หลังเดินหน้ากลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® นานกว่าทศวรรษ “ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป” หรือ TU ได้เผยพันธสัญญา 11 ข้อ พร้อมทิศทางช่วง 4 ปีสุดท้ายก่อนเข้าสู่ปี 2573 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของแผน SeaChange® 2030
ย้อนไปปี 2559 TU เปิดตัว SeaChange® เป็นครั้งแรก ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่พันธสัญญาใน 5 หัวข้อหลัก ภายใต้วิสัยทัศน์ “Healthy Living, Healthy Oceans” หรือการส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้คน คู่ไปกับท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์
อดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและสื่อสารองค์กร TU เผยว่า ตลอด 10 ปีบริษัทดำเนินการตั้งแต่จัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ มาตรฐานแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ลดขยะพลาสติกในทะเล ยืนยันว่าจะรายงานทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวอย่างโปร่งใส เพราะความซื่อสัตย์ต่อสาธารณะมีความสำคัญไม่น้อยกว่าตัวผลลัพธ์

กลยุทธ์ SeaChange® 2030 ครอบคลุมทั้งด้านคนและโลก ประกอบด้วย การคุ้มครองและดูแลแรงงานตลอดห่วงโซ่การผลิต, การส่งเสริมสุขภาพและโภชนาการโดยผลักดันอาหารทะเล ในฐานะโปรตีนที่มีประโยชน์และราคาเข้าถึงได้, การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน, อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ปัจจุบันอาหารทะเลเป็นแหล่งโปรตีนหลักของประชากร 3,100 ล้านคนทั่วโลก อุตสาหกรรมนี้จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโภชนาการ ชีวิตความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก ทำให้ไทยยูเนี่ยนยิ่งทวีความรับผิดชอบ
ความสำเร็จที่ผ่านมาอยู่ที่ห่วงโซ่อุปทานทูน่า ปัจจุบันบริษัทจัดหาทูน่าอย่างรับผิดชอบได้แล้ว 99% เป็นผลจากการทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการ ที่กำหนดนิยามและมาตรฐานการทำประมง
ล่าสุดได้ประกาศแผนติดตั้งระบบ Wi-Fi บนเรือประมง ให้แรงงานที่ออกทะเลเป็นเวลานานสามารถติดต่อกับครอบครัว ขอความช่วยเหลือได้เมื่อจำเป็น ถือเป็นการดูแลสุขภาพจิตใจของแรงงานในทะเลอีกทางหนึ่ง

Scope 3 คือโจทย์ใหญ่
ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ TU ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงงานลง 42% โดยใช้มาตรฐาน SBTi ซึ่งเป็นมาตรฐานทองคำในการกำหนดเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ
ล่าสุด ลดการปล่อยก๊าซในส่วนที่ควบคุมได้โดยตรง คือ Scope 1-2 ได้ถึง 29% ในปี 2564-2568 ถือว่าอยู่ในเส้นทางที่ดี
“ส่วนความท้าทายสำคัญอยู่ที่การปล่อยก๊าซในส่วน Scope 3 ซึ่งเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานและอยู่เหนือการควบคุม คิดเป็นสัดส่วนที่มากของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด”
บริษัทจึงสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ซัพพลายเออร์ สนับสนุนการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ รวมถึงทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและภาครัฐของแต่ละประเทศ เพราะตระหนักดีว่าการลดคาร์บอนในระดับนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในโลก
“อาหารทะเล โดยเฉพาะทูน่าและสัตว์น้ำที่จับจากธรรมชาติ ถือเป็นโปรตีนที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับโปรตีนประเภทอื่น”
การส่งเสริมการบริโภคอาหารทะเลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบอาหารโลกด้วย

