รัฐบาล เสนองบฯ 70 ชูรับมือโลกผันผวน มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ย้ำใช้ภาษีคุ้มค่า
รัฐบาล ชงงบ 70 วงเงิน 3.788 ล้านล. รับมือโลกผันผวน มุ่งขับเคลื่อน ศก. ย้ำใช้ภาษีคุ้มค่า
รัฐบาล เสนองบปี 70 สภาฯ วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท แจงตั้งงบขาดดุล 7.88 แสนล้าน รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน มุ่งลงทุน AI-โครงสร้างพื้นฐาน-ยกระดับคุณภาพชีวิตลดเหลื่อมล้ำ ยึดหลัก 5T ย้ำ ใช้ภาษีประชาชนคุ้มค่า
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2569 จำนวน 7.4 พันล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2.78 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.10 หมื่นล้านบาท รายจ่ายลงทุน 7.89 แสนล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาท
โดยวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบฯ 70 เนื่องจากนายอนุทิน ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2569
นายเอกนิติ กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบฯ 70 ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฉบับนี้ คือกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล
สำหรับภาวะเศรษฐกิจทั่วไป เศรษฐกิจไทยในปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.7 – 2.7 (ค่ากลางร้อยละ 2.2) ตามการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าและบริการ ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน
ตลอดจนแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญความไม่แน่นอนสูง และปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำ ทั้งจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5 – 1.5 (ค่ากลางร้อยละ 1.0) แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ 1.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ฐานะการคลัง หนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือนเมษายน 2569 มีจำนวน 12,789,256.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.66 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยหนี้สาธารณะที่เป็นข้อผูกพันของรัฐบาล ซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินโดยตรง และการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล มีจำนวนทั้งสิ้น 12,238,998.9 ล้านบาท
ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 341,018.2 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพ
และเกิดประโยชน์สูงสุด
ฐานะและนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานที่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง โดยต้องติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งและปัจจัยอื่น ๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี ในการประชุมเมื่อเดือนเมษายน 2569
ทั้งนี้การดำเนินนโยบายการเงินจะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ พร้อมทั้งติดตามพัฒนาการแนวโน้มเศรษฐกิจการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน
สำหรับฐานะการเงินด้านต่างประเทศของไทยอยู่ในเกณฑ์ดี มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวน 281,742.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 2.8 เท่าของ หนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
นโยบายการคลังและความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง ภายใต้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ ควบคู่กับการผลักดันการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม
โดยประมาณการจัดเก็บรายได้จากภาษีอากรสุทธิ การขายสิ่งของและบริการ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น รวมทั้งสิ้น จำนวน 3,145,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 จากปีก่อน และหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 145,200 ล้านบาท คงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาล จำนวน 3,000,000 ล้านบาท และกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 788,000 ล้านบาท รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท เท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่าย
รมว.คลัง ระบุอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ฉบับนี้ จัดทำขึ้นท่ามกลางความท้าทายที่สำคัญสองประการ ประการแรก การผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะวิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในระยะที่ผ่านมา ส่งผลต่อราคาพลังงาน และแนวโน้มการจัดหาเชื้อเพลิงในอนาคต
ประกอบกับวันนี้ที่รัฐบาลยังมีวิกฤตปากท้องของประชาชนที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการวางรากฐานของประเทศในอนาคต ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ
ประการที่สอง สถานการณ์ทางการคลังของรัฐในส่วนรายจ่ายประจำที่เป็นรายจ่ายที่จำเป็นต้องจัดสรรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณคงเหลือสำหรับรายจ่ายลงทุนซึ่งเป็นรายจ่ายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลง
และด้วยข้อจำกัดในการจัดเก็บรายได้ ประกอบกับความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มสูงขึ้นและเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 ความเปราะบางทางการคลังเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ และความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
ดังนั้น ในการดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการคลังในทุกมิติ ภายใต้กรอบวินัยการคลัง ความโปร่งใส และเป็นรูปธรรมในทุกมิติของการบริหารจัดการด้านการคลัง โดยมีแนวทางที่จะปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ภายในปี 2572 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการคลังของรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศให้กลับสู่สภาวะที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต
ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จึงต้องทำหน้าที่สองด้านพร้อมกัน คือ ประคับประคองประชาชนและเศรษฐกิจในวันนี้ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรงขึ้นในอนาคต โดยรัฐบาลได้ยึดหลัก 5T ในการจัดทำงบประมาณ ได้แก่ Target ใช้งบประมาณให้ตรงเป้า ตรงกลุ่มตรงปัญหา และลดรายการที่ยังไม่จำเป็น
Transparent จัดทำงบประมาณให้สะท้อนภาระค่าใช้จ่ายจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดข้อมูลให้วิเคราะห์ต่อได้Transition ช่วยประเทศข้ามผ่านวิกฤต โดยเฉพาะด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และภัยพิบัติ พร้อมลดความเปราะบางในระยะยาวTransformation เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและภาครัฐ ผ่านการลงทุนในคน ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทักษะ
และกฎหมายที่เอื้อต่อการแข่งขันTogether ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งงบประมาณ รัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership: PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ทรัพยากรที่มีจำกัดสร้างผลลัพธ์ได้มากที่สุด
ในการนี้ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 จึงได้มุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ยึดหลักการจัดทำงบประมาณที่ให้ความสำคัญกับการตอบโจทย์ความต้องการและการลดผลกระทบของประชาชนบนพื้นฐานการวิเคราะห์ข้อมูลจริง ความจำเป็นเร่งด่วน ลำดับความสำคัญ ความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ตลอดจนคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล คำนึงถึงศักยภาพการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณในปีที่ผ่านมา การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน และต้องเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณโดยพิจารณาความครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณ และเงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณเช่น เงินรายได้ เงินสะสมคงเหลือ มาดำเนินโครงการภาครัฐที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
เช่น เงินกู้ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) การระดมทุนผ่านกองทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand FutureFund : TFFIF) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ

ในการนี้ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ควบคู่กับการสร้างโอกาสและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และได้จัดทำงบประมาณเพื่อมุ่งเน้นตอบโจทย์นโยบายสำคัญของรัฐบาล 5 ด้าน ได้แก่
ด้านเศรษฐกิจ อาทิ การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้มากขึ้นลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ มีโอกาสที่เปิดกว้างขึ้น ผ่านนโยบายคนตัวเล็ก พลัส การสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ อาทิ ดิจิทัล AI พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพ เป็นต้น ผ่านนโยบายการลงทุน พลัส
ซึ่งนอกจากงบประมาณรายจ่ายลงทุนตามร่างพระราชบัญญัตินี้ที่จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อการพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้านต่าง ๆ แล้ว ยังรวมถึงความพยายามของรัฐบาลในการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านกลไก Thailand Fast Pass ที่จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
นโยบาย Trade พลัส และนโยบายเมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เพื่อเพิ่มสมรรถนะผู้ประกอบการให้เก่งขึ้น มีรายได้มากขึ้น รวมทั้งเร่งผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดโลก ขยายตลาดการส่งออก สร้างรายได้เข้าประเทศ ตลอดจนส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ผ่านนโยบายชุมชน พลัส
ด้านต่างประเทศและความมั่นคง อาทิ การเร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก การเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พัฒนาระบบและศักยภาพการป้องกันประเทศให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจนพัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร
ด้านสังคม อาทิ การให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ผ่านนโยบายการศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพิ่มผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการจ้างงานในอนาคต (Skill Bridge)การยกระดับเศรษฐกิจชุมชน
รวมถึงการพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที การดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยจัดให้มีอาสาพยาบาลเพื่อลดภาระโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงยกระดับคุณภาพบริการปฐมภูมิ ผ่านนโยบายสูงวัย พลัส
ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม อาทิ การสร้างการเติบโตคุณภาพ ควบคู่กับการเติบโตเชิงปริมาณ เปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่าและสมดุล เน้นการใช้พลังงานสะอาด ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พลัส รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย อาทิ ราชการทันใจมุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มประสิทธิภาพอำนวยความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐ ผ่านนโยบาย AI พลัส และนโยบายไทยแลนด์ พลัส รวมทั้งผลักดันการพัฒนา ทบทวนกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ตลอดจนแก้ไขปัญหาคอรรัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
รมว.คลัง ย้ำว่า สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท จำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 2,786,367.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 73.6รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.1ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.9
รายจ่ายลงทุน จำนวน 789,171.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.8 และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 4.0 โดยรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ที่เป็นรายