คลิปไลฟ์อนาจารยาวนานกว่า 8 ชม. บนเฟซบุ๊ก (Facebook) ซึ่งชาวไทยใช้งานกว่า 51 ล้านบัญชี สร้างความกังวลให้สังคม สะเทือนมาตรฐานชุมชน และเทคโนโลยีคัดกรองของ “บิ๊กเทค” รายใหญ่ของโลก
Meta บริษัทแม่ Facebook แจ้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รวมถึงตำรวจไซเบอร์ ระบุว่า เหตุการณ์ไลฟ์สด “อนาจาร” เกิดขึ้น 2 ครั้งติดกัน คือคืนวันเสาร์ที่ 23 พ.ค. ผ่าน 3 บัญชี และในคืนวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. จำนวน 2 บัญชี ซึ่งในจำนวนนี้มีการแนบลิงก์ฟิชชิ่งเพื่อหลอกเก็บข้อมูลจากผู้ชมที่คลิกเข้าไปดูด้วย
ชำแหละช่องโหว่กฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากถ้อยแถลงของทางตำรวจระบุว่าตรวจพบ 5 บัญชีหลักทำหน้าที่ “ไลฟ์สด” และพบว่าเป็นบัญชีอวตารที่สร้างขึ้นมาเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ โดยระหว่างไลฟ์สดมีการแปะลิงก์ที่อ้างว่าเป็นข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นลิงก์ฟิชชิ่งที่เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์โรงพยาบาลในประเทศจอร์เจีย เพื่อดักเก็บข้อมูลยูสเซอร์ ทั้งยังพบการนำเนื้อหาเดียวกันนี้ไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ ชี้ให้เห็นว่ามีการวางแผนทำงานเป็นขบวนการ
อย่างไรก็ตาม การดูสื่อลามกอนาจารผู้ใหญ่ไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมายไทย แต่การกดแชร์เนื้อหาลามกอนาจารผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี เป็นความผิดอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ แต่สำหรับบางประเทศการแชร์คลิปอนาจารที่เป็นผู้ใหญ่อาจไม่ผิด นอกจากเป็นคลิป ภาพ เสียงของเด็ก-เยาวชน แต่การเผยแพร่คลิป-ภาพอนาจาร ถือว่าผิด “มาตรฐานชุมชน” ของ Facebook ซึ่งปกติแพลตฟอร์มจะปิดกั้นอยู่แล้ว
และว่าความผิดที่สามารถประสานตำรวจสากลได้อาจไม่ใช่เรื่องคลิปลามก แต่เป็นการฟิชชิ่งออนไลน์ ต้องขอข้อมูลเพิ่มว่าทำไมการ Take Down จึงล่าช้า
นั่นทำให้ในภาพรวมของกฎหมายเป็นการเอาผิด “ผู้ใช้” และ “ผู้เผยแพร่” สื่อลามก และการฟิชชิ่ง ไม่ใช่การเอาผิด “แพลตฟอร์มโซเชี่ยลมีเดีย” อีกทั้งแพลตฟอร์มได้ยืนยันในเบื้องต้นว่าระบบตรวจสอบเนื้อหามีมาตรฐานและการดำเนินตามกรอบกฎหมายใน 24 ชม.
หลังจากนี้ Meta จะต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน และเจตนาในการสกัดกั้นเนื้อหาผิดกฎหมาย ซึ่งกระทรวงดีอีจะเข้าไปดูรายละเอียดอย่างใกล้ชิด
ดีอีย้ำ Meta แก้ตัวฟังไม่ขึ้น
“ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า Meta ชี้แจงว่าผู้เผยแพร่คลิปมีการใช้คอนเทนต์ที่ถูกต้องตามกฎระเบียบชุมชน แทรกเข้ามาระหว่าง ไลฟ์สด ทำให้อัลกอริทึ่มที่ตรวจสอบเข้าใจว่าเป็นคอนเทนต์ที่ถูกต้องตามกฎ (เบื้องต้นคาดว่าเป็นการตัดสลับภาพคนนั่งคุยกัน และผู้หญิงใส่หน้ากากทำให้ตรวจไม่พบใบหน้า) หรือที่เรียกว่า Benign Content คือ “เนื้อหาที่ปลอดภัย ไม่มีพิษภัย หรือไม่ละเมิดกฎ” เป็นเนื้อหาทั่วไปที่อัลกอริทึ่ม Facebook อนุญาตให้เผยแพร่และมองเห็นได้ตามปกติ
“ในเบื้องต้นยังฟังไม่ขึ้น เพราะคลิปมีความยาวหลายชั่วโมง จึงต้องขอดูรายละเอียดเพิ่มเติมในการทำงานของระบบและอัลกอริทึ่มที่ใช้”
และว่า ตามประกาศกระทรวงดีอี เรื่อง ขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมฯ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีหน้าที่ Take Down หรือปิดกั้นคอนเทนต์ที่ละเมิดกฎหมายภายใน 24 ชม. ซึ่งเขาระบุว่าได้ทำแล้ว ทาง Meta กำลังหารือกับบริษัทแม่ โดยต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีการปิดกั้นตามกำหนดหรือไม่ และมีมาตรการใช้ “เอไอ” ปิดกั้นจริงหรือไม่
“Meta อ้างว่าเอไอที่ใช้ตรวจสอบปิดกั้นคอนเทนต์สกัดกั้นได้ถึง 95% ที่เหลืออีก 5% เป็นเคสที่พบน้อยมาก จะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกต่อไปว่าเคสเหล่านี้หลุดรอดเทคโนโลยีตรวจสอบมาได้อย่างไร”
แก้กฎหมายลงดาบแพลตฟอร์ม
และว่า ข้ออ้างเรื่องเอไอตรวจจับ Benign Content การสวมหน้ากาก และการใช้ภาษาผสมเพื่อเลี่ยงตรวจจับ Keyword ยัง “ฟังไม่ขึ้น” เนื่องจากไลฟ์สดมีความยาวถึง 8 ชั่วโมง และ Meta เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกควรมีมาตรการเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ Meta ยืนยันว่ากำลังตรวจสอบระบบหลังบ้านและจะชี้แจงผลภายใน 3-5 วัน
รัฐมนตรี “ดีอี” ทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายการ Take Down เนื้อหาละเมิดกฎหมายให้เร็วขึ้น จากเดิมระบุภายใน 24 ชม. ควรลดเหลือ 3-6 ชม. เพื่อลดระยะเวลาการนำเนื้อหาผิดกฎหมายออก และเตรียมปรับปรุง พ.ร.ก.มาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2565 ที่เดิมมีไว้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฯลฯ เพื่อให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อการทำผิดของยูสเซอร์ในทุกมิติ ไม่จำกัดเฉพาะความเสียหายทางการเงิน รวมถึงการพิจารณามาตรา 15 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากพบว่า แพลตฟอร์ม “ยินยอม สนับสนุน หรือได้รับประโยชน์” จากเนื้อหาผิดกฎหมาย แม้มีการนำออกใน 24 ชั่วโมง หากพิสูจน์ได้ว่ามีส่วนได้เสียก็อาจมีความผิด