Skip to content

เดิมพันผลไม้เชียงใหม่ 7 พันล้าน ดันพืชพรีเมี่ยม ต่อลมหายใจเกษตรกร 

04 มิ.ย. 2569 | 15:15น.
เดิมพันผลไม้เชียงใหม่ 7 พันล้าน ดันพืชพรีเมี่ยม ต่อลมหายใจเกษตรกร 

สถานการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2569 เผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเม็ดเงินกว่า 7,000 ล้านบาท จาก 3 พืชหลัก “ลำไย-ลิ้นจี่-มะม่วงน้ำดอกไม้” กำลังถูกเขย่าด้วยพิษเอลนีโญและต้นทุนพลังงานที่พุ่งแรง จนคุณภาพผลผลิตอย่างมะม่วงน้ำดอกไม้ตกเกรดหายวับไปเกือบครึ่งสวน ขณะที่จีนส่งสัญญาณเตือนเบรกปลูกลำไยเพิ่ม เพราะตลาดล้น

สแกน Roadmap แผนปรับโครงสร้างการผลิตครั้งใหญ่ ดันพืชพรีเมี่ยม “กาแฟอราบิก้า-โรบัสต้า” และ “ทุเรียน” จิ๊กซอว์ตัวใหม่ ที่จะมาต่อลมหายใจเกษตรกร ในวันที่โลกเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม

นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2569 ประกอบด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้ ลิ้นจี่ และลำไย พบว่าภาคการเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง ผนวกกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งด้านพลังงานและราคาปุ๋ย บีบให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์จากการเน้นปริมาณสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการคัดสรรพืชทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงกว่าเดิม

ผลไม้
เสน่ห์ แสงคำ

มะม่วงน้ำดอกไม้ “ตกเกรด” พุ่ง 

ปัจจุบันเชียงใหม่มีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ 29,979 ไร่ จากเดิม 30,000 ไร่ แม้จะลดลงจากปีก่อนเพียง 0.4% เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนโค่นทิ้งเพื่อปลูกพืชอื่น เช่น ทุเรียน แต่ผลผลิตในปีนี้คาดการณ์ไว้ที่ 28,200 ตัน 

ในแง่การตลาดปีนี้ถือว่า ‘โชคดี’ ได้อานิสงส์จากผลผลิตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างอย่างพิจิตรและพิษณุโลกหมดฤดูกาลไปก่อน ทำให้ราคาส่งออกพุ่งสูงถึง 28 บาท/กก. มะม่วงน้ำดอกไม้เชียงใหม่จึงเป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกอย่างมาก

ผลไม้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่พบในปีนี้คือ คุณภาพผลผลิต ซึ่งผิวของมะม่วงยังคงเป็นโจทย์สำคัญ เพราะมีผลลาย ผิวเสีย และขนาดไม่ได้มาตรฐาน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอากาศร้อนสลับฝนในปีที่ผ่านมา ทำให้มะม่วงแตกใบแทนการแตกช่อดอก โดยพบผลผลิตตกเกรด 40% หรือประมาณ 11,280 ตัน ซึ่งขายได้เพียง 10-12 บาท/กก.

ผลไม้

ลิ้นจี่เผชิญภาวะสังคมสูงวัย

ขณะที่ลิ้นจี่เป็นอีกหนึ่งไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญของเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูก 32,050 ไร่ จากเดิม 32,070 ไร่ โดยผลผลิตต่อไร่ในปีนี้มีแนวโน้มลดลง สาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศร้อนจัดผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อการออกดอกและติดผลของลิ้นจี่ 

ในด้านราคา ลิ้นจี่ (พันธุ์ฮงฮวย) เกรดทั่วไป ส่วนใหญ่ขายส่งไปยังตลาดไท คาดว่าราคาอยู่ที่ 8-20 บาท/กก. ขึ้นอยู่กับคุณภาพและช่วงเวลาที่ออกสู่ตลาด ส่วนลิ้นจี่ที่ส่งเข้าโรงงานแปรรูปจะได้รับราคาอยู่ที่ 12-15 บาท/กก. คาดการณ์ว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน ราว 56% ของผลผลิตทั้งหมด รองลงมาคือเดือนพฤษภาคม ราว 43% ซึ่งอาจจะเร็วกว่าช่วงเวลาปกติเล็กน้อย เนื่องจากอิทธิพลของสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ลิ้นจี่เร่งออกผล

