องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) เปิดเผยฐานข้อมูลแสดงให้เห็นว่า บริษัทจีนได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมากกว่าบริษัทในสาขาเดียวกันในประเทศ OECD ถึง 8 เท่าในช่วงสองทศวรรษระหว่างปี 2005-2024 ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นว่าจีนสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภาคอุตสาหกรรม
สมาชิก OECD ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 38 ประเทศเปิดเผยผลการศึกษาจากฐานข้อมูลใหม่ OECD MAGIC หรือ Manufacturing Groups and Industrial Corporations ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมที่บริษัทขนาดใหญ่ 525 แห่งทั่วโลกใน 15 เซกเตอร์ ระหว่างปี 2005-2024 ซึ่งฐานข้อมูลใหม่ขององค์กรเน้นให้เห็นว่าจีนสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างไร
การเผยแพร่ฐานข้อมูลใหม่นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการประชุมในระดับรัฐมนตรีของ OECD ในระหว่างวันที่ 3-4 มิ.ย. 2026 ที่กรุงปารีส ภายใต้หัวข้อคือ “การกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่ถูกต้องเพื่อตลาดเปิด การเติบโต และความเจริญรุ่งเรือง”
OECD ระบุว่า แรงจูงใจหลักในการติดตามการอุดหนุนนี้คือ การอุดหนุนดังกล่าวมีศักยภาพที่จะบิดเบือนตลาดระหว่างประเทศและทำให้บริษัทต่าง ๆ แข่งขันอย่างไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การที่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าได้ส่วนแบ่งการตลาดโลกมากขึ้น โดยไม่มีการพัฒนาด้านผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ และอาจมีผลกระทบต่อการสร้างนวัตกรรม การแข่งขันที่เป็นธรรม และการสนับสนุนการค้าโลกในระยะยาว
รายงานดังกล่าวอธิบายว่า การอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมนั้น “เหมือนกับการใช้สารกระตุ้นในกีฬา”
ฐานข้อมูลนี้ครอบคลุมบริษัทจากประเทศสมาชิก OECD เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตุรกี ออสเตรเลีย และประเทศส่วนใหญ่ในสหภาพยุโรป (อียู) ทั้งยังรวมถึงประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกด้วย ซึ่งรวมถึงพันธมิตรสำคัญของ OECD ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล และแอฟริกาใต้
ในพิธีเปิดตัวรายงานที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2026 นายมาธีอัส คอร์มัน (Mathias Cormann) เลขาธิการ OECD เน้นย้ำถึงความสำคัญของฐานข้อมูลนี้ เขากล่าวว่า ข้อมูลนี้รวบรวมเงินอุดหนุนจากฝั่งบริษัทที่ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง “มากกว่าสิ่งที่รัฐบาลเลือกที่จะเปิดเผย” ซึ่งแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว บางบริษัทก็เปิดเผยข้อมูลน้อยมากหรือแทบไม่เปิดเผยเลยก็ตาม
เกณฑ์ในการรวบรวมข้อมูลให้ความสำคัญกับผู้เล่นรายใหญ่ใน 15 อุตสาหกรรม และด้วยเหตุนี้ บริษัทจีนจึงเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด โดยคิดเป็น 147 บริษัท หรือ 28% ของจำนวนบริษัททั้งหมด ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภาคการผลิตทั่วโลกของจีนที่ 27% ในช่วงปี 2010-2024
เมื่อพิจารณาตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ พบว่าบริษัทจีนโดดเด่นอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้รับเงินอุดหนุนรายใหญ่ที่สุดในเกือบทุกภาคส่วนทั้ง 15 เซ็กเตอร์
