รัฐบาลระดมทีมไทยแลนด์ประจำยุโรป ช่วยผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ในทุกเวที หวังเร่งสรุปผลโดยเร็ว ก่อนสินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่งที่มีดีลกับยุโรปแล้ว พร้อมชูไทยเป็นฐานลงทุน แหล่งนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม อาหารแปรรูป สินค้าเกษตรแปรรูป และศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขอให้เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และทีมไทยแลนด์ประจำยุโรป ร่วมกันผลักดันและสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป หรือ EU ในทุกมิติ เพื่อเร่งสรุปผลการเจรจาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
การประชุมครั้งนี้มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม ณ สโมสร Le Cercle de L’Union Interalliée กรุงปารีส
นางศุภจีกล่าวว่า ภายใต้บริบทโลกปัจจุบันภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยจึงต้องสร้างสมดุลทางการค้า โดยยึดแนวทางเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และดำเนินความร่วมมือบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน หรือ Mutual Benefit
สำหรับ EU ถือเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการขยายตลาด ดึงดูดการลงทุน และลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU และจะมีการเจรจารอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายน 2569 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งไทยตั้งเป้าเร่งเจรจาให้จบโดยเร็ว เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้าไปยุโรป
ปัจจุบันการเจรจา FTA ไทย-EU มีความคืบหน้า โดยสามารถสรุปผลได้แล้ว 11 ข้อบท จากทั้งหมด 24 ข้อบท ขณะที่ประเด็นสำคัญที่ยังต้องหารือเพิ่มเติมได้จัดกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เช่น กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการค้าดิจิทัล เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงในการตัดสินใจเชิงนโยบาย
นางศุภจีกล่าวว่า หากไทยไม่เร่งเดินหน้า FTA ไทย-EU อาจเสียเปรียบคู่แข่ง เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ ที่มี FTA กับ EU แล้ว จึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานอย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ทีมไทยแลนด์ช่วยสื่อสารจุดแข็งของไทย และสร้างความเชื่อมั่นถึงความตั้งใจจริงในการผลักดัน FTA ให้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน ได้ขอความร่วมมือจากคณะทูตในการชี้แจงผู้ประกอบการยุโรปว่า ไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุน และเป็นแหล่งนำเข้าให้กับ EU หลังจากยุโรปต้องกระจายแหล่งนำเข้า เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดิม โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมูลค่าสูง และสินค้าเกษตรแปรรูป
กระทรวงพาณิชย์พร้อมช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่ายให้ได้พบปะและทำธุรกิจร่วมกันต่อไป โดยไทยยังมีศักยภาพเป็นหุ้นส่วนสำคัญของยุโรปในด้านความมั่นคงอาหาร สุขภาพ และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ
นอกจากนี้ ไทยกำลังเร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงานและเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย หรือ Heart of Asia ที่สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้
นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนจัดกิจกรรมผลักดันการส่งออกสินค้าและภาคบริการไทยสู่ตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละปีมีโครงการและกิจกรรมกว่า 100 ครั้ง จึงขอให้ทีมไทยแลนด์ช่วยสนับสนุนการทำงานดังกล่าว
งานล่าสุดที่ได้ทำร่วมกัน คือ การประชาสัมพันธ์นิทรรศการประวัติศาสตร์ “ราชพัสตราสู่สากล” เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมผ้าไทยและงานศิลปหัตถกรรม โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม-1 พฤศจิกายน 2569 ที่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส
สำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดยุโรป กระทรวงพาณิชย์มีแผนดำเนินการตั้งแต่การเพิ่มพูนความรู้ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง พัฒนามาตรฐานสินค้า พาไปเจรจาจับคู่ธุรกิจ ส่งเสริมการค้าออนไลน์ สร้างแบรนด์ การ sourcing สินค้าทุนและเทคโนโลยีที่จำเป็น ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
นางศุภจีกล่าวว่า ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนที่ช่วยสร้างงาน สร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะในภาคเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมมูลค่าสูง สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจยุโรปเข้ามาลงทุน ผลิต และใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมโยงตลาดโลก
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะทำงานลำพังไม่ได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมไทยแลนด์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก
