนรัฐบาลไทยเร่งพัฒนารถไฟเชื่อม 3 ประเทศ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
World ‘สี จิ้นผิง‘ หนุนรัฐบาลไทยเร่งพัฒนารถไฟเชื่อม 3 ประเทศ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
ทรูมันนี่ เปิดตัวฟีเจอร์ ‘แตะจ่าย’ 7-Eleven-ร้านค้าพันธมิตร แตะเข้า MRT รอเร็ว ๆ นี้
Tech ทรูมันนี่ เปิดตัวฟีเจอร์ ‘แตะจ่าย’ 7-Eleven-ร้านค้าพันธมิตร แตะเข้า MRT รอเร็ว ๆ นี้
การรถไฟฯ เปิด SRT Bangkok Connex กรุงเทพฯ-อยุธยา เริ่ม 1 ส.ค.
Economic การรถไฟฯ เปิด SRT Bangkok Connex กรุงเทพฯ-อยุธยา เริ่ม 1 ส.ค.
ศูนย์การค้า Happitat แลนด์มาร์กใหม่ย่านบางนา พร้อมเปิดบริการ 21 ส.ค.นี้
Real Estate ศูนย์การค้า Happitat แลนด์มาร์กใหม่ย่านบางนา พร้อมเปิดบริการ 21 ส.ค.นี้
อรรษิษฐ์ เผย มติ กสถ. โละบัญชีสอบท้องถิ่น เรียงลำดับใหม่ทั้งหมด 5,924 คน
Politics อรรษิษฐ์ เผย มติ กสถ. โละบัญชีสอบท้องถิ่น เรียงลำดับใหม่ทั้งหมด 5,924 คน
ไปรษณีย์ไทย ปลุกเทรนด์ส่งท้ายบอลโลก 2026 ดัน “โปสต์การ์ดออนไลน์” ลุ้นทอง 7 ล้าน
Biz Movement ไปรษณีย์ไทย ปลุกเทรนด์ส่งท้ายบอลโลก 2026 ดัน “โปสต์การ์ดออนไลน์” ลุ้นทอง 7 ล้าน
กสถ. สัปดาห์หน้า ลงนามเพิกถอน 5,924 คน พร้อมประกาศบัญชีใหม่
Politics กสถ. สัปดาห์หน้า ลงนามเพิกถอน 5,924 คน พร้อมประกาศบัญชีใหม่
เริ่มแล้วเทศกาลความเร็ว “IMPACT Speed Fest 2026”  
Automotive เริ่มแล้วเทศกาลความเร็ว “IMPACT Speed Fest 2026”  
อนุทิน ถก ‘สี จิ้นผิง’ เปิดประตูความร่วมมือไทย–จีน ดึง AI การลงทุน และอุตสาหกรรมอนาคต
Politics อนุทิน ถก ‘สี จิ้นผิง’ เปิดประตูความร่วมมือไทย–จีน ดึง AI การลงทุน และอุตสาหกรรมอนาคต
ดูทั้งหมด

‘ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย’ กางฉากทัศน์ พ.ร.บ.อากาศสะอาด งัดกลไกเศรษฐศาสตร์คุมเข้ม 6 แหล่งกำเนิด

17 พ.ค. 2569 | 11:52น.
สัมภาษณ์

วิกฤตการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และมลพิษทางอากาศที่ปกคลุมประเทศไทยต่อเนื่องมานับทศวรรษ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาสุขภาพทางกายภาพของประชาชนเท่านั้น หากแต่ได้กลายสภาพเป็น “ต้นทุนแฝงเร้น” ขนาดมหึมาที่กัดเซาะโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ทั้งในมิติของผลิตภาพแรงงานที่ลดลง ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่พุ่งสูง และความเสื่อมถอยของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันเป็นฐานรากของการท่องเที่ยวและการเกษตรกรรม

การขับเคลื่อนเพื่อตรากฎหมายที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบจึงเป็นหมุดหมายที่สังคมไทยเฝ้ารอคอย จนกระทั่งความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาครั้งสำคัญของรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยรัฐสภาลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ด้วยคะแนนเสียง 611 เสียง นำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า ทิศทางเชิงโครงสร้างและเนื้อหาสาระของกฎหมายแม่บทฉบับนี้ จะสามารถพลิกฟื้นฟูทัศนียภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยได้จริงหรือเพียงใด

“ประชาชาติธุรกิจ” เปิดมุมมอง รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมแถวหน้าของประเทศไทย ผู้ทำการวิเคราะห์และศึกษาเพื่อคำนวณมูลค่าความสูญเสียเชิงเศรษฐศาสตร์และต้นทุนที่คนไทยต้องแบกรับจากมลพิษทางอากาศมาอย่างยาวนาน เพื่อลึกโครงสร้างภายใน พลิกดูแผนผังเชิงอำนาจ วิเคราะห์เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และตรวจสอบกลไกจัดการ “ทุนข้ามพรมแดน” ที่ถูกบรรจุไว้ในกฎหมายประวัติศาสตร์ฉบับนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

แม้กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ไม้คทาวิเศษที่จะเสกให้อากาศสะอาดได้ในวันพรุ่งนี้ แต่มันคือการรื้อถอนฐานรากและโครงสร้างระบบราชการเดิมที่แยกส่วน เพื่อวางพิมพ์เขียวใหม่ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

ภาพสะท้อนความคาดหวัง และไทม์ไลน์ช่วงเปลี่ยนผ่าน

เมื่อเริ่มบทสนทนาถึงความคาดหวังของสาธารณชนต่อกฎหมายฉบับนี้ รศ.ดร.วิษณุ ได้ฉายภาพความเป็นจริงเชิงกลไกนิติบัญญัติและการบริหารเพื่อปรับความเข้าใจของสังคมให้ตรงกัน โดยระบุว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนชี้แจงต่อประชาชนตามข้อเท็จจริงว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สถานการณ์มลพิษทางอากาศจะยังไม่สามารถเสกให้มลายหายไปในทันทีในวันรุ่งขึ้นหรือวันมะรืนนี้ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีสถานะและคุณลักษณะเป็น “กฎหมายแม่บท” (Framework Legislation) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนการวางรากฐานทางโครงสร้างและกลไกเชิงสถาบันขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่กฎหมายเฉพาะกิจที่จะส่งผลในทางปฏิบัติได้โดยปราศจากองคาพยพรองรับ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามกระบวนการหลังจากนี้และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตัวกฎหมายแม่บท คือการจัดทำ “กฎหมายลูก” หรือกฎหมายลำดับรอง ซึ่งมีจำนวนเป็นจำนวนมาก ตลอดจนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดย รศ.ดร.วิษณุ ได้แบ่งกรอบระยะเวลาและทิศทางของการบังคับใช้กฎหมายออกเป็น 3 ระยะสำคัญดังนี้:

ช่วงปีแรก: ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน มุ่งเน้นการจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ และการเร่งยกร่างระเบียบปฏิบัติ ข้อบังคับ และประกาศระดับรอง มลพิษในภาพรวมจะยังคงทรงตัวและอาจลดลงเพียงเล็กน้อยตามการตระหนักรู้

ช่วงสองปีเป็นต้นไป: เริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกฎหมายลูกเริ่มมีผลบังคับใช้จริงในทางปฏิบัติ และ ‘สำนักงานบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด’ ซึ่งเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนหลักที่จัดตั้งขึ้นใหม่จะเริ่มใช้อำนาจเต็มรูปแบบในการบริหารจัดการเชิงรุก

ระยะยาว 10 ปีเป็นต้นไป: หากการขับเคลื่อนเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างเป็นระบบ ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยจะสามารถยกระดับและก้าวไปสู่อาณาจักรที่มีอากาศสะอาดได้อย่างถาวร เช่นเดียวกับโมเดลความสำเร็จของสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักรที่เคยผ่านจุดวิกฤติต่ำสุดด้านสิ่งแวดล้อมมาแล้วในอดีต

รศ.ดร.วิษณุ ขยายความต่อไปว่า ในช่วงปีแรกที่เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่าน สังคมอาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในระดับดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อย่างรวดเร็ว แต่จะเห็นการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายและกลไกธุรการ ซึ่งกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกนี่เองที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หากภาครัฐขยับตัวช้า ผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายก็จะทอดเวลาออกไป ดังนั้นการจับตาของภาคประชาชนในช่วงปีแรกจึงเป็นปัจจัยกำหนดความเร็วของความสำเร็จ

ทลายความซ้ำซ้อนรวมศูนย์อำนาจและกลไก ‘กองทุนอากาศสะอาด’

เมื่อเจาะลึกเข้าไปที่โครงสร้างการบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในอดีตของประเทศไทย รศ.ดร.วิษณุ ได้วิเคราะห์จุดอ่อนที่ทำให้การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศล้มเหลวมาโดยตลอดว่า ปัญหาหลักคือลักษณะการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” และการขาดเอกภาพเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานเดิมถูกจำกัดด้วยกรอบกฎหมายเฉพาะของตนเอง

ยกตัวอย่างเช่น กรมควบคุมมลพิษ มีหน้าที่ตรวจวัดและเตือนภัย แต่กลับไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการสั่งการหรือจับกุมผู้กระทำความผิด ขณะที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีอำนาจดูแลเครื่องจักรและการปล่อยของเสียจากโรงงาน แต่เป้าหมายหลักมักเน้นหนักไปที่การส่งเสริมทางเศรษฐกิจและการลงทุน ในส่วนของ กรมการขนส่งทางบก ก็กำกับดูแลเฉพาะมาตรฐานยานพาหนะและการตรวจสภาพรถยนต์ ซึ่งโครงสร้างที่แยกส่วนเช่นนี้ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่สามารถเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้

ดังนั้น พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับใหม่นี้จึงถูกออกแบบเชิงสถาบัน ขึ้นมาเพื่ออุดรอยรั่วและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวโดยเฉพาะ ด้วยการจัดตั้งกลไกสองระดับที่จะเข้ามาบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการคอยกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ และคณะกรรมการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานปฏิบัติการเชิงรุก  เคียงคู่สำนักงานขับเคลื่อนเพื่อควบคุมมลพิษเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างอำนาจหน้าที่แล้ว รศ.ดร.วิษณุ ยังชี้ให้เห็นถึง “หัวใจสำคัญ” ที่เป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายและงบประมาณในกฎหมายฉบับนี้ นั่นคือการกำหนดให้จัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม

“เงินในกองทุนอากาศสะอาดจะไม่ใช่เงินที่นั่งรอการจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินประจำปีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเงินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ก่อมลพิษโดยตรง ควบคู่กับเงินค่าปรับทางแพ่งและทางอาญา มันคือการเอาเงินจากผู้ทำลายมาเยียวยาระบบ”

เงินทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่กองทุนตามกลไกนี้ จะถูกกำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนในการนำไปใช้เพื่ออุดหนุน ชดเชย และให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเป้าหมายที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือมีความเปราะบางในการปรับตัวเชิงโครงสร้าง เช่น เกษตรกรรายย่อย หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และเครื่องจักรกลสมัยใหม่ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนผ่านจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรไปสู่การจัดเก็บเพื่อแปรรูป ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เครื่องมือเศรษฐศาสตร์: ความสมดุลระหว่าง ‘ไม้เรียว’ และ ‘แครอท’

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม รศ.ดร.วิษณุ ได้แสดงความพึงพอใจและเน้นย้ำถึงความก้าวหน้าของกฎหมายฉบับนี้ที่ได้มีการบรรจุ “เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์” ไว้อย่างเข้มข้นและเป็นระบบ ซึ่งเป็นหลักการที่นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์พยายามผลักดันมาโดยตลอด การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างมาตรการบังคับควบคุมและการสร้างแรงจูงใจ หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์การใช้ “ไม้เรียว”  เพื่อทำโทษควบคู่ไปกับ “แครอท” เพื่อจูงใจ

มาตรการ ‘ไม้เรียว’: การบังคับใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย

กลไกเชิงลงโทษในกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับเงินในรูปแบบเดิมๆ แต่เป็นการนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle: PPP) มาประยุกต์ใช้ในโครงสร้างภาษีและค่าธรรมเนียมอย่างจริงจัง บุคคลหรือนิติบุคคลใดก็ตามที่ปล่อยมลพิษสู่อากาศเกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด จะต้องถูกบังคับให้เสีย “ค่าธรรมเนียมการปล่อยมลพิษ” (Emission Charge) ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้ถูกคำนวณตามปริมาณและประเภทของมลพิษที่ปล่อยออกมาจริง

รศ.ดร.วิษณุ ได้เน้นย้ำประเด็นข้อกฎหมายว่า ค่าธรรมเนียมการปล่อยมลพิษนี้เป็นเงินคนละส่วนกับ “ค่าปรับ” (Fine) ทางอาญา หมายความว่าผู้ประกอบการที่ทำผิดมาตรฐานจะต้องเสียทั้งค่าปรับจากการละเมิดกฎหมาย และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสะสมตามปริมาณมลพิษที่ตนเองก่อมรดกกรรมไว้ให้กับสังคม นอกจากนี้ กฎหมายยังได้เพิ่มบทลงโทษทางแพ่ง (Civil Liability) ที่มีมูลค่าสูงมากเป็นทวีคูณ เพื่อส่งสัญญาณและสร้างความตระหนักรู้แก่ภาคธุรกิจว่า “การจงใจทำผิดกฎหมายและยอมจ่ายค่าปรับแบบเดิมๆ จะกลายเป็นต้นทุนที่สูงลิ่วจนไม่คุ้มค่ากับการดำเนินธุรกิจอีกต่อไป”

มาตรการ ‘แครอท’: จูงใจและสนับสนุนการปรับตัว

ในทางกลับกัน สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนที่มีเจตจำนงในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแต่ยังขาดแคลนศักยภาพทางด้านเงินทุน กฎหมายฉบับนี้ก็ได้จัดเตรียม “แครอท” หรือมาตรการสนับสนุนไว้อย่างรอบด้าน เพื่อลดภาระและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ดังนี้:

สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives): การลดหย่อนภาษีเงินได้หรือภาษีนำเข้าสำหรับสถานประกอบการที่ลงทุนในระบบบำบัดอากาศเสีย หรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดการปล่อยมลพิษที่ต้นตอ

การอุดหนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร (Agricultural Subsidies): การสนับสนุนงบประมาณหรือจัดหาเครื่องจักรกล เช่น เครื่องอัดฟางข้าว เครื่องสับใบอ้อย เพื่อนำมาใช้ทดแทนพฤติกรรมการเผาวัสดุเหลือใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans): การประสานงานกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ภาคประชาชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต

การจัดการมลพิษข้ามพรมแดน

ประเด็นปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution) ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่สร้างความกังวลใจและส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของคนไทยสูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากแหล่งกำเนิดมลพิษจำนวนมากตั้งอยู่นอกขอบเขตอธิปไตยของไทย ทำให้กฎหมายภายในปกติไม่สามารถเอื้อมไปบังคับใช้ได้ อย่างไรก็ดี รศ.ดร.วิษณุ ได้ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญและถือเป็นมิติใหม่ของกฎหมายไทย โดยระบุว่าในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้ ได้มีการบัญญัติมาตราที่รองรับการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไว้อย่างชัดเจนและมีสภาพบังคับ

กลไกหลักที่กฎหมายนำมาใช้ขับเคลื่อนคือ “ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ” ซึ่งเป็นเครื่องมือสากลในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลจะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีทางภูมิสารสนเทศควบคู่กับการตรวจสอบเอกสารเพื่อพิสูจน์ทราบว่า สินค้าทางการเกษตรที่มีการนำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทสัญชาติไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน มีกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดการเผาป่า เผาแปลงเกษตร และส่งผลให้ฝุ่นควันพัดข้ามพรมแดนกลับมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยหรือไม่

มาตรการจัดการทุนข้ามพรมแดนภายใต้โครงสร้างกฎหมายใหม่ มีแกนหลัก 2 ด้าน คือ

มาตรการทางภาษีและการค้า: หากตรวจสอบพบว่าห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรนำเข้าชนิดใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผา รัฐสามารถดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีพิเศษหรือจำกัดโควตาทางการค้าเพื่อสกัดกั้นสินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งนอกราชอาณาจักร: กฎหมายเปิดช่องให้สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต่อผู้ก่อมลพิษที่มีฐานประกอบการหรือจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในประเทศไทย แต่ได้ไปสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือสนับสนุนให้เกิดการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นกลไกทำลายล้างความรับผิดชอบแบบไร้พรมแดน

รศ.ดร.วิษณุ ประเมินว่ามาตรการนี้จะกลายเป็นตัวเร่งให้บริษัทข้ามชาติและกลุ่มทุนเกษตรพันธสัญญารายใหญ่ ต้องหันมาเข้มงวดและปรับปรุงระบบการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้เกิดการเผา ต้นทุนทางกฎหมายและภาษีที่จะตามมาจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอย่างรุนแรง

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช

สิทธิขั้นพื้นฐานและการมีส่วนร่วมสู่ ‘Open Data’ ปราบมลพิษ

อีกหนึ่งมิติที่เป็นรากฐานสำคัญและเป็นการยกระดับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย คือการที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้ ได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดแจ้งว่า “อากาศสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไทยทุกคน” การประกาศในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้สิทธิในการหายใจเอาอากาศที่บริสุทธิ์ไม่ได้รับการมองเป็นเพียงแค่เรื่องของความเห็นใจหรือการสงเคราะห์จากรัฐอีกต่อไป หากแต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่รัฐมีพันธกรณีที่จะต้องจัดหาและปกป้องรักษาไว้ให้แก่พลเมือง

จากหลักการดังกล่าว กฎหมายจึงได้เปิดช่องทางและรองรับสิทธิของภาคประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Public Participation) ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่การร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการระดับท้องถิ่น ไปจนถึงสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อเสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ รศ.ดร.วิษณุ ได้ชี้ให้เห็นถึงกลไกเชิงโครงสร้างข้อมูลที่จะกลายเป็นอาวุธสำคัญของภาคประชาชน นั่นคือการปรับปรุงและปฏิรูประบบข้อมูลมลพิษทางอากาศทั้งหมดให้อยู่ในรูปแบบระบบโครงข่ายเดียวและเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส หรือที่เรียกว่า “ข้อมูลเปิด” (Open Data)

“เมื่อข้อมูลมลพิษถูกทำให้เป็น Open Data ประชาชนจะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่า ใครคือผู้ปล่อยมลพิษ ปล่อยที่พิกัดไหน และปล่อยออกมาในปริมาณเท่าไหร่ ความโปร่งใสของข้อมูลนี้เองที่จะเป็นพลังทางสังคม (Social Sanction) ที่ทรงพลังกว่ากฎหมาย กดดันให้อุตสาหกรรมต้องปรับตัวโดยอัตโนมัติ”

ระบบข้อมูลนี้จะไม่ใช่การรายงานค่าฝุ่นเฉลี่ยในระดับจังหวัดแบบกว้างๆ เหมือนในอดีต แต่จะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากปลายปล่องโรงงานอุตสาหกรรมและพิกัดจุดความร้อน (Hotspot) เข้ากับระบบฐานข้อมูลสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการปกปิดข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังภัยของชุมชนรอบเขตอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุปทัศนคติใหม่ภาคธุรกิจ และพันธกิจของภาคประชาชน

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ได้ฝากข้อความและแง่คิดเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญไปยังสองภาคส่วนหลักของประเทศ ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดทิศทางว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้จะประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์หรือไม่

สำหรับ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม รศ.ดร.วิษณุ ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังว่า ขอให้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ในการมองปัญหาสิ่งแวดล้อมเสียใหม่ อย่ามองว่าการปฏิบัติตามมาตรฐานอากาศสะอาดและการลงทุนลดมลพิษเป็น “ต้นทุน” (Cost) หรือภาระค่าใช้จ่ายที่จ้องแต่จะหลีกเลี่ยง แต่ขอให้มองว่านี่คือ “การลงทุน” (Investment) เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว และเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจในเวทีการค้าโลกปัจจุบัน

เนื่องจากในอนาคตอันใกล้นี้ มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) และกฎระเบียบของโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) รวมถึงเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการธรรมาภิบาล (ESG) จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองสินค้า หากธุรกิจไทยยังคงยึดติดกับการผลิตแบบเดิมที่สร้างมลพิษ สินค้าเหล่านั้นจะไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดโลกได้เลย การปรับตัวในวันนี้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของภาคธุรกิจ

สำหรับ ภาคประชาชน รศ.ดร.วิษณุ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของสังคมไทยหลังจากที่ต้องจมปลักอยู่กับวิกฤตฝุ่นควันมาอย่างยาวนาน ทว่า ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากมีเพียงแค่ตัวบทกฎหมายที่บันทึกไว้บนแผ่นกระดาษ พันธกิจที่สำคัญที่สุดของภาคประชาชนนับจากนี้คือ การร่วมกันเฝ้าระวัง จับตา และกดดันกระบวนการยกร่าง “กฎหมายลูก” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อไม่ให้เนื้อหาสาระและกลไกบังคับใช้ถูกบิดเบือนหรือลดย่อหย่อนไปจากเจตนารมณ์เดิมอันบริสุทธิ์ของกฎหมาย

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สังคมต้องร่วมกันส่งเสียงเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการบังคับใช้กฎหมายและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมมลพิษภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติเฉพาะกับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยหรือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเข้มงวดกับ “กลุ่มทุนและโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษหลัก ของประเทศด้วยเช่นกัน เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์กลับคืนมาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่จับต้องได้ของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง

อนึ่ง: ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดดังกล่าวมีเนื้อหาทั้งสิ้น 273 มาตรา มีสาระสำคัญสรุปโดยย่อดังนี้

1. การยกระดับ “สิทธิในอากาศสะอาด” เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

ร่างกฎหมายฉบับนี้สร้างหมุดหมายใหม่ทางสังคมโดยรับรองว่า “สิทธิในอากาศสะอาด” คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ได้รับการคุ้มครองทั้งตามกฎหมายไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยแตกแขนงสิทธิของประชาชนออกเป็น 3 มิติหลัก:

  • สิทธิในการรับรู้ : เข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านมลพิษและคุณภาพอากาศอย่างโปร่งใส
  • สิทธิในการมีส่วนร่วม : ร่วมตัดสินใจในนโยบายและมาตรการรัฐ
  • สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม : ประชาชนและชุมชนสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ทุกศาล (แพ่ง, อาญา, ปกครอง, รัฐธรรมนูญ) รวมถึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้
  • มาตรการคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉิน: หากปัญหามลพิษวิกฤตและกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง ผู้ฟ้องสามารถร้องขอต่อศาลให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อสั่งระงับเหตุได้ทันที
  • การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง: เด็ก คนชรา และผู้ป่วย ต้องได้รับการดูแลและสร้างเสริมสิทธิในอากาศสะอาดเป็นการเฉพาะ

2. มาตรการจำแนกตามรายภาคส่วน

กฎหมายมุ่งควบคุมและป้องกันมลพิษจาก 6 แหล่งกำเนิดหลักอย่างเป็นระบบ:

(1) ภาคอุตสาหกรรม

  • ส่วนกลาง: รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษ และจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR)
  • ส่วนท้องถิ่น: คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด มีอำนาจประกาศเกณฑ์ที่ “เข้มงวดกว่า” มาตรฐานส่วนกลางได้ตามสภาพความรุนแรงของพื้นที่

(2) ภาคคมนาคม

  • มุ่งลดการใช้รถยนต์สันดาป (น้ำมัน) ในเขตเมือง ส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ
  • กำหนดอายุการใช้งานของยานพาหนะ และจัดตั้งระบบการจัดการซากยานพาหนะสิ้นสภาพที่ชัดเจน

(3) ภาคป่าไม้

  • บูรณาการร่วมกัน 3 ฝ่าย (รัฐ, ชุมชน, เอกชน) ทำแนวกันไฟและเฝ้าระวังไฟป่า
  • หนุนกลไก “ป่าชุมชนเพื่ออากาศสะอาด” เพิ่มศักยภาพให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดูแลระบบนิเวศ

(4) ภาคเกษตรกรรม (มาตรการคุมเข้มการเผา)

  • การตรวจรับรองและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): รมว.เกษตรฯ จะออกกฎกระทรวงกำหนด “สินค้าเกษตรปลอดการเผา” ในทุกห่วงโซ่อุปทาน
  • หน้าที่ผู้ประกอบการ: ห้ามรับซื้อสินค้าเกษตรที่มาจากการเผา (เว้นแต่ได้รับอนุญาตตามเกณฑ์ท้องถิ่น) ต้องทำระบบบันทึกข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ
  • หน้าที่เกษตรกร: ห้ามเผาเพื่อเก็บเกี่ยวหรือจัดการแปลง ต้องจัดการสารมลพิษตามที่สำนักงานอากาศสะอาดกำหนด

(5) ภาคเมือง

  • กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การวางผังเมืองและการจัดการเมืองเพื่อสนับสนุนอากาศสะอาด

(6) ภาคมลพิษข้ามแดน

  • ความร่วมมือระดับรัฐ: ผสานงานระหว่างกระทรวงต่างประเทศ, กลาโหม, มหาดไทย และทรัพยากรธรรมชาติฯ
  • มาตรการทางตัดวงจรการค้า: แบนหรือจำกัดการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามแดน
  • ภาระของผู้นำเข้า-ส่งออก: ต้องทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Due Diligence) และประเมินความเสี่ยงเพื่อพิสูจน์ว่าห่วงโซ่อุปทานของตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อมลพิษข้ามแดน

3.การใช้อำนาจในระดับพื้นที่: เขตเฝ้าระวังและเขตประสบมลพิษ

  • ให้คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดมีอำนาจประกาศพื้นที่วิกฤต
  • ให้อำนาจเด็ดขาดแก่ผู้บริหาร อปท. ในฐานะเจ้าพนักงาน สามารถออกคำสั่ง ควบคุม ลด ระงับ หรือสั่งปิดกิจการ ที่เป็นต้นเหตุของมลพิษในพื้นที่ได้ทันที

4. เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์

เปลี่ยนผ่านจากการบังคับควบคุม (Command and Control) มาสู่การใช้กลไกตลาด:

  1. ภาษีอากรเพื่ออากาศสะอาด: มาตรการทางภาษี (เพิ่ม/ลด/ยกเว้น) เพื่อจูงใจให้ลดการปล่อยมลพิษ
  2. ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด: จัดเก็บจากผู้ประกอบการและแหล่งกำเนิดมลพิษตามสัดส่วนการระบายสารมลพิษ
  3. ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยมลพิษ : นำมาใช้ในพื้นที่ควบคุมที่คุณภาพอากาศเกินขีดความสามารถในการรองรับ
  4. หลักประกันความเสี่ยง: บังคับให้ธุรกิจบางประเภทต้องวางหลักประกันความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม
  5. ระบบฝากไว้ได้คืน : เรียกเก็บเงินมัดจำชั่วคราวสำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงสร้างมลพิษ และคืนเงินเมื่อนำซากกลับมาจัดการอย่างถูกวิธี
  6. กองทุนอากาศสะอาด: จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนมาตรการทางการเงินและการขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมด

5.การปฏิรูปความรับผิดทางแพ่งและหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมสากล

ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งอย่างก้าวหน้า โดยนำหลักสากลมาบังคับใช้:

  • หลักความรับผิดโดยเคร่งครัด : ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม “แม้จะไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม”
  • การพลิกผันภาระการพิสูจน์ : ผู้เสียหาย (ประชาชน) มีหน้าที่พิสูจน์เพียงแค่ว่า ความเสียหายอาจมาจากแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น จากนั้นภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์จะตกเป็นของผู้ก่อมลพิษทันที
  • การขยายความรับผิดไปยัง “สถาบันการเงิน”: ธนาคารหรือผู้ให้ทุนแก่แหล่งกำเนิดมลพิษ (ทั้งในและต่างประเทศ) ต้องร่วมรับผิดชอบหากมีส่วนสนับสนุนให้เกิดมลพิษ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเข้าเงื่อนไขยกเว้น โดยจำกัดความรับผิดไม่เกินผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนั้น
  • ค่าเสียหายเชิงลงโทษ: ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ก่อมลพิษจ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากความเสียหายจริง หากพบว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายหรือส่งผลกระทบร้ายแรง
  • อายุความ: 3 ปีนับแต่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้รับผิด แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันรู้ถึงความเสียหาย

6. เสาหลักการบริหารจัดการ

  1. หลักบูรณาการ (Integration): ทลายข้อจำกัดการทำงานแยกส่วนของหน่วยงานรัฐ
  2. หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization): ให้ผู้ว่าฯ นายก อบจ. และผู้บริหารท้องถิ่นเป็นกลไกหลัก
  3. การป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP): คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสสุจริต ไม่ต้องรับผิดทั้งแพ่ง อาญา ปกครอง และรัฐต้องให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
  4. ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data): เชื่อมโยงข้อมูลไอทีจากทุกภาคส่วน (อุตสาหกรรม, เกษตร, คมนาคม) เพื่อการเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