ผลไม้

โดยพันธุ์จักรพรรดิจะมีราคาสูงถึง 80 บาท/กก. มีสัดส่วนราว 20% จากผลผลิตทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้คาดว่าผลผลิตจะเหลือเพียง 13,400 ตัน ลดลง 30% โดยผลผลิตร่วงลงมาอยู่ที่ 420 กก./ไร่ จากเดิม 600 กก./ไร่ แต่ปัญหาหลัก คือ อากาศร้อนจัดเกินไปจนลิ้นจี่ต้องเร่งสุก และเกษตรกรส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ไม่มีแรงดูแลพืชอ่อนไหวอย่างลิ้นจี่ และไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ จึงเริ่มมีการโค่นทิ้งต่อเนื่อง 

“ทางรอด ต้องมุ่งเน้นไปที่การทำลิ้นจี่อัตลักษณ์ (GI) ในโซน อ.ฝาง เพื่อรักษาตลาดมูลค่าสูง ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ของเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังส่งเสริมและขับเคลื่อน”

ผลไม้

ลำไย ขาลง จีนเตือนล้นตลาด

สำหรับสถานการณ์ลำไยในปี 2569 คาดการณ์ได้ว่าผลผลิตจะลดลง จากพื้นที่ปลูกลำไยราว 444,000 ไร่ พื้นที่ลดลง 1% โดยผลผลิตปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 398,000 ตัน ลดลง 6% จากปี 2568 ที่มีปริมาณ 420,000 ตัน จากปัญหาเอลนีโญและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง 

ทั้งนี้ ผลผลิตจะกระจุกตัวช่วงเดือนสิงหาคม เกินขีดความสามารถของล้งอบแห้ง ทำให้เกษตรกรเสี่ยงถูกกดราคา ราคาปีที่แล้วอยู่ที่ 7-8 บาท/กก. และราคาปีนี้อาจจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หรืออาจสูงกว่าเล็กน้อย ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัด

นายเสน่ห์ยังบอกอีกว่า เคยได้คุยกับกงสุลจีน ประจำเชียงใหม่ท่านก่อน ได้แนะนำว่า “อย่าส่งเสริมการปลูกลำไยเพิ่ม” เพราะปัจจุบันจีนปลูกเองได้และมีปริมาณล้นตลาดแล้ว ทำให้การพึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียวเริ่มมีความเสี่ยงสูง

ผลไม้

ดังนั้น ทางออกเดียวคือ การเปลี่ยนจาก ‘ลำไยอีดอ’ ที่ส่งโรงงานอบแห้ง ซึ่งมีสัดส่วนถึง 90% มาเป็นลำไยบริโภคสดเกรดพรีเมี่ยมมากขึ้น เช่น สายพันธุ์สีชมพู, แห้ว และเบี้ยวเขียว ซึ่งราคาในฤดูหน้าสวนสูงถึง 70-80 บาท/กก. และเป็นที่ต้องการของตลาดระดับบนและต้องสั่งจองล่วงหน้าเป็นปี

นายเสน่ห์กล่าวว่า ลำไย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับโครงสร้างการผลิต โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ได้ผลักดันแนวทางการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยการส่งเสริมการผลิตลำไยเกรดพรีเมี่ยมผ่านเทคนิคการตัดแต่งช่อผล ไม่ให้มีช่อผลเกินความจำเป็น เช่น 1 ช่อไม่ควรจะเกิน 50 ผลต่อต้น ซึ่งจะช่วยให้ผลมีขนาดใหญ่และได้ราคาสูงกว่าปกติหลายเท่าตัว 

ผลไม้

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนกระจายการผลิตผ่านโครงการลำไยนอกฤดูในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านระบบชลประทาน เพื่อที่จะสามารถส่งโรงงานอบแห้งและขายสด ซึ่งจะช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำในช่วงฤดูกาลปกติ

เดิมพันมูลค่า 7 พันล้าน 

ทั้งนี้ เมื่อประมาณการมูลค่าไม้ผลทั้ง 3 ชนิดของเชียงใหม่ (ปี 2569) จากการประมวลผลผลิตและราคาเฉลี่ย สามารถแยกมูลค่าได้ดังนี้ 

1.มะม่วงน้ำดอกไม้ (ผลผลิตรวม 28,200 ตัน) เกรดส่งออก (60%) 16,920 ตัน x 28,000 บาท/ตัน (28 บาท/กก.) = 473.76 ล้านบาท ขณะที่เกรดตก (40%) 11,280 ตัน x 12,000 บาท/ตัน (12 บาท/กก.) = 135.36 ล้านบาท มูลค่ารวมราว 609.12 ล้านบาท

