เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

นักธุรกิจลุ้น ”ชัชชาติ” คัมแบ็คผู้ว่าฯกทม.สมัย 2 ชงอุโมงค์-แก้ท่วม-ลดค่ารถไฟฟ้า

12 มิ.ย. 2569 | 13:11น.

ลุ้น”ชัชชาติ”คัมแบ็คผู้ว่าฯกทม. ภาคธุรกิจเสนอแผนแก้ปัญหาเมืองหลวง สร้างอุโมงค์ป้องน้ำท่วม น้ำรอระบาย ยกเครื่องผังเมือง-อีไอเอ-บริการ ผุดซุปเปอร์ไลเซนส์ มาที่เดียวจบ “ทีดีอาร์ไอ”หนุนปรับทางเท้า ป้ายรถเมล์ เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ เปิดไอเดียนั่งรถไฟฟ้าทุกสายจ่ายไม่เกิน 100 บาทต่อวัน ลดภาระ แก้รถติด

ใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่จะจัดเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่ ”คนกรุง” ยังรอคำตอบ ทั้งปัญหาน้ำรอระบาย ค่าเดินทางแพง ทางเท้าไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ไปจนถึงผังเมืองที่ยังตามไม่ทันเมือง สะท้อนความท้าทายของผู้ว่าฯคนใหม่ ต้องเร่งแก้ไข

เพิ่มอุโมงค์ยักษ์แก้น้ำท่วมรอระบาย

นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้มีตัวเต็ง 3 คน คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงสมัครเป็นสมัยที่ 2 สังกัดอิสระ เป็นทางเลือกของประชาชนที่อยากได้คนเดิมมาสานต่อการทำงานเดิม ส่วนนายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน นำเสนอนโยบายเพื่อการเปลี่ยนแปลงแตกต่าง ต้องยอมรับตอนนี้โพลสะท้อนกระแสนิยมนายชัชชาติค่อนข้างสูง จากผลงาน 4 ปีที่ผ่านมาที่ประคับประคองสถานการณ์ในเมือง ขณะที่ประเด็นยังไม่ได้แก้ไขให้สะเด็ดน้ำดีอย่าง“การระบายน้ำ”ที่ชาวกรุงเทพฯเผชิญปัญหาทุกปี ต้องจัดการให้แล้วเสร็จ

“สมัยก่อนเราใช้คลองเดินทาง พอมีถนนก็สร้างขวางทางน้ำหมด เดี๋ยวนี้มีทั้งถนน บ้านเรือน และสิ่งก่อสร้าง การระบายน้ำเป็นเรื่องโครงสร้างระยะยาวที่เป็นมานาน จะโทษผู้ว่าเก่าก็ไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาทุกปี ต้องมีอุโมงค์ระบายน้ำเพิ่ม คล้ายโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อระบายน้ำลงทะเลเร็วขึ้น เป็นแนวทางการแก้ปัญหาและกทม. ต้องร่วมมือกับรัฐบาล”

แนะยกเครื่องผังเมือง-อีไอเอ

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ผลงานที่ผ่านของนายชัชชาติในการดูแลความเรียบร้อยถนน ทางเท้า การประสานเรื่องสาธารณูปโภค ไม่ว่าสายไฟฟ้า ประปา สายสื่อสารและแพลตฟอร์มจัดระเบียบเมืองอย่าง Traffic Fondue ถือว่าทำได้ดีและเห็นผลชัดเจน คาดว่านายชัชชาติจะได้อีกสมัย เพราะความนิยมยังทิ้งห่างแคนดิเดตคนอื่นอีกมาก และการบริหารเมืองหลวงของประเทศควรมีความอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อกรุงเทพฯมากกว่า เพื่อสอดประสานการทำงานกับรัฐบาลได้เป็นอย่างดี ซึ่งนายชัชชาติเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

ส่วนข้อเสนอมี 2 เรื่อง 1.ยกระดับผังเมืองรวมกทม.ให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากปัจจุบันการปรับผังเมืองจะแค่เพิ่มพื้นที่อาคารรวม (FAR) และเปลี่ยนสีการใช้ประโยชน์ที่ดินเท่านั้น กทม.ควรร่วมมือกับรัฐบาลวางแผนผังเมืองรวมล่วงหน้า 5-10 ปี เพื่อกำหนดทิศทางเมืองในอนาคตได้

“อย่างที่ดินสถานีแม่น้ำของการรถไฟฯ ควรใช้ประโยชน์กับที่ดินทำโปรเจ็กต์ใหญ่เป็นวาระแห่งชาติได้
อีกเรื่องระบบราง ควรวางแผนพัฒนาให้เป็นรถไฟฟ้าโมโนเรลอยู่ข้างบน แล้วข้างล่างก็ทำประโยชน์อื่น เช่น บ้านผู้สูงอายุ หรือวางแผนให้เข้ากับที่เราจะพัฒนาในอนาคต ตอนนี้ยังไม่มีการวางแผนขับเคลื่อนเมืองในอนาคต ทำให้โครงสร้างพื้นฐานไม่ทันสมัย และพัฒนาไปตามโปรเจ็กต์เอกชนแทน”


2.การขออนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่มีขั้นตอนและรายงานหลายเล่มมากเกินไป เป็นการเพิ่มต้นทุนของที่อยู่อาศัย ซึ่งแก้ไขได้ผ่านการมี Code of Conduct เป็นมาตรฐานเทียบในการพิจารณา ให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใช้ดุลพินิจพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และโปร่งใส

เพิ่มถนน-สะพาน-อุโมงค์แก้รถติด

นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เชื่อว่าคุณชัชชาติคงได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯกทม.อีกสมัย อยากให้เดินหน้าแก้ปัญหาการจราจร น้ำรอระบาย การดูแลฝุ่น PM 2.5 จัดระเบียบทางเท้า-ฟุตปาธ กำจัดขยะ การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ สนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศ โดยให้ลำดับความสำคัญงานที่จะทำ โครงการไหนยังทำไม่สำเร็จก็ทำให้จบ รวมถึงแก้ไขปัญหาความไม่โปร่งใสในกทม.ไม่ต้องทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ

“ควรเพิ่มโครงข่ายถนน สะพาน อุโมงค์ ให้มากขึ้น เพื่อแก้รถติดและรองรับเมืองที่ขยายตัวไปมาก รวมถึงใช้เทคโนโลยีมาใช้กับไฟจราจรและแยกการดูแลออกจากตำรวจ และอยากให้ทะลวงคอขวดการขอใบอนุญาตทุกอย่างที่ประชาชนและผู้ประกอบการติดต่อกับกทม.ให้เป็นระบบดิจิทัล เป็นซุปเปอร์ไลเซ่นส์ขอที่เดียวจบ เช่น ใบอนุญาตก่อสร้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ เลขที่บ้าน เพื่อลดเวลาซึ่งบางอย่างกทม.สามารถโอนให้วิชาชีพดำเนินการก็ได้ เพื่อให้รวดเร็วขึ้น”

แก้ทางเท้า-รถเมล์-ค่าตั๋วรถไฟฟ้า

นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายขนส่ง และโลจิกติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ชาวกรุงเทพฯเผชิญกับปัญหาการเดินทางขนส่งสาธารณะ รถเมล์มีจำกัด และรถไฟฟ้าราคาสูง ซึ่งทีดีอาร์ไอศึกษาแล้วพบว่าแพงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าครองชีพและแพงขึ้นเมื่อเชื่อมต่อหลายสาย สะท้อนรัฐยังไม่สามารถออกแบบค่าเดินทางให้ราคาถูกในระดับที่เอื้อมถึงได้

“อัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ 10% ของรายได้ และไม่ได้นับจากรายได้ขั้นต่ำ เพราะเป็นอัตราที่อาจต่ำเกินไปจนไม่ได้คุณภาพที่เหมาะสม ควรที่ให้เหนือกลุ่มรายได้ต่ำที่สุดขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณ ส่วนกลุ่มรายได้ต่ำที่สุดอาจได้รับมาตรการช่วยเหลืออื่นแทน อาทิ คูปองหรือเงินอุดหนุน”

โดยประเมินว่ากลุ่มคนรายได้น้อยจนไม่สามารถขึ้นรถไฟฟ้าได้ ควรจ่ายไม่เกิน 40-50 บาทต่อวัน ส่วนคนที่ขึ้นได้อาจเริ่มต้น 70-80 บาทต่อวัน และรวมทุกการเชื่อมต่อไม่เกิน 100 บาทต่อวัน เป็นการออกแบบการเดินทางสาธารณะของรัฐที่ประสบความสำเร็จและเป็นตัวเลขที่เสิร์ฟคนทั้งกรุงเทพฯได้

นายสุเมธกล่าวว่า นอกจากค่าเดินทางที่แพงแล้ว ปัญหาทางเท้าเป็นอีกปัจจัยทำให้คนรู้สึกว่าเดินทางลำบากมากขึ้นและตัดสินใจไม่เดินทางขนส่งสาธารณะ หันไปใช้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถ หรือรถยนต์ส่วนบุคคลแทน ซึ่งการพัฒนาเมืองหลวงอำนาจไม่ได้อยู่ในอำนาจผู้ว่าฯกทม.ทั้งหมด รถไฟฟ้าคมนาคมดูแล รถเมล์ก็มีส่วนกลางดูแล ต้องดูว่ามีโอกาสให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมไหม

“4 ปีที่ผ่านมามีพัฒนาการของทางเท้าช่วยสนับสนุนการเชื่อมต่อได้ระดับหนึ่ง เห็นจากถนนดูดีขึ้น อาทิ สีลม พญาไท แต่ยังไม่สามารถวัดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ หากผู้ว่ากทม.คนใหม่จะเข้ามาพัฒนาเมืองให้สนับสนุนการเดินทางขนส่งธารณะ ควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างทางเท้า ป้ายรถเมล์ และจุดเชื่อมต่อ โดยมีตัวชี้วัดด้านระยะทาง จำกัดพื้นที่สำคัญ และระยะเวลาให้ชัดเจน อาจเริ่มต้นที่กรุงเทพฯชั้นในก่อน”

รักษาความเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ได้รับการโหวตให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในเอเชียและคว้าตำแหน่งเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกมาโดยตลอด มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเยือนสูงสุดในอันดับต้นๆ ของโลก มีชื่อเสียงในด้านการเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายจึงอยากเสนอให้ใครก็ตามที่เข้ามาบริหารกรุงเทพฯ ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเป็นต้องพัฒนาแบรนด์ “กรุงเทพฯ” ให้ยังรักษาความเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกต่อไปและสามารถแข่งขันกับเมืองท่องเที่ยวของประเทศอื่นๆ

โดยประเด็นที่อยากเน้นยำคือ เรื่องของความปบลอดภัยของนักท่องเที่ยว ความสะอดชาดของเมือง และเป็นเมืองที่มีการคมนาคม หรือการเดินทางที่สะดวก มีโครางสร้างพื้นฐานที่เป็นมาตรฐาน เช่น มีทางเท้าที่สัญจรไปมาสะดวก ระบบการบนส่งสาธารณะต้องสะดวก และเชื่อมโยงกันทั้งทางบก ทางน้ำ และทางรางเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ยกตัวอย่างเช่น เห็นด้วยกับการส่งเสริมและโปรโมท Street Food แต่ไม่เห็นด้วยกับการขายของบนทางเท้าอย่างสะเปะสะปะ ควรมีการจัดโซนนิ่งให้เป็นระเบียบเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสวยงามของเมือง เป็นต้น

“นอกจากนี้ผมยังมองว่ากรุงเทพฯ ก็จำเป็นต้องมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง และสร้างให้กรุงเทพฯ มีความเป็นมิตร ผู้คนมีอัธยาศัยไมตรีสมกับเป็นเมืองแห่งรอยยิ้มที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างจริงใจ เพื่อให้ กรุงเทพฯ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางจากทั่วโลก” นายเทียนประสิทธิ์กล่าว