ลดภาษี
โครงการเมืองการบินอู่ตะเภามาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ อีอีซีชง ครม.ให้สิทธิประโยชน์วีซ่าต่างชาติเข้าทำงาน พร้อมลดภาษีสายการบินที่ใช้อู่ตะเภาเป็นฐาน เล็งตั้งฟรีเทรดโซน หนุนขึ้นแท่นเมืองการบินในเอเชีย จับตาสัปดาห์หน้า “ร.ฟ.ท.-อีอีซี-เอรา วัน” นัดคุยชี้ขาดรถไฟ 3 สนามบิน
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern Aviation City : EECa) มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 290,000 ล้านบาท กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ด EEC มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อเร่งผลักดันโครงการให้สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มรูปแบบ
ซึ่งที่ประชุม กพอ.เห็นชอบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก ประกอบด้วยการอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาพำนักอาศัยเพื่อทำงานหรือประกอบธุรกิจในพื้นที่เมืองการบิน การจัดทำ EECa Visa เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริหาร นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ
การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับสายการบินต่างประเทศที่ใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการ รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเช่าและโอนอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดตั้งเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) ภายในพื้นที่เมืองการบิน เพื่อให้ได้รับการยกเว้นภาษีอากรสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การนำเข้า การส่งออก และการบริโภคภายในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับเมืองการบินชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ กพอ.ได้มอบหมายให้สำนักงาน EEC เร่งจัดทำรายละเอียดมาตรการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติโดยเร็ว
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการปลดล็อกสำคัญของโครงการ หลังจากก่อนหน้านี้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ผู้รับสัมปทานโครงการ ได้หารือกับภาครัฐต่อเนื่องเพื่อปรับเงื่อนไขการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและแนวโน้มอุตสาหกรรมการบินโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ภายหลังการเจรจาได้ข้อยุติสำนักงาน EEC และ UTA ได้ลงนามข้อตกลงเริ่มต้นโครงการ (NTP) อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2569 ก่อนจะจัดพิธีเริ่มก่อสร้างโครงการร่วมกับกองทัพเรือเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โครงการเมืองการบินอู่ตะเภาเริ่มเดินหน้าก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรมหลังรอคอยมานานกว่า 6 ปี

ขณะเดียวกัน EEC ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสำนักงาน EEC กับสายการบินเวียตเจ็ท กรุ๊ป จากประเทศเวียดนาม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และพัฒนาความร่วมมือด้านศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul : MRO) ภายในพื้นที่อู่ตะเภา
สำหรับโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 6,500 ไร่ ในจังหวัดระยอง และได้รับการออกแบบให้เป็นเมืองการบินครบวงจร ประกอบด้วยอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ ศูนย์ขนส่งสินค้าทางอากาศ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ศูนย์ธุรกิจและการค้า พื้นที่พาณิชยกรรม โรงแรม ศูนย์ประชุม และพื้นที่รองรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในอนาคต โครงการดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ทำให้เกิดโครงข่ายโลจิสติกส์ครบวงจรทั้งทางบก ทางราง ทางทะเล และทางอากาศ
นายจุฬากล่าวว่า เป้าหมายในระยะยาว คือ การผลักดันให้อู่ตะเภากลายเป็นสนามบินพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของประเทศ และเป็น Aviation Hub ของภูมิภาคอาเซียน รองรับทั้งผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องด้านการบินครบวงจร จากนี้จึงต้องจับตาการเสนอแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการปลดล็อกเมกะโปรเจ็กต์มูลค่า 2.9 แสนล้านบาท พร้อมปูทางให้อู่ตะเภาก้าวขึ้นเป็นประตูเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ และศูนย์กลางการบิน โลจิสติกส์ และการลงทุนแห่งใหม่ของภูมิภาคในทศวรรษหน้า
ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ของบริษัท UTA ล่าช้าจากแผนเดิมกว่า 5 ปีครึ่ง โดยสาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากการก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของโครงการ PPP ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับหลายหน่วยงานและหลายโครงการพร้อมกัน ปมใหญ่ที่สุดคือ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
เดิมโมเดลธุรกิจของเมืองการบินอู่ตะเภาถูกออกแบบให้เติบโตควบคู่กับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เพราะจะเป็นตัวป้อนผู้โดยสารเข้าสนามบินแห่งใหม่ แต่โครงการรถไฟความเร็วสูงเกิดความล่าช้าในการแก้ไขสัญญาและการอนุมัติจากภาครัฐ ทำให้ UTA เห็นว่าความเสี่ยงทางธุรกิจเพิ่มขึ้น เพราะหากสนามบินเปิดก่อนรถไฟ ผู้โดยสารอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
นายจุฬากล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทาง UTA ได้เริ่มดำเนินงานก่อสร้างไปแล้ว รวมถึงปรับลดขนาดการรองรับผู้โดยสารลงเหลือ 3 ล้านคนต่อปี จากแผนเดิม 12 ล้านคนต่อปี ต่อเมื่อผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 80% จึงขยายการรองรับเพิ่ม ส่วนที่ลงนามกับทางเวียตเจ็ททำ MRO เป็นการเริ่มการศึกษา ซึ่งทางเวียตเจ็ทยังไม่ได้สรุปแผนการลงทุน ซึ่งอาจจะใช้รูปแบบร่วมลงทุนกับการบินไทย หรืออาจเป็นการเช่าพื้นที่ของ MRO ก็ได้ เพราะขนาดพื้นที่ที่กันไว้ให้การบินไทยนั้นใหญ่มาก
ส่วนกรณีการหารือร่วมกับนายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เนื่องจากมีนักลงทุนสนใจเข้าลงทุนในพื้นที่ EEC จึงได้มีการพบปะหารือแนวทางการลงทุนที่ชัดเจน
“ส่วนประเด็นที่ว่านายพิพัฒน์ยืนยันจะไม่แก้สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น ตามกระบวนการก็ต้องให้ทาง ร.ฟ.ท. ในฐานะเจ้าของโครงการชี้แจงว่าจะคงยืนตามนโยบายรัฐบาลหรือไม่ และต้องมีทางเลือกให้กับเอกชนหรือบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ด้วยว่าจะเลือกแนวทางไหนในการเดินหน้าโครงการ ซึ่งทางเอกชนยังไม่ได้ให้คำตอบ และในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมทั้ง 3 ฝ่าย คือ ทางเอรา วัน EEC และ ร.ฟ.ท. เพื่อหารือเรื่องดังกล่าว”