กลุ่มยานยนต์ รายงานยอดผลิตรถยนต์ 4 เดือนแรก โต 4% เผยต้องผชิญแรงปัญหาสงครามตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก ส่วนส่งออกรถยนต์ ตลาดตะวันออกกลางทรุดยอดหาย 91% จับตาต้นทุนชิ้นส่วนพุ่ง
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รายงานยอดผลิตรถยนต์ในเดือนเมษายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 103,794 คัน ลดลง 0.44% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลงจากเดือนมีนาคม 22.20%เป็นผลจากการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ลดลง 1.70%
แบ่งเป็นรถยนต์นั่งเดือนเมษายนจำนวน 36,650 คัน ลดลง 8.43% ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 11,870 คัน ลดลง 24.15% ,รถยนต์นั่งไฟฟ้าแบบ BEV จำนวน 4,716 คัน ลดลงเล็กน้อย 1.01% ,รถยนต์ไฟฟ้าผสมเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 1,738 คัน เพิ่มขึ้น 68.57% และรถยนต์ไฮบริด (HEV) จำนวน 18,326 คัน ลดลง 1.37% ขณะที่รถกระบะไฟฟ้า BEV จำนวน 250 คัน เพิ่มขึ้นถึง 6,150% สะท้อนการเริ่มขยายตัวของตลาดรถกระบะไฟฟ้าในไทย
ขณะที่ตลาดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีจำนวน 60,190 คัน ลดลง 8.43% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 25.13% จากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ภูมิภาคตะวันออกกลางที่ลดลงกว่า 11,053 คัน หรือ 91.76% ผลจากสงคราม และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ส่วนตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย โอเชียเนีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือยังขยายตัว แต่ยังไม่สามารถชดเชยยอดที่หายในของตลาดตะวันออกกลางได้
รวมมูลค่าส่งออกรวมรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ อยู่ที่ 62,637.24 ล้านบาท ลดลง 6.86%
ด้านยอดผลิตรถยนต์ 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) มียอดผลิตรวม 473,545 คันโต 4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แบ่งเป็น โดยผลิตเพื่อส่งออก 316,605 คัน คิดเป็น 66.86% ของยอดผลิตทั้งหมดเพิ่มขึ้น 4.56% และผลิตเพื่อขายในประเทศ 156,940 คัน คิดเป็น 33.14% ของยอดผลิตทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้น 2.90%
แบ่งเป็นการผลิตรถยนต์นั่ง 156,599 คัน ลดลง1.83% รถกระบะ 1 ตัน 311,290 คัน เพิ่มขึ้น 6.35% ส่วนยอดผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 4 เดือน มีจำนวน 280,184 คัน ลดลง 3.45%จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรถยนต์รวม (เครื่องยนต์และชิ้นส่วน) 267,903 ล้านบาท ลดลง 6.16%%
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตลาดส่งออกที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ตะวันออกกลาง ซึ่งยอดส่งออกรถยนต์ลดลงกว่า 11,053 คัน หรือ 91.76% จากผลกระทบสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย โอเชียเนีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือยังขยายตัว แต่ไม่สามารถชดเชยการหดตัวของตลาดตะวันออกกลางได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตามแม้ว่ายังต้องจับจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า รวมทั้งเศราฐกิจไทยที่เปราะบาง และยังมีปัจจัยลบที่น่ากังวล คือ การขอปรับราคาขึ้นของชิ้นส่วนต่างๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง อาจจจะซ้ำเติมต่อยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย ซึ่งยังคงเป้นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป