เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ต้นทุนแห่งสงคราม สหรัฐต้องจ่ายศึกอิหร่านแพงระยับ

24 มิ.ย. 2569 | 08:05น.

คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

อย่างที่เรารับรู้กัน สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ในเวลานี้อยู่ภายใต้ความตกลงหยุดยิงหลวม ๆ ที่เกิดขึ้น และเริ่มมีการคิดคำนวณหา “ต้นทุน” ที่สหรัฐอเมริกาต้องควักกระเป๋าจ่ายไปเพื่อทำสงครามหนนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการหยุดยิงอาจจะชั่วคราวก็จริง แต่ “ต้นทุน” ที่สหรัฐอเมริกาต้องจ่ายไปเพื่อทำสงครามครั้งนี้ “แพงมาก” แถมยังจะคงเกาะกินเศรษฐกิจของประเทศไปอีกนานเป็นปี ๆ

ต้นทุนที่เป็นรูปธรรมตามรายงานของสื่อคือ การสูญเสียชีวิตของทหารอเมริกัน 13 นาย บวกกับชาวอิหร่านอีกไม่น้อยกว่า 3,300 ราย กับพลเรือนอีก 3,826 รายในเลบานอน อีกเกือบ 60 รายในอิสราเอลและประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียอื่น ๆ ตามรายงานความเสียหายของแต่ละประเทศ

ที่น่าสนใจก็คือ เหตุขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันและดัชนีชี้ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูง ตกเป็นภาระหนักและซับซ้อนกว่าเดิมของประธานเฟดคนใหม่อย่าง “เควิน วอร์ช” ในเวลาเดียวกันส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกตกอยู่ในสถานะ “อัมพาต” และกระทบไปสู่ห่วงโซ่อุปทานของกระบวนการผลิตอีกหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่เซมิคอนดัคเตอร์ ไปจนถึงปุ๋ยเคมี ขณะที่เศรษฐกิจของชาติในแถบอ่าวเปอร์เซียทั้งหมดได้รับแรงกระแทกหนักหนาสาหัสเป็นพิเศษ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ต้นทุนหลาย ๆ อย่างของสงครามยังไม่เป็นที่ชัดเจน แต่มีบางอย่างที่ตอนนี้สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขให้เห็นเป็นรูปธรรมกันแล้ว เช่นที่ฝ่ายวิเคราะห์ของมูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประมาณการว่า สงครามหลายเดือนที่ผ่านมาผลาญเงินของผู้บริโภคและผู้เสียภาษีชาวอเมริกันไปราว ๆ 132,000 ล้านดอลลาร์ และยังไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมก็คือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น จากราคาหน้าปั๊มก่อนสงคราม เฉลี่ยอยู่ที่แกลลอน (3.5 ลิตร) ละไม่ถึง 3 ดอลลาร์ พุ่งขึ้นเป็น 4.56 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หลังมีการตัดการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

มูดีส์ชี้ว่าคนอเมริกันขับขี่ยวดยานซึ่งใช้น้ำมันราว 360-380 ล้านแกลลอนต่อวัน ข้อมูลของสำนักงานข้อมูลพลังงานของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริการะบุว่า จากจุดราคาน้ำมันขยับขึ้นสูงสุด คนอเมริกันต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นจากปกติถึงกว่า 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน รวมถึงค่าก๊าซที่แพงมากขึ้นกว่า 360 ล้านดอลลาร์ต่อวัน

ในทำนองเดียวกัน ราคาน้ำมันเบนซินซึ่งก่อนสงครามเฉลี่ยอยู่ที่ 3.76 ดอลลาร์ต่อแกลลอน พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นราว 5.69 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เมื่อต้นเดือนเมษายน ส่งผลให้สินค้าทุกอย่างที่ต้องขนส่งด้วยรถบรรทุกหรือรถไฟต้องมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย รวมทั้งราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 27% เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินแพงขึ้น

ผลสำรวจของสำนักงานเพื่อการเกษตรแห่งรัฐ (เอเอฟบีเอฟ) ชี้ให้เห็นว่า “ราคาปุ๋ยเคมี” ที่เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันขยับสูงขึ้น 47% ในเดือนเมษายน โดยที่ 70% ของเกษตรกรอเมริกันให้ความเห็นว่า เป็นระดับราคาที่พวกเขาหาซื้อปุ๋ยที่จำเป็นเพื่อทำการเกษตรไม่ได้

ข้อเท็จจริงนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าหมวดอาหารของชาวอเมริกันต่อไปหรือไม่ แต่แน่นอนจะเป็นความท้าทายสำหรับเศรษฐศาสตร์การเกษตรทั้งในวันนี้และในอนาคตอันใกล้