ในบรรดา 15 สาขา แผงโซลาร์เซลล์ เซมิคอนดักเตอร์ อะลูมิเนียม เหล็ก และการต่อเรือ ครองห้าอันดับแรกในแง่ของสัดส่วนเงินอุดหนุนเทียบกับรายได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินสุทธิการอุดหนุน ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในเซ็กเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด โดยรายงานระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์ของจีน ได้รับเงินอุดหนุนมากกว่าบริษัทในกลุ่ม OECD อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่จำนวนเงินอุดหนุนสุทธิและเชิงสัมพัทธ์ (สัดส่วนเงินอุดหนุนเทียบกับรายได้)
ข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 เมื่อรัฐบาลสหรัฐให้เงินอุดหนุนแก่เจเนอรัล มอเตอร์ (General Motors) และไครสเลอร์ (Chrysler) ในแพ็กเกจช่วยเหลือครั้งเดียว แต่เงินอุดหนุนจากรัฐบาลจีนได้ไหลเวียนเข้าสู่ผู้ผลิตรถยนต์ของจีนอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ในรูปแบบของการลดหย่อนภาษีเงินได้ พร้อมกับเงินช่วยเหลือ มูลค่าเงินอุดหนุนสุทธินี้มากกว่า 2 เท่า และมากกว่า 4 เท่าในแง่เชิงสัมพัทธ์ เมื่อเทียบกับบริษัทในกลุ่ม OECD
นอกจากนี้ OECD ยังพบว่าตั้งแต่ประมาณปี 2019 เงินช่วยเหลือและการกู้ยืมที่ต่ำกว่าระดับตลาด โดยผู้ผลิตรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการจีนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่
แม้ว่าฐานข้อมูลปี 2025 จะไม่รวมอยู่ในฐานข้อมูล แต่ผลการสืบค้นของนิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) แสดงให้เห็นว่า การสนับสนุนของจีนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงดำเนินต่อไป โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor) และบีวายดี (BYD ) เป็นบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แผ่นดินใหญ่ที่ได้รับเงินอุดหนุนมากที่สุด
คอร์มันน์ยังได้เน้นย้ำถึงเงินอุดหนุนสำหรับอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์ จีนซึ่งให้การสนับสนุนภาคส่วนนี้อย่างหนักและเติบโตจากแทบไม่มีอะไรเลยในปี 2005 ไปสู่การครองส่วนแบ่งตลาดโลกกว่า 80% ในปี 2024 กำลังประสบปัญหาด้านรายได้ที่ลดลง กำไรที่ลดลง และการลดจำนวนพนักงาน
“เงินอุดหนุนได้สร้างกำลังการผลิตที่ตลาดไม่สามารถรองรับได้ และความเสียหายกำลังแพร่กระจายกลับไปยังประเทศที่ใช้เงินอุดหนุนเหล่านั้น” เขากล่าว
อีก 9 สาขาที่ OECD พิจารณา ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศและการป้องกันประเทศ, ซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง, สารเคมี, ปุ๋ย, แก้ว เซรามิก และวัสดุทนไฟ, เครื่องจักรกลหนัก, รถไฟและระบบสัญญาณ, อุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคม และกังหันลม
ในทุกประเทศ วิสาหกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐบาล 25% ขึ้นไป ได้รับเงินอุดหนุนในจำนวนที่ “มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ” เมื่อเทียบกับคู่แข่งภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของเงินช่วยเหลือและการกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด
ผู้เชี่ยวชาญของ OECD ยังสรุปได้ว่า 22% ของส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นระหว่างปี 2005-2023 เกิดจากเงินอุดหนุน อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัทจีนโดยเฉพาะตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงถึง 60%
OECD ระบุว่า ผลที่ตามมาอาจรวมถึงการกระจุกตัวทางภูมิศาสตร์ของอุตสาหกรรมที่ได้รับเงินอุดหนุนอย่างหนัก ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอื่น ๆ รายงานระบุอย่างเฉพาะเจาะจงว่า แผงโซลาร์เซลล์ การต่อเรือ เหล็ก และอะลูมิเนียม เป็นสาขาที่ส่วนแบ่งยอดขายทั่วโลกของบริษัทจีนเติบโตอย่างมีนัยสำคัญระหว่างปี 2005-2024 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