กุ้งคาร์บอนต่ำ Win-Win
โครงการกุ้งคาร์บอนต่ำมีผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด โดยร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในไทย นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในฟาร์ม อาทิ ระบบ Hydro Neo ที่ช่วยเพิ่มผลผลิต และระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มความเสถียรของไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล จนลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตกุ้งได้ราว 30%
โปรแกรมนี้ได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ให้ภาระตกอยู่กับเกษตรกรฝ่ายเดียว เกษตรกรที่เข้าร่วมจะได้รับโอกาสเข้าถึงตลาดยุโรปและอเมริกาเหนือที่ต้องการสินค้าคาร์บอนต่ำมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการทำฟาร์มและเพิ่มความเสถียรของการผลิต ลดผลกระทบจากปัญหาไฟฟ้าขัดข้องในต่างจังหวัด
อดัมเสริมว่า การลงทุนในรูปแบบหุ้นส่วนระหว่าง TU กับพันธมิตรค้าปลีก Whole Foods และ Delhaize ในอเมริกา อยู่ในขั้นตอนขยายโปรแกรมทั่วประเทศไทย และวางแผนขยายสู่ต่างประเทศด้วย
รวมทั้งมีการดูแลห่วงโซ่อาหารสัตว์ เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบที่ใช้เลี้ยงกุ้งถูกจัดหามาอย่างรับผิดชอบ ไม่เชื่อมโยงกับการตัดไม้ทำลายป่า
ฝังรากในโครงสร้างการเงิน
โดยยอมรับว่า ปัจจุบันความยั่งยืนกำลังเผชิญแรงกดดันหลายทิศทาง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายภาษีนำเข้าที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้บริษัทต้องจัดลำดับความสำคัญการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ความยั่งยืนได้ฝังรากลึกเข้าไปในอัตลักษณ์และโครงสร้างทางการเงินของบริษัทด้วย โดยตั้งเป้าให้ 75% ของสินเชื่อผูกโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
ช่วง 4 ปีข้างหน้าจะมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก ได้แก่ ขยายมาตรฐานการจัดหาสัตว์น้ำอย่างรับผิดชอบจากทูน่าไปสู่สัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และเร่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งในโรงงานและตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อพิสูจน์ว่า อุตสาหกรรมอาหารทะเลเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้จริง ๆ
4 โครงการลดขยะทะเล
พรภัสรา เอกกุล ผู้จัดการแผนกอาวุโส ฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หนึ่งในพันธสัญญาสำคัญภายใต้ SeaChange® 2030 คือการลดขยะพลาสติกในท้องทะเล ปากแม่น้ำ และแม่น้ำลำคลองให้ได้ 1,500 ตัน ภายในปี 2573 ซึ่งขณะนี้ดำเนินงานมา 4 ปีแล้ว สามารถเก็บขยะได้แล้ว 512 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 34% ของเป้าหมาย
โดยการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 4 โครงการหลัก ได้แก่ Ocean Clean Up ซึ่งจัดกิจกรรมเก็บขยะร่วมกับพนักงาน หน่วยงานท้องถิ่น และพันธมิตร ปีละ 2 ครั้ง ในวัน World Ocean Day และ International Coastal Cleanup Day ครอบคลุมมากกว่า 10 พื้นที่ทางทะเลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
โครงการที่สองคือความร่วมมือกับ Second Life เพื่อจ้างชาวบ้านในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดกระบี่และตรัง ให้เก็บขยะริมชายฝั่ง พร้อมให้ความรู้เรื่องมูลค่าของขยะแต่ละประเภท และนำไปรีไซเคิลผ่านพันธมิตรอย่างวงษ์พาณิชย์ กระบี่ จนได้ผลิตภัณฑ์ปลายทางอย่างเส้นใยและเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ Ocean Cycle
โครงการที่สามคือความร่วมมือกับ Seven Clean Seas โดยติดตั้งเครื่อง “ฮิปโป” ซึ่งเป็นเครื่องดักจับขยะพลังงานแสงอาทิตย์บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้วัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ควบคู่กับการจ้างคนท้องถิ่นมาคัดแยกขยะเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
และโครงการที่สี่คือความร่วมมือกับ ARRI (Aerial Recon & Recovery Initiative) ซึ่งใช้โดรนและระบบปัญญาประดิษฐ์ในการเสาะหา “Ghost Gear” หรืออุปกรณ์ประมงที่สูญหายในท้องทะเล โดยในปีที่ผ่านมาเริ่มดำเนินการที่เกาะพะงัน สามารถเก็บได้ 3,000 ตัน และในปีนี้ได้ขยายพื้นที่ไปยังเกาะสมุยเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าเก็บให้ได้ 7,000 ตัน ทั้งนี้ ขยะประเภท Ghost Gear ที่เก็บได้ยังถูกนำไปแปรรูปเป็นก้อนอิฐที่ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์ว่าสามารถนำไปใช้ในการก่อสร้างได้จริง
นอกจากนี้ กิจกรรมวัน SeaChange® Day ยังมีร่วมมือระหว่างไทยยูเนี่ยนกับพันธมิตร ในการผลักดันพันธกิจSeaChange® 2030 ไปสู่การปฏิบัติจริง โดยปีนี้ร่วมกับศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (EEC) ขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง นับตั้งแต่การศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลนและท้องทะเล ไปจนถึงกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ในกลุ่มเยาวชน
ป่าชายเลน = Carbon Bank
อเล็กซ์ เรนเดลล์ ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรเพื่อการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม Environmental Education Centre Thailand (EEC) ซึ่งเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของป่าชายเลนในฐานะระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกับงานด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารทะเลโดยตรง
ต้นโกงกางในป่าชายเลนมีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าต้นไม้ทั่วไป และกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้ดิน ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า “Blue Carbon” หรือเปรียบได้กับ “Carbon Bank” ขนาดใหญ่ตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ ป่าชายเลนยังเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำหลากหลายชนิด ทำหน้าที่เป็นแนวกันลมและป้องกันภัยพิบัติ รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์หน้าดินอย่างปลาตีนและปลาไหล ขณะที่ป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์บางแห่งยังเป็นพื้นที่ที่ฉลามเข้ามาอาศัยและวางไข่อีกด้วย