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสงครามอิหร่านยังส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐขยับสูงขึ้น ส่งผลให้บ้านราคาสูงมากขึ้น ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกคาดหมายว่าอาจกระเตื้องขึ้นหลังจากที่ซบเซามานานหลายปี หลังอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ลงต่ำกว่า 6% ชั่วขณะเมื่อต้นปีนี้ แต่แล้วก็เลือนหายไปเมื่อสงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น และความไม่แน่นอนของสงครามส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสูงขึ้นอีกครั้ง

แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้ราคาบ้านแพงขึ้นจนเกินกำลังของชาวอเมริกันก็คือ นับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่พักอาศัยระยะ 30 ปีขยับขึ้นไปอยู่ที่ 6.52% ตามประกาศของเฟรดดี้ แมค ยักษ์ใหญ่ในวงการสินเชื่อเพื่อที่พักอาศัย อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทำให้บ้านที่ระดับราคา 400,000 ดอลลาร์ ที่วางเงินดาวน์ 20% มีภาระต้องชำระดอกเบี้ยต่อเดือนสูงขึ้นเป็นราว 110 ดอลลาร์ต่อเดือน ส่งผลให้ผู้ซื้อส่วนใหญ่หายไปจากตลาดจนแทบหมด

สงครามอิหร่านครั้งนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ไปตามบริบทของแต่ละประเทศแล้ว ยังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ส่งผลให้ธนาคารโลกต้องปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจประจำปีนี้ลงเหลือเพียง 2.5% เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่โลกหลุดพ้นจากวิกฤตโควิดเป็นต้นมา

เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงและภาวะเงินเฟ้อที่ขยับสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคพื้นยุโรป ขณะที่การขาดแคลนปุ๋ยเคมีและก๊าซหุงต้มเป็นปัญหาใหญ่ในอินเดียและอีกหลายประเทศ ที่น่าสนใจก็คือธนาคารโลกปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของประเทศบริเวณอ่าวเปอร์เซียลงมากเป็นพิเศษ โดยระบุว่าจีดีพีของชาติริมอ่าวเปอร์เซียปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.3% ลดลงจากที่เคยคาดไว้สูงถึง 4.5% เมื่อปี 2025

ในรายงานฉบับเดียวกันนี้ ธนาคารโลกไม่ได้ให้ตัวเลขของอิหร่าน โดยให้เหตุผลว่า “เศรษฐกิจอิหร่านเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูงเป็นพิเศษ” ที่น่าสนใจก็คือ ในร่างความตกลงชั่วคราวที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเผยแพร่ออกมา สหรัฐมีแผนที่จะมอบเงินสำหรับฟื้นฟูประเทศจากผลของสงครามสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าอิหร่านเองก็ได้รับความเสียหายจากสงครามครั้งนี้ไม่น้อย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลงเช่นกันเมื่อเมษายนที่ผ่านมา พร้อมชี้ว่ากาตาร์เป็นชาติที่ถูกปรับลดลงมากที่สุด คือเกือบ 16% ลดลงจากที่เคยประเมินเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เพราะตกเป็นเป้าการโจมตีอย่างหนักจากอิหร่าน ทำลายขีดความสามารถในการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์จนสูญรายได้ไปหลายพันล้านดอลลาร์

กระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านทำให้การส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหดหายไป ส่งผลให้ชาติตะวันออกกลางต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันลงจากระดับก่อนสงครามกว่า 11 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตามซาอุดีอาระเบียยังสามารถหาหนทางส่งออกน้ำมันของตนไปจนได้ โดยอาศัยท่อลำเลียงน้ำมันตามแนวตะวันออก-ตะวันตก แทนการลำเลียงผ่านฮอร์มุซ ส่งผลให้รายรับและกำไรของบริษัทอารัมโกพุ่งสูงขึ้น 26%ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้

ขณะที่อุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นฮับการบินของภูมิภาคที่การจราจรลดลงมากถึง 2 ใน 3

ที่น่าสนใจคือ ต้นทุนด้านการทหาร จากการคำนวณของกระทรวงกลาโหมที่นำเสนอต่อกรรมาธิการการกลาโหมของวุฒิสภาเมื่อ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระบุว่ามีต้นทุนปฏิบัติการอยู่ที่ 29,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นค่าซ่อมและทดแทนอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งสูงกว่าที่กรรมาธิการประเมินเอาไว้เมื่อเดือนเมษายนถึง 4,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนั้นทางการสหรัฐอเมริกายังต้องแบกต้นทุนทางการเมืองจากการทำสงครามครั้งนี้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ผลลัพธ์จะชี้ชัดให้เห็นได้ในการเลือกตั้งกลางเทอม ราวต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ในภาวะที่ความนิยมในตัวประธานาธิบดีทรัมป์ จากการสำรวจล่าสุดลดลงมากถึง -15% หมายความว่าอัตราส่วนการไม่เห็นพ้องกับทรัมป์อยู่สูงกว่าระดับที่ให้การยอมรับถึง 15% เลย และผลกระทบนี้ไม่เลือนหายไปง่าย ๆ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงคราม สหรัฐ อิหร่าน