ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ “ระบบรางไทย” ดึงเอกชนใช้ทางรถไฟ ค่าเช่าเริ่มต้น 44 บาท/คัน/กม.
ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ “ระบบรางไทย” ดึงเอกชนใช้ทางรถไฟ ค่าเช่าเริ่มต้น 44 บาท/คัน/กม.
ประกาศแล้ว Network Statement เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ “ระบบรางไทย” ดึงเอกชนขอเข้าใช้ทางรถไฟครั้งแรก เพิ่มรายได้ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานประเทศ กรมรางเปิดสูตรคำนวณค่าใช้ประโยชน์ทางราง รถโดยสารขั้นต่ำ 4 คัน 44 บาทต่อคันต่อกิโลเมตร รถท่องเที่ยว 77 บาทต่อคัน รถขนส่งสินค้า 0.2065 บาทต่อตัน-กม.
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้ลงทุนในการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ และทางรถไฟสายใหม่ โดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) รับผิดชอบค่าลงทุนขบวนรถขนส่งทางราง รวมถึงงานให้บริการเดินรถขนส่งทางรางพร้อมงานซ่อมบำรุง ซึ่งเมื่อรถไฟทางคู่ก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเพิ่มความจุทางรถไฟได้มากกว่า 2 เท่า
ในขณะที่ ร.ฟ.ท. ยังมีข้อจำกัดในการลงทุนจัดหารถขนส่งทางราง ส่งผลให้มีความจุทางเหลือในช่วงเวลาที่ รฟท. ไม่ได้ให้บริการ ประกอบกับพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ทางรถไฟของ ร.ฟ.ท. เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
รวมทั้งช่วยให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการใช้บริการขนส่งทางรางที่หลากหลาย ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ภายใต้คณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถขนส่งทางราง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการฯ
อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางราง ได้ประสานกับ ร.ฟ.ท. เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดให้เอกชนมาร่วมเดินรถบนทางรถไฟระหว่างเมืองของ ร.ฟ.ท. ดังกล่าว โดยปัจจุบัน ร.ฟ.ท. ในฐานะผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟระหว่างเมืองได้จัดทำเอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะแล้วเสร็จ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ที่กำหนดให้ผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำและเปิดเผยเอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ เพื่อให้ผู้ซึ่งประสงค์จะประกอบกิจการเดินรถขนส่งทางรางสามารถเข้าถึงข้อมูลโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ
ทั้งนี้ รฟท. ได้เผยแพร่เอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ 2569 บนเว็บไซต์ของ ร.ฟ.ท. เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา
นายพิเชฐ กล่าวว่า เอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ 2569 มีเนื้อหาประกอบด้วย นิยามศัพท์ รายละเอียดของโครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายรถไฟ เงื่อนไขในการเข้าใช้โครงข่าย การจัดสรรความจุตารางเวลาและเส้นทางเดินรถ รวมทั้งค่าใช้ประโยชน์จากราง ทรัพย์สินที่จำเป็น และค่าบริการอื่น ๆ รวม 598 หน้า ซึ่งจะใช้เป็นคู่มือประกอบการดำเนินงานให้กับเอกชนที่สนใจเป็น “ผู้ร่วมใช้ราง” หรือเป็นผู้ที่เข้าทำสัญญาการเข้าใช้รางกับ ร.ฟ.ท. ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามเอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ
รวมทั้งดำเนินการตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ที่ระบุว่า “ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางรางรายใดซึ่งเป็นเอกชนประสงค์เข้าร่วมใช้รางหรือทางเฉพาะที่เป็นของหน่วยงานของรัฐ ผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานของรางหรือทางเฉพาะนั้น อาจยินยอมให้ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางรางนั้น เข้าร่วมใช้รางหรือทางเฉพาะนั้นได้
โดยให้ดำเนินการจัดทำสัญญาการใช้รางหรือทางเฉพาะเพื่อการขนส่งร่วมกันกับผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานของรางหรือทางเฉพาะนั้น การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง มิให้ถือว่าเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน” ต่อไป
สำหรับการคำนวณค่าใช้ประโยชน์จากราง แบ่งเป็นขบวนรถโดยสาร และขบวนรถสินค้า โดยขบวนรถโดยสารคำนวณจากอัตราค่าใช้ประโยชน์จากราง กรณีขบวนรถโดยสารร่วมบริการขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 4 คัน ราคา 44 บาทต่อคันต่อกิโลเมตร และกรณีรถท่องเที่ยวร่วมบริการ ราคา 77 บาทต่อคันต่อกิโลเมตร คูณด้วยจำนวนคันของรถโดยสารที่ประกอบเป็นขบวน และระยะทางที่เดินรถ
เช่น ขบวนรถโดยสารร่วมบริการ จำนวน 12 คัน เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์ – ชุมพร ระยะทาง 468 กิโลเมตร ค่าใช้ประโยชน์จากราง (44x12x468) เท่ากับ 247,104 บาทต่อเที่ยว
หรือขบวนรถท่องเที่ยวร่วมบริการ จำนวน 4 คัน เส้นทางกรุงเทพ – หัวหิน ระยะทาง 229 กิโลเมตร ค่าใช้ประโยชน์จากราง (77x4x229) เท่ากับ 70,532 บาทต่อเที่ยว ส่วนขบวนรถสินค้า ค่าใช้ประโยชน์จากรางคำนวณจากอัตราค่าใช้ประโยชน์จากราง ราคา 0.2065 บาทต่อตัน-กิโลเมตร คูณด้วยน้ำหนักรวมขบวนรถ (Gross Tonnage) และระยะทางที่เดินรถ
นายพิเชฐ กล่าวว่า หลังจากที่ ร.ฟ.ท.ได้จัดทำเอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะเสร็จและเผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้ว ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถขนส่งทางราง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ต่อไป
นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมใช้ทางกับ ร.ฟ.ท. อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดย ร.ฟ.ท. ในฐานะผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานจะต้องดำเนินการบนพื้นฐานของความเป็นกลาง โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ ตามมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ด้วย ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางรางของประเทศไทย ช่วยเพิ่มรายได้จากการใช้ประโยชน์จากรางให้กับ ร.ฟ.ท. เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบรางต่อไปอีกด้วย
