อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ และกรมบริการสนับสนุนสุขภาพ เตรียมนับถอยหลังเปิดงาน International Healthcare Week 2026 แพลตฟอร์มด้านสุขภาพที่รวมงาน 4 แสดงสินค้าระดับนานาชาติเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการประชุมระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเภสัชกรรม เครื่องมือแพทย์ และการบริการทางสุขภาพ CPHI South East Asia, World Health Expo (WHX) Bangkok, Medtec Southeast Asia พร้อมด้วยงานมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพและความงามอย่าง Thailand Medical and Wellness Expo 2026 ที่จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2026 ฮอลล์ 1-3 และฮอลล์ 5-8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Wellness Economy กำลังอยู่ในช่วงขยายตัวอย่างร้อนแรงทั่วโลก และกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศไทย Global Wellness Economy Monitor ของ GWI ชี้ว่า ตลาดเศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลกทะยานผ่านจุดฟื้นตัวหลังโควิด-19 และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่าตลาดโลกพุ่งแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 6.12% ของ GDP โลก) และกำลังเติบโตต่อเนื่องในปี 2026 นี้อย่างมั่นคง ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศดาวรุ่งที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค มีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.4-1.45 ล้านล้านบาท) และรัฐบาลไทยได้วางเป้าหมายไว่ให้ Wellness และการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)

นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) หน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก Medical Hub เปิดเผยว่า โลกในยุคหลังวิกฤตสุขภาพและในยุคปี 2026 ได้เปลี่ยนนิยามของคำว่า “ความมั่นคง” ไปอย่างสิ้นเชิง ความมั่นคงที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่นคงทางการทหารหรือการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความมั่นคงทางสุขภาพ” และการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ซึ่งประเทศไทยยืนหยัดอยู่ในแถวหน้าของระบบสาธารณสุขโลกมาโดยตลอด และในวันนี้พร้อมแล้วที่จะก้าวไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่การดูแลคนในประเทศเท่านั้น แต่คือการปักหมุดประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก” หรือ Medical Hub อย่างเต็มภาคภูมิ
“กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลมาตรฐาน เราเชื่อว่า “มาตรฐานที่เข้มงวด คือแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุด” โดยไม่ได้มองกฎหมาย พ.ร.บ.สถานพยาบาล หรือ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ เป็นเพียงแค่กระดาษหรือข้อบังคับ แต่เรามองว่ามันคือ “เครื่องการันตีความปลอดภัย” ที่ทำให้ชาวต่างชาติมั่นใจได้ว่า ทุกครั้งที่พวกเขาก้าวเท้าเข้ามาในโรงพยาบาล คลินิก หรือ ศูนย์เวลเนสในประเทศไทย พวกเขาจะได้รับการบริการที่ปลอดภัย ได้มาตรฐานระดับสากล เช่นเดียวกับมาตรฐาน JCI
เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย Medical Hub ในปี 2026 นี้ สบส. ได้เปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากผู้ควบคุมกฎ สู่การเป็น “ผู้ส่งเสริมและปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจ” ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์
- ปลดล็อกเพื่อเติบโต: ด้วยการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นคอขวด นำระบบ E-License และดิจิทัลแพลตฟอร์มมาใช้ เพื่อลดขั้นตอนการขออนุมัติ-อนุญาตสถาบันการแพทย์ขั้นสูง เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก
- ขยายศักยภาพสู่อนาคต : พร้อมสนับสนุนและกำกับดูแลมาตรฐานเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Precision Medicine (การแพทย์แม่นยำ), Genomic Medicine, และการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อทลายข้อจำกัดด้านพรมแดน
- Wellness & Soft Power: ยกระดับศูนย์เวลเนสและสปาไทยให้เป็น Premium Wellness Destination ควบคู่กับการผลักดัน Wellness Corridor ในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น อันดามัน เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนฐานราก
เป้าหมายของ สบส. และประเทศไทย ไม่ใช่แค่การสร้างตัวเลขรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ การสร้างระบบนิเวศสุขภาพ ที่ยั่งยืน สามารถส่งมอบการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดให้กับคนทั้งโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับสุขภาพของพี่น้องประชาชนไทยในระดับฐานราก โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า ความท้าทายเดิมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ คือการที่ซัพพลายเชนแยกขาดจากกัน งาน International Healthcare Week 2026 ที่เป็นการรวม 4 งานสำคัญอย่าง CPHI South East Asia, WHX Bangkok, Medtec Southeast Asia และ Thailand Medical and Wellness Expo 2026 ไว้ที่เดียวจึงเข้ามาแก้ปัญหานั้นโดยตรง เพราะนี่คือจุดนัดพบในการมองหาดีลร่วมทุน สตาร์ตอัปสาย DeepTech/MedTech และกลุ่มทุนที่ต้องการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อใช้ไทยเป็นประตู กระจายสินค้าสู่ตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตสูง

งาน International Healthcare Week 2026 ไม่ได้เอื้อประโยชน์แค่การซื้อ-ขายเครื่องมือแพทย์ แต่เป็นแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้นักลงทุน “เห็นภาพกว้าง เห็นห่วงโซ่อุปทาน และเห็นคู่ค้าในที่เดียว” เพื่อคว้าโอกาสจากตลาด MedTech ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยถึง 7.31% ต่อปี และมีมูลค่าทะยานสู่ 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ สามารถหาวัตถุดิบทางยา (จากงาน CPHI) พร้อม ๆ กับการจัดหาชิ้นส่วน เทคโนโลยีการออกแบบ หรือเครื่องจักรผลิตอุปกรณ์การแพทย์ (จากงาน Medtec) และยังได้เห็นความต้องการปลายน้ำของระบบโรงพยาบาลและห้องแล็บ (จากงาน WHX) ภายในคราวเดียว
ทั้งนี้ งาน International Healthcare Week 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 ที่ ฮอลล์ 1-3 ชั้น G และ ฮอลล์ 5-8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://inthealthcareweek.com