นอกจากนี้ ความโปร่งใสเป็นอีกหนึ่งข้อกังวล ในประเทศจีน แม้จะมีกฎหมายและข้อบังคับที่เข้มงวดเกี่ยวกับการเปิดเผยการอุดหนุนจากรัฐบาล แต่บริษัทต่าง ๆ กลับเปิดเผยข้อมูลการอุดหนุนที่ไม่ละเอียดมากขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่ง OECD ระบุว่า บางบริษัทได้หยุดเผยแพร่รายชื่อรายละเอียดของเงินอุดหนุนจากรัฐบาลและข้อมูลอื่น ๆ โดยลดการเปิดเผยข้อมูลเหลือเพียงตัวเลข โดยไม่มีการอธิบายเพิ่มเติม
ยกตัวอย่าง บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำอย่าง Contemporary Amperex Technology หรือ CATL บริษัทได้หยุดเปิดเผยตัวเลขและข้อมูลเกี่ยวกับเงินอุดหนุนอย่างกะทันหัน เริ่มตั้งแต่รายงานประจำปี 2024 หลังจากที่บริษัทกลายเป็นผู้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลรายใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แผ่นดินใหญ่ในปี 2023 และครึ่งแรกของปี 2024
CATL ยังไม่ได้อธิบายถึงวิธีการและเหตุผลในการเปลี่ยนแปลง และยังไม่ได้ตอบคำถามหลายครั้งจาก Nikkei Asia เกี่ยวกับเรื่องนี้
ในขณะที่ OECD วิพากษ์วิจารณ์เงินอุดหนุนอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะหมดไปในเร็ว ๆ นี้
OECD ระบุว่า เงินอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมในระดับสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น “เป็นเรื่องโครงสร้าง” มากกว่า เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นดูเหมือนจะกระตุ้นให้รัฐบาลต่าง ๆ ดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นความมั่นคงของชาติ
คอร์มันน์กล่าวว่า ฐานข้อมูลนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะส่งเสริมการอภิปรายบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อมูลในประเด็นเรื่องเงินอุดหนุนและนโยบายอุตสาหกรรม พร้อมเน้นว่าเป้าหมายคือ ไม่ใช่การกล่าวโทษ แต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงและช่วยให้สมาชิกและพันธมิตรหาทางออกร่วมกันที่รักษาผลประโยชน์ของตลาดเปิดและการค้าบนพื้นฐานของกฎระเบียบ
เงินอุดหนุนสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก 2009
เงินอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก รายงานพบว่า เงินอุดหนุนรวมใน 15 อุตสาหกรรมหลัก มีมูลค่าถึง 1.3% ของรายได้ของบริษัท รวมเป็นเงิน 108,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นอันดับสองเมื่อเทียบกับรายได้ รองจากจุดสูงสุดในปี 2009 ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของยอดขายในช่วงวิกฤตการเงินโลกที่ทำให้สัดส่วนเงินอุดหนุนต่อรายได้สูงขึ้น
ปีที่มีเงินอุดหนุนสูงสุดก่อนหน้านี้คือช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2009 เมื่อรัฐบาลทั่วโลกต่างเร่งช่วยเหลือบริษัทต่าง ๆ
รายงานใหม่ของ OECD พบว่า เงินอุดหนุนใน 15 ภาคอุตสาหกรรมหลัก มีมูลค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับรายได้นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 ฐานข้อมูล MAGIC ของ OECD เกี่ยวกับเงินอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม ฐานข้อมูลนี้ติดตามเงินอุดหนุนที่บริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุด 525 แห่งของโลกได้รับระหว่างปี 2005-2024 ครอบคลุมถึงเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล การลดหย่อนภาษี และเงินทุนที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตลาดที่มอบให้กับบริษัทต่าง ๆ ในภูมิภาคและเซ็กเตอร์ดังกล่าวข้างต้น
อ้างอิง : Nikkei Asia, OECD
baby