“ศุภจี” ชี้เศรษฐกิจไทยโต K-Shape ส่งออกพุ่งแต่รายเล็กไม่ฟื้น เร่งดัน SMEs เข้าเกมโลก
“ศุภจี” ปาฐกถาหอการค้า 5 ภาค ชี้ไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ กติกาโลก ภาวะอากาศสุดขั้ว และต้นทุนโลจิสติกส์ แม้ GDP ไตรมาสแรกปี 2569 โต 2.8% ส่งออกเม.ย.พุ่ง 23% แต่การเติบโตยังกระจุกในธุรกิจใหญ่ ดันโจทย์เร่งยกระดับ SMEs เพิ่ม Local Content ใช้ IP Finance เปิดทางเข้าถึงทุน พร้อมเร่ง FTA ไทย-EU ดึงลงทุน-เปิดตลาดคุณภาพสูง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์การค้าโลกที่ซับซ้อนและไม่เหมือนเดิม จากวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนโลจิสติกส์ และกฎกติกาใหม่ของโลก ทำให้ไทยจำเป็นต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อให้แข่งขันและเติบโตได้ในบริบทใหม่

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือภาวะอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะปรากฏการณ์ Super El Niño ที่อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรของไทย ขณะเดียวกัน ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้นราว 15-20% เป็นปัจจัยกดดันผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออกและ SMEs

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกปี 2569 GDP ขยายตัว 2.8% ดีกว่าที่คาด และต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.5% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่ง โดยมีการลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขยายตัวมากกว่า 10% ขณะที่การส่งออกขยายตัวดี ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งส่งออกก่อนรับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมปรับดีขึ้น แต่การเติบโตยังไม่ได้กระจายสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง โดยการลงทุนจำนวนมากอยู่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น AI เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งมีบทบาทต่ออนาคตประเทศ แต่รายได้และโอกาสยังไม่กระจายไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กมากนัก
นางศุภจีกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะเติบโตแบบ K-Shape หรือเศรษฐกิจสองขั้ว คือ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังเติบโตและขยายตัวได้ดี ขณะที่ SMEs และผู้ประกอบการรายกลางรายเล็กยังฟื้นตัวช้า หรือบางส่วนยังไม่สามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคง
ด้านการส่งออก ไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 17.6% และเดือนเมษายนขยายตัวสูงถึง 23% แต่เมื่อดูรายละเอียดพบว่า การเติบโตส่วนใหญ่ราว 80-90% มาจากบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยมีผู้ประกอบการส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกว่า 30,000 ราย โดยเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 7,000 ราย ส่วนที่เหลือเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกได้เพียงประมาณ 17-20%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของภาคส่งออกไทยยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี เงินทุน และเครื่องมือการแข่งขันในระดับสากล
นางศุภจีกล่าวว่า แม้การส่งออกไทยขยายตัวดี แต่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นมากกว่า ทำให้ไทยยังมีภาวะขาดดุลการค้า ส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อใช้ผลิตและส่งออกต่อ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่มสัดส่วน Local Content หรือการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และการผลิตภายในประเทศให้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ต้องส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศไม่ใช่เพียงการเข้ามาประกอบหรือใช้ไทยเป็นฐานชั่วคราว แต่ต้องสร้างห่วงโซ่คุณค่าในประเทศ เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย และเพิ่มรายได้ให้เศรษฐกิจภายในประเทศอย่างแท้จริง
สำหรับ SMEs ไทยมีสัดส่วนรายได้ต่อเศรษฐกิจประเทศประมาณ 35% มาเป็นเวลานาน กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับ SMEs หลายมิติ ทั้งการพัฒนาทักษะให้เข้าใจตลาด ใช้เทคโนโลยี และเพิ่มความสามารถแข่งขัน การหาตลาดในประเทศและต่างประเทศ ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงการทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับสินค้าและมาตรฐานการผลิต
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะผลักดันร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อให้ SMEs สามารถใช้หลักประกันรูปแบบใหม่ เช่น Cash Flow หรือกระแสเงินสด เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาสินเชื่อ แทนการพึ่งพาหลักทรัพย์แบบเดิมเพียงอย่างเดียว
อีกแนวทางสำคัญคือ การนำทรัพย์สินทางปัญญา หรือ Intellectual Property (IP) มาต่อยอดเป็นเครื่องมือทางการเงิน หรือ IP Finance เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้มูลค่าของแบรนด์ สิทธิบัตร นวัตกรรม สูตรการผลิต หรือผลงานสร้างสรรค์ เป็นฐานในการเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น รวมถึงการเพิ่ม Local Content และยกระดับ SMEs ผ่านเวทีการค้า เช่น THAIFEX เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อ นักลงทุน และคู่ค้าต่างประเทศ
ในมิติการเจรจาการค้า นางศุภจีกล่าวว่า ปัจจุบันภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การเจรจาการค้าจึงต้องใช้ความรอบคอบสูง เพราะการดำเนินนโยบายกับประเทศหนึ่งอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับอีกประเทศหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น การเดินทางเข้าร่วมงาน Select USA เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนในสหรัฐอเมริกา แต่ขณะเดียวกันไทยต้องให้ความสำคัญกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยด้วย การวางสมดุลเชิงยุทธศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญ
นางศุภจีกล่าวว่า ในการประชุม APEC ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับรัฐบาลจีน โดยพบว่า แผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของจีนมีทิศทางต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศเป้าหมาย ผ่านการลงทุน การใช้วัตถุดิบในประเทศ และการใช้ประเทศเป้าหมายเป็นฐานหลักในการผลิตและเชื่อมโยงตลาด
รัฐบาลไทยจึงพยายามผลักดันโครงการนำร่อง หรือ Pilot Project ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะเกษตรแปรรูป เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศใช้วัตถุดิบที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรของไทยมากขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และทำให้รายได้กระจายกลับไปสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศ
ขณะเดียวกัน ในการลงทุนด้านการผลิต รัฐบาลไทยได้ขอให้พิจารณารูปแบบการลงทุนที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบและผู้ประกอบการไทยมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโตภายในประเทศตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ลดการพึ่งพาการนำเข้า ลดปัญหา Transshipment และทำให้การส่งออกของไทยมีความโปร่งใส แข่งขันได้ และยั่งยืนมากขึ้น
นางศุภจีกล่าวว่า “ทีมประเทศไทย” มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการดึงดูดการลงทุนและการเจรจาการค้าไม่สามารถทำโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
สำหรับความคืบหน้าความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป หรือ Thailand-EU FTA นางศุภจีกล่าวว่า จากการเดินทางไปฝรั่งเศส กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับนักลงทุนยุโรป ซึ่งมีเสียงเรียกร้องชัดเจนให้ไทยเร่งสรุป FTA ไทย-EU โดยในการประชุมรอบที่ 9 ปลายเดือนนี้ มีความคืบหน้าไปแล้ว 11 Chapter และยังเหลืออีก 13 Chapter ที่ต้องเจรจา โดยจะพยายามรวบประเด็นให้เหลือประมาณ 6 Chapter เพื่อเร่งให้การเจรจาเดินหน้าเร็วขึ้น
ทั้งนี้ หากไทยเดินหน้า FTA สำคัญได้ จะช่วยเปิดตลาดใหม่ เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้สินค้าและบริการไทยเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดคุณภาพสูงได้มากขึ้น โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน
นางศุภจีกล่าวทิ้งท้ายว่า โลกเปลี่ยนไปแล้ว และไทยต้องปรับตัวให้ทันกับโลกปัจจุบันให้ได้