EEC เล็งรื้อผังเมืองใหม่ปราจีนฯ ชง ครม.จัดโซนนิ่งอุตฯเข้มสิ่งแวดล้อม
EEC ยันเดินหน้าขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษถึงปราจีนบุรี แม้จะมีชาวบ้านมาคัดค้าน แต่ย้ำปรับแผนให้รัดกุมขึ้น เข้มดูแลสิ่งแวดล้อม ผังเมือง สร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่ ชี้ปัญหาเกิดเพราะอดีตโรงงานตั้งกระจัดกระจาย คุมยาก ยันจัดโซนนิ่งใหม่ ติงสกัดทุนจีนลำบาก หวั่นข้อหาอคติ แต่จะใช้วิธีเข้มงวดมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี แม้จะมีเสียงคัดค้านจากประชาชนบางส่วน แต่ภาครัฐยืนยันว่าโครงการยังคงเดินหน้าต่อ โดยจะปรับแผนให้รัดกุมมากขึ้น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การจัดผังเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ซึ่งหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.หรือบอร์ด EEC) รับหลักการขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ได้มีข้อสั่งการให้จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเฉพาะแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นข้อกังวลของประชาชน รวมถึงกำหนดแผนฟื้นฟูพื้นที่เดิม การจัดทำผังเมือง และกำหนดพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมให้ชัดเจน แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้การขยาย EEC เกิดขึ้นบนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ลดผลกระทบต่อชุมชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ก่อนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป
ประเด็นสำคัญที่รัฐให้ความสำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สะสมมาหลายปีในจังหวัดปราจีนบุรี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะอุตสาหกรรม น้ำเสีย และการลักลอบทิ้งของเสียอันตราย ซึ่งเกิดจากโรงงานจำนวนมากตั้งกระจัดกระจายอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม ทำให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างยากลำบาก
รัฐบาลจึงมีแนวคิดจัดระเบียบใหม่โดยส่งเสริมให้โรงงานที่มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหรือพื้นที่เฉพาะที่กำหนดไว้ เพื่อให้สามารถควบคุม ตรวจสอบ และบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นการจัดโซนนิ่งใหม่หรือกำหนดพื้นที่สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างชัดเจน คล้ายกับรูปแบบการพัฒนาในจังหวัดชลบุรี ระยอง และสมุทรปราการ ที่โรงงานส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม การจัดโซนนิ่งครั้งใหม่จะมีผลเฉพาะการพัฒนาในอนาคต ส่วนโรงงานที่ได้รับอนุญาตไปแล้วจะไม่สามารถเพิกถอนสิทธิได้ เว้นแต่พบการกระทำผิดกฎหมาย ส่วนกรณีที่มีประชาชนรวมตัวคัดค้านการขยายพื้นที่ EEC นั้น มองว่าเป็นเรื่องปกติของกระบวนการรับฟังความคิดเห็น อย่างไรก็ตามจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน และเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย
สำหรับข้อกังวลเรื่องการเข้ามาของทุนต่างชาติโดยเฉพาะทุนจากจีน รัฐบาลมองว่าเป็นแนวโน้มการลงทุนที่เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากจีนมีการขยายฐานการผลิตออกนอกประเทศจำนวนมาก และการเข้ามาลงทุนภายใต้ EEC จะมุ่งเน้น 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งผู้ประกอบการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ต้องผ่านเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำเสีย มาตรฐานโรงงาน และข้อกำหนดต่าง ๆ อย่างเข้มงวด
“ทุนจีนมีอยู่ทุกพื้นที่ เราจะเหมารวมว่าพอเป็นจีนแล้วไม่ดีทั้งหมดไม่ได้ เราเองก็ต้องมีเกณฑ์ควบคุมให้ชัดเจน ไม่ใช่ไปควบคุมว่าเป็นจีนแล้วเราไม่ให้ลงทุนเลย มันจะกลายเป็นว่าเราตั้งเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อกันเขาลงทุน ต่อจากนี้เราต้องควบคุมด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมเอาไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ให้กฎหมายของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กำกับ ถ้านอกนิคมฯ ก็ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นคนกำกับ”
ในขั้นตอนต่อจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนเสนอบอร์ด EEC พิจารณาอีกครั้ง หากบอร์ดเห็นชอบจึงจะเสนอเรื่องต่อ ครม. สำหรับศักยภาพของจังหวัดปราจีนบุรี ภาครัฐมองว่ายังมีโอกาสเติบโตสูง เนื่องจากปัจจุบันผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด GDP ประมาณ 70% มาจากภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังต่ำกว่าพื้นที่อุตสาหกรรมหลักอย่างชลบุรี ระยอง และต่ำกว่าบางพื้นที่ของฉะเชิงเทรา
นอกจากนี้ รัฐบาลยืนยันว่า EEC ในยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมการลงทุนด้านการท่องเที่ยว เกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร และธุรกิจมูลค่าสูงอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะปราจีนฯ ซึ่งมีพื้นที่ใกล้เขาใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ซึ่งสามารถใช้กลไก EEC ดึงดูดการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจท้องถิ่นได้ในระยะยาว