ผลไม้

2.ลิ้นจี่ (ผลผลิตรวม 13,400 ตัน) เกรดพรีเมี่ยม/จักรพรรดิ (20%) 2,680 ตัน x 80,000 บาท/ตัน (80 บาท/กก.) = 214.4 ล้านบาท ขณะที่เกรดโรงงาน/บริโภคทั่วไป/ฮงฮวย (80%) 10,720 ตัน x 15,000 บาท/ตัน (15 บาท/กก.) = 160.8 ล้านบาท มูลค่ารวมราว 375.2 ล้านบาท 

ผลไม้

3.ลำไย (ผลผลิตรวม 398,000 ตัน) เกรดพรีเมี่ยม/บริโภคสด (10%) 39,800 ตัน x 80,000 บาท/ตัน (80 บาท/กก.) = 3,184 ล้านบาท ขณะที่เกรดส่งล้งอบแห้ง/อีดอ (90%) 358,200 ตัน x 8,000 บาท/ตัน (8 บาท/กก.) = 2,865.6 ล้านบาท มูลค่ารวมราว 6,049.6 ล้านบาท

ผลไม้

กล่าวคือ ภาพรวมมูลค่าเศรษฐกิจของผลไม้ทั้ง 3 ชนิด ทำให้เชียงใหม่มีเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคเกษตรนี้ราว 7,033.92 ล้านบาทต่อปี

รุกแผนกระจายผลผลิต

สำหรับแผนบริหารจัดการไม้ผล ปี 2569 จังหวัดเชียงใหม่มุ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงรุก โดยกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตสำคัญ (ลำไย มะม่วง ลิ้นจี่ ทุเรียน) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศ กระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และเฝ้าระวังผลผลิตที่อาจลดลงจากภัยแล้ง 

มะม่วง (เป้าหมายหลัก) เน้นการกระจายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง โดยตั้งเป้ากระจายผลผลิต 3,000 ตัน ผ่านการเปิดจุดรับซื้อและเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศอย่างเร่งด่วน

ลำไย เตรียมแผนบริหารจัดการล่วงหน้าก่อนผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 โดยเน้นการเฝ้าระวังราคาและกระจายออกนอกพื้นที่

ลิ้นจี่และทุเรียน ติดตามสถานการณ์ผลผลิตอย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีรายงานผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้น 14% แต่สถานการณ์ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณโดยรวม

สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงาน 5 แนวทางหลัก คือ 1.เชื่อมโยงตลาด 2.บริหารจัดการจุดรับซื้อ 3.การกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต 4.การรับซื้อล่วงหน้า และ 5.การดูแลมาตรฐานราคา

พร้อมมุ่งการเชื่อมโยงตลาด โดยเฉพาะพันธมิตรห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ช่วยรับซื้อผลผลิต ขณะเดียวกันให้ความสำคัญเรื่อง Big Data เพื่อใช้ข้อมูลเกษตรกรและพื้นที่ปลูกจริงในการวางแผนการตลาดเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ แผนดังกล่าวเป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Fruit Board 69) เพื่อรับมือกับฤดูกาลผลไม้ภาคเหนือ

ทุเรียนโอกาสทองบนพื้นที่ราบ

นายเสน่ห์กล่าวอีกว่า เกษตรกร จ.เชียงใหม่ เริ่มหันไปปลูกทุเรียนมากขึ้น ซึ่งพื้นที่ปลูกยังไม่มากนัก ‘หลักพันไร่’ โดยอาศัยดีมานด์มหาศาลจากจีนที่กงสุลจีนยืนยันว่ายังต้องการอีกมาก แต่ประเด็นสำคัญคือ “ทุเรียนไม่ใช่พืชของคนบนดอย” หากนำไปปลูกในพื้นที่หนาวจัดอย่างดอยอ่างขางหรือโซนลิ้นจี่เดิม ทุเรียนจะสลัดใบทิ้งในช่วงหน้าหนาวจนผลผลิตเสียหาย พื้นที่ที่เหมาะสมจริง ๆ คือพื้นที่ราบโซน อ.แม่แตง, อ.สันทราย, อ.สันป่าตอง และ อ.หางดง ที่น้ำถึง-ระบบชลประทานดี และอากาศไม่หนาวสุดขั้ว

“ทุเรียนเริ่มปลูกจริงจังเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อีก 2 ปีข้างหน้าจะให้ผลผลิตเต็มที่ แต่ปีนี้ก็เริ่มมีผลผลิตบางส่วนทยอยออกมาบ้างแล้ว แต่ไม่มากนัก แม้จะเป็นพืชที่ได้รับความนิยมสูงขึ้น แต่ยังคงเป็นพืชที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการส่งเสริม เนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพอากาศที่หนาวเย็นในบางช่วงของปี ถือเป็นผลไม้ที่มีโอกาสทางการตลาดสูง”