“ยูนิลีเวอร์” โฟกัส AI-นวัตกรรม แข่งด้วยข้อมูลดันไทยฐาน R&D-ส่งออก
ตลาด FMCG ครึ่งปีหลังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและกำลังซื้อชะลอ ผู้บริโภคซื้อสินค้าคุณภาพแต่คุ้มค่า “ยูนิลีเวอร์” เร่งใช้ AI-Science ขับเคลื่อนนวัตกรรม ปั้นสินค้าเฉพาะบุคคล รับเทรนด์สุขภาพ ความงาม และไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ พร้อมดันไทยเป็นฐาน R&D และฮับส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคสู่ตลาดโลก
นายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ในช่วงครึ่งปีหลังยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะค่าครองชีพและกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น โดยผู้บริโภคยังต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ แต่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากกว่าเดิม ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดไม่ได้อยู่เพียงเรื่องราคา แต่เปลี่ยนไปสู่การแข่งขันด้านนวัตกรรม ความเร็วในการพัฒนาสินค้า และความเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึกมากขึ้น

โดยความคาดหวังของผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย นวัตกรรมจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แต่ต้องสามารถคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า และสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจได้อย่างต่อเนื่อง
“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของยูนิลีเวอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้บริโภคไทยเป็นคนกำหนดเทรนด์ใหม่ ๆ ทั้งเรื่องสุขภาพ ความงาม และการใช้ชีวิต เราจึงนำศักยภาพระดับโลกของยูนิลีเวอร์มาพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคไทย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม FMCG ไทยอย่างต่อเนื่อง”
ปัจจุบันยูนิลีเวอร์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเข้าสู่ปีที่ 94 มีพนักงานกว่า 90% เป็นคนไทย และมีสินค้าวางจำหน่ายทั่วประเทศ
แข่งด้วย “ข้อมูล” มากกว่าราคา
นายอาซีมระบุว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของธุรกิจคือการนำ Data, AI และ Insight มาใช้ทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Search พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย รีวิวสินค้า และเทรนด์ไลฟ์สไตล์ เพื่อนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการยกระดับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ปัจจุบัน AI สามารถดึงข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคได้ภายในเวลาไม่กี่นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวัน ช่วยให้การตัดสินใจพัฒนาสินค้าทำได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
ขณะเดียวกันยังพัฒนา Hair Scan AI Tool ระบบวิเคราะห์สุขภาพเส้นผมด้วย AI ที่ใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ โดยผู้ใช้งานสามารถถ่ายภาพเส้นผมเพื่อให้ระบบประเมินปัญหา เช่น ผมแห้งเสีย ผมขาดร่วง หรือผมชี้ฟู ก่อนแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพเส้นผมเฉพาะบุคคล
ทั้งนี้เทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนเร็วมาก บางเทรนด์ใช้เวลาเพียง 3-4 เดือนก็เปลี่ยนแล้ว ทำให้การพัฒนาสินค้าต้องเร็วขึ้นกว่าเดิม โดย AI เข้ามามีบทบาททั้งในด้านวิจัย พัฒนา และการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด
เทรนด์เฉพาะบุคคลมาแรง
นายอาซีมมองว่า หนึ่งในเทรนด์สำคัญของตลาด FMCG คือสินค้าที่ตอบโจทย์ “เฉพาะบุคคล” มากขึ้น ทั้งกลุ่มสุขภาพ ความงาม และการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ แต่ยังเข้าถึงได้ในภาวะค่าครองชีพสูง
โดยปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้ลดทอนเรื่องคุณภาพสินค้า แต่จะเปรียบเทียบราคาและมองหาความคุ้มค่ามากขึ้น เห็นได้จากการเติบโตของสินค้าขนาดใหญ่ (Big Size) ที่ใช้งานได้นาน รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าที่ตอบโจทย์เฉพาะด้าน
หนึ่งในตัวอย่าง คือการพัฒนาโลชั่นบำรุงผิวสำหรับกลุ่ม Transgender ซึ่งวิจัยและพัฒนาร่วมกับผู้หญิงข้ามเพศ เพื่อแก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน ผิวไวต่อแสง และการระคายเคืองจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยบริษัทวางเป้าหมายให้เป็นสินค้าที่จำหน่ายระยะยาวในตลาดไทย
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาโลชั่นที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย โดยเน้นเนื้อสัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคไทยโดยเฉพาะ
ขณะเดียวกันบริษัทมองว่า เทรนด์สังคมสูงวัย การออกกำลังกาย สุขภาพ ความงาม รวมถึงตลาดอาหารเสริม ครีมบำรุงผิว และแชมพู ยังเติบโตต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคต้องการดูแลตัวเองแม้อายุมากขึ้น
อีกหนึ่งเทรนด์สำคัญคืออีคอมเมิร์ซ โดยปัจจุบันยูนิลีเวอร์มีสินค้าอยู่บนทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ และบางผลิตภัณฑ์เลือกเปิดตัวผ่านออนไลน์เป็นแห่งแรก เพื่อเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่โดยตรง
ส่งนวัตกรรมสู้ตลาด “เร่งรีบ”
นายอาซีมระบุว่า ด้านนวัตกรรมสินค้าปัจจุบันการแข่งขันของตลาด FMCG ไม่ได้อยู่เพียงเรื่องราคา แต่เป็นการแข่งขันด้าน “ความเร็วในการพัฒนาสินค้า” และ “ความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภค” มากขึ้น
ตัวอย่างคือ “บรีส ซักด่วน” ที่พัฒนาขึ้นผ่านเทคโนโลยีเอนไซม์ การจำลองแบบด้วย AI และระบบหุ่นยนต์ โดยใช้เวลาเพียง 15 เดือนในการพัฒนา เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ และคนที่ออกกำลังกายมากขึ้น
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวใช้ส่วนผสมที่ออกฤทธิ์เร็ว และเทคโนโลยี Pro-S เพื่อช่วยขจัดกลิ่นอับและคราบสกปรกที่ไม่หนักมากได้ทันที แตกต่างจากผงซักฟอกทั่วไปที่ต้องใช้รอบการซักนานกว่า
นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มความงามและดูแลส่วนบุคคล ที่พัฒนามาเพื่อดูแลเส้นผมจากรังสียูวี ซึ่งพบได้บ่อยในประเทศที่มีอากาศร้อนและแดดจัด
ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม บริษัทระบุว่า นวัตกรรมของซันซิลและลักซ์ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด เนื่องจากคุณภาพสินค้าและราคาที่เข้าถึงได้
R&D-ฮับส่งออก FMCG
นายอาซีมระบุว่า ประเทศไทยยังเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาสินค้าในระดับภูมิภาค โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ที่มีนักวิทยาศาสตร์ 98 คน ทำหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดไทยและส่งออกไปยังตลาดโลก
ปัจจุบันบริษัทมีเครือข่าย R&D ระดับโลกที่ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 4,500 คน ผู้จบปริญญาเอกกว่า 500 คน และสิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับทั่วโลก
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ Vaseline Gluta-Hya ทุกสูตร ซึ่งออกแบบให้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น รวมถึง Knorr Lime Powder ที่ใช้เทคโนโลยี Encapsulation ในการกักเก็บรสชาติและกลิ่นหอมของมะนาว
บริษัทระบุว่า ปัจจุบันมียอดขายกว่า 190 ประเทศและเข้าถึงผู้บริโภค 3.4 พันล้านคนต่อวัน สร้างยอดขายได้ 60.8 พันล้านยูโรในปี 2567 และมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านความงามและฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค โดยต้องการให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาซื้อผลิตภัณฑ์ความงามในประเทศไทยได้
คุมต้นทุน-ไม่ขึ้นราคา
ทั้งนี้ในภาวะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ยูนิลีเวอร์ยังพยายามทำให้สินค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย และหากจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาก็จะพยายามปรับขึ้นให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภคมากเกินไป
นายอาซีมระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า และยังคงจัดโปรโมชั่นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องบริหารต้นทุนและซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อวัตถุดิบและการขนส่ง
“เราต้องบริหารซัพพลายเชนไม่ให้เกิดการขาดแคลนระหว่างทาง โดยเฉพาะวัตถุดิบอย่างพลาสติก ซึ่งช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาเรายังไม่มีปัญหาขาดแคลน เพราะมีการจัดหาแหล่งวัตถุดิบจากหลายประเทศทั่วโลก”
หนุนรัฐบาล-ยกระดับโชห่วย
นายอาซีมเปิดเผยว่า ด้านการกระตุ้นกำลังซื้อยังเดินหน้าสนับสนุนโครงการ “ไทยช่วยไทย” ผ่านการทำโปรโมชั่น ลดราคา และกระจายสินค้าเข้าสู่ร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค
พร้อมกันนี้ยังให้ความสำคัญกับร้านค้าปลีกและร้านโชห่วย โดยต้องการช่วยยกระดับร้านค้ารายย่อย และไม่ต้องการให้ร้านค้าชุมชนหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้บริษัทยังใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ดิจิทัล โดยปัจจุบันมีคอนเทนต์มากกว่า 1 ล้านคอนเทนต์ รวมถึงการทำแคมเปญร่วมกับ Jennie ในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของวาสลีน เพื่อเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น
เดินหน้าลงทุน AI-ความยั่งยืน
นายอาซีมเปิดเผยว่า จะเดินหน้าลงทุนเพิ่มทั้งด้านโรงงาน บุคลากร การอบรม AI การตลาด และการพัฒนาสินค้าที่เติบโตเร็ว พร้อมผลักดันแนวทางความยั่งยืนควบคู่กันไป
ปัจจุบันบริษัทนำเอนไซม์สกัดจากธรรมชาติ 100% (Bio-enzymes) และเทคโนโลยีการหมักจุลินทรีย์ธรรมชาติมาใช้ในการผลิต เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรและเวลาในการล้าง ควบคู่กับการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน ยังดำเนินงานเพื่อลดคาร์บอนลง 40% ไม่ตัดไม้ทำลายป่า และนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ 100%
“ในอนาคตยูนิลีเวอร์จะเดินหน้าขับเคลื่อนความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างแท้จริง เราเชื่อว่าการผสานพลังระหว่างความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม FMCG ในอนาคต” นายอาซีมกล่าวทิ้งท้าย