Skip to content

โอเชียนกลาสเร่งรุก B2C ดึง Butterbear ปลุกแบรนด์ สู่สินค้าไลฟ์สไตล์

19 พ.ค. 2569 | 13:44น.
โอเชียนกลาสเร่งรุก B2C ดึง Butterbear ปลุกแบรนด์ สู่สินค้าไลฟ์สไตล์

“โอเชียนกลาส” ปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ภายใต้แม่ทัพใหม่ เดินเกมรุกตลาดผู้บริโภคเต็มรูปแบบ ฝ่าภาวะเศรษฐกิจผันผวน และตลาดเครื่องแก้วถูกสินค้าทดแทนแย่งแชร์ หันใช้กลยุทธ์ “Design + Emotion + Accessibility” ดึงแคแร็กเตอร์ดัง “Butterbear” สร้าง Emotional Value หวังรีเฟรชแบรนด์ให้เข้าถึง Gen Z พร้อมดันสัดส่วนรายได้ B2C แตะ 30-40% ภายใน 3-5 ปี ปรับภาพลักษณ์จากผู้ผลิตเครื่องแก้วสู่ “Lifestyle Tableware Brand”

นางสาวธีรนี กิตติธีระนนทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชียนกลาส จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาคการบริโภคถูกกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานยังเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังซื้อและต้นทุนธุรกิจ ภาพรวมตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์และของใช้ในบ้านจึงเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่ปัจจัยจำเป็น ซึ่งผู้บริโภคตัดสินใจซื้ออย่างระมัดระวัง

ธีรนี กิตติธีระนนทร์
ธีรนี กิตติธีระนนทร์

อีกด้านหนึ่ง พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่กลับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เลือกซื้อสินค้าด้วยเหตุผลด้านฟังก์ชั่นและราคา ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “คุณค่าทางอารมณ์” ดีไซน์ และประสบการณ์การใช้งานมากขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์ “Premium Everyday Living” ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและเครื่องครัวต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้านแบรนดิ้ง การสร้างเรื่องราว และการเชื่อมโยงกับผู้บริโภค

บริบทดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้ “โอเชียนกลาส” ผู้ผลิตเครื่องแก้วสัญชาติไทยที่อยู่ในตลาดมายาวนาน เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจครั้งใหญ่ จากเดิมที่แข็งแกร่งในตลาด B2B และกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ (HoReCa) สู่การรุกตลาดผู้บริโภค หรือ B2C อย่างจริงจังมากขึ้น

ทั้งนี้บริษัทกำลังปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจครั้งสำคัญ ภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ที่ต้องการทำให้แบรนด์ “เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค” มากขึ้น ผ่านแนวคิด “Design + Emotion + Accessibility” เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และลดการพึ่งพาการเติบโตแบบขับเคลื่อนด้วยโปรโมชั่นหรือส่วนลด

ปัจจุบันโอเชียนกลาสมีฐานธุรกิจหลักในตลาด B2B และ HoReCa รวมถึงส่งออกสินค้าไปกว่า 90 ประเทศทั่วโลก มีกำลังการผลิตประมาณ 130 ล้านใบต่อปี ภายใต้แบรนด์หลัก ได้แก่ Ocean, Posh และ Lucaris โดยมีรายได้รวมปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 1,700 ล้านบาท

Ocean Lucaris

โครงสร้างรายได้ปัจจุบันมาจากตลาดส่งออกประมาณ 65-70% และตลาดในประเทศ 30-35% ขณะที่สัดส่วนรายได้จากตลาดผู้บริโภคหรือ B2C ยังอยู่ที่ราว 20% เท่านั้น ซึ่งบริษัทตั้งเป้าจะขยับขึ้นเป็น 30-40% ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า

Lucaris Lucaris

“ตลาดเครื่องแก้ววันนี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องคุณภาพอีกต่อไป แต่แข่งขันกันเรื่องความรู้สึก ผู้บริโภคยุคใหม่อยากได้สินค้าที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ เราจึงต้องทำให้เครื่องแก้วเป็นมากกว่าภาชนะ แต่เป็นสิ่งที่สร้างความสุขและประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน” ธีรนีกล่าว

แม้โอเชียนกลาสจะมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีการผลิตและคุณภาพสินค้าในระดับสากล แต่โจทย์สำคัญที่บริษัทกำลังเผชิญ คือการรับรู้ของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เริ่มห่างจากแบรนด์ รวมถึงการแข่งขันจากสินค้าทดแทน เช่น ทัมเบลอร์ แก้วพลาสติก และสินค้าไลฟ์สไตล์จากแบรนด์แฟชั่นหรือแคแร็กเตอร์ต่าง ๆ ที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง

Lucaris Lucaris

ที่ผ่านมา ผู้บริโภคจำนวนมากยังมอง “แก้วน้ำ” เป็นเพียงสินค้าเชิงฟังก์ชั่น ไม่ใช่สินค้าไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อเน้นเรื่องราคาและการใช้งานมากกว่าความผูกพันกับแบรนด์ ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่จำนวนมากใช้กลยุทธ์ดีไซน์และคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียเข้ามาสร้างกระแสได้รวดเร็ว

นางสาวธีรนียอมรับว่า หนึ่งใน Pain Point สำคัญ คือ แม้ผู้บริโภคจำนวนมากจะคุ้นชื่อ Ocean Glass แต่แบรนด์ยังไม่ถูกมองว่า “ทันสมัย” หรือ “เป็นแบรนด์ที่อยากครอบครอง” โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนแนวทางการทำตลาดครั้งใหญ่ จากการขายสินค้าเชิงฟังก์ชั่น สู่การสร้าง Emotional Product ผ่านการออกแบบและ Storytelling มากขึ้น รวมถึงขยายพอร์ตสินค้าให้หลากหลายกว่าเดิม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แก้วน้ำ แต่ครอบคลุมจาน ชาม ชุดมัทฉะ กระเป๋า และสินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

“เราต้องการให้ลูกค้ารู้สึกว่า แก้วไม่จำเป็นต้องมีแค่ใบเดียวในบ้าน แต่สามารถเป็นของสะสม หรือเป็นสิ่งที่สร้างโมเมนต์พิเศษในแต่ละวันได้” 

กลยุทธ์สำคัญที่โอเชียนกลาสเลือกใช้ในการรีเฟรชแบรนด์ คือการทำ Collaboration Marketing ผ่านการจับมือกับ “Butterbear” หรือ “หมีเนย” แคแร็กเตอร์ยอดนิยมที่มีฐานแฟนคลับแข็งแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่

Ocean x Butterbear Ocean x Butterbear

ทั้งนี้บริษัทมองว่า Butterbear เป็นแบรนด์ที่มี “Emotional Equity” สูง สามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้บริโภคได้ชัดเจน ขณะที่โอเชียนกลาสมีจุดแข็งด้านคุณภาพสินค้าและประสบการณ์การผลิต เมื่อนำทั้งสององค์ประกอบมารวมกัน จึงเกิดเป็นการผสานระหว่าง “Function” และ “Emotion”

คอลเล็กชั่นดังกล่าวถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “My Pleasure Moment” สื่อถึงช่วงเวลาแห่งความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าในธีม 4 ฤดู ได้แก่ Summer, Rainy, Autumn และ Winter โดยแตกไลน์สินค้าหลากหลาย ตั้งแต่แก้วน้ำ กระบอกน้ำ กล่องอาหาร ชุดมัทฉะ ไปจนถึงกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าใส่แก้ว

Ocean x Butterbear Ocean x Butterbear Ocean x Butterbear

การคอลแลบส์ครั้งนี้ไม่ได้ถูกวางให้เป็น Mass Product แต่เน้นความเอ็กซ์คลูซีฟและการสร้างกระแสในกลุ่มแฟนคลับ ผ่านกลยุทธ์ Limited Collection และการขายผ่านออนไลน์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักของกลุ่ม Gen Z

ผลตอบรับจากคอลเล็กชั่น Summer ที่ทดลองตลาดก่อนหน้า ถือว่าเกินความคาดหมาย โดยสินค้าบางรายการจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงบน TikTok สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่พร้อมจ่ายให้กับสินค้าที่มี Storytelling และ Emotional Connection มากกว่าสินค้าทั่วไป

Ocean x Butterbear

นางสาวธีรนีเปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ ที่ EMSPHERE เพื่อสร้างกระแสต่อเนื่อง รวมถึงขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่อาจไม่เคยรู้จักแบรนด์ Ocean Glass มาก่อน

นอกจากการคอลแลบส์กับ Butterbear แล้ว บริษัทยังเตรียมเปิดตัว “Double Wall Collection” ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นแก้ววัสดุโบโรซิลิเกต รองรับทั้งเครื่องดื่มร้อนและเย็น สามารถเข้าเครื่องไมโครเวฟและเครื่องล้างจานได้ โดยผลิตจำนวนจำกัด 1,406 ชุด อ้างอิงจากวันเกิดของ Butterbear และเตรียมจำหน่ายผ่านช่องทางเฉพาะ รวมถึงบูทในสนามบิน เพื่อเจาะกลุ่มนักเดินทางและนักท่องเที่ยว

Ocean x Butterbear Ocean x Butterbear

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนทิศทางใหม่ของโอเชียนกลาส ที่กำลังเปลี่ยนจากผู้ผลิตสินค้า OEM และ B2B ไปสู่การสร้างแบรนด์ผู้บริโภคอย่างจริงจัง ผ่านกลยุทธ์ Omni-channel ทั้ง Modern Trade, Retail และ Social Commerce เพื่อเพิ่ม Touchpoint และสร้าง Brand Recall ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน บริษัทจะยังรักษาฐานลูกค้าเดิมในกลุ่ม HoReCa และ B2B ซึ่งยังเป็นรายได้หลักของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และคาเฟ่ ที่แม้ปีนี้ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเริ่มชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อที่อ่อนแรง แต่ตลาดยังมีความต้องการสินค้าแบบครบวงจรและคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง

ในมุมการแข่งขัน ตลาดเครื่องแก้วและ Tableware ระดับพรีเมี่ยมยังมีผู้เล่นจากต่างประเทศจำนวนมาก รวมถึงแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เข้ามาทำตลาดผ่านแคแร็กเตอร์และคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย อย่างไรก็ตาม โอเชียนกลาสมองว่าจุดแข็งของบริษัทอยู่ที่มาตรฐานการผลิตและคุณภาพวัสดุ โดยเฉพาะแบรนด์ Lucaris ที่ใช้วัสดุ “Crystalline” และได้รับความนิยมในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารระดับพรีเมี่ยม

ปัจจุบันบริษัทมีสินค้ากว่า 150 คอลเล็กชั่น รวมกว่า 450 SKU โดยตลาดหลักยังอยู่ในอาเซียน อินเดีย จีน และเอเชีย-แปซิฟิก ขณะที่วัตถุดิบหลักอย่างทรายสำหรับผลิตแก้วนำเข้าจากออสเตรเลีย เวียดนาม และมาเลเซีย เนื่องจากทรายในไทยมีปริมาณเหล็กสูง ไม่เหมาะกับการผลิตเครื่องแก้วคุณภาพสูง

ในระยะต่อไป บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดโมเดล Collaboration ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าไลฟ์สไตล์และแคแร็กเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเป้าหมายสำคัญของบริษัทไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขาย B2C แต่คือการทำให้ผู้บริโภคชาวไทย “รู้สึก” กับแบรนด์โอเชียนกลาสอีกครั้ง และยกระดับแบรนด์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในฐานะแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมี่ยม

“เราอยากให้คนไทยรู้จัก Ocean Glass ในฐานะแบรนด์คุณภาพระดับโลก ที่ไม่ได้มีแค่แก้วน้ำ แต่เป็นแบรนด์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่” นางสาวธีรนีกล่าวปิดท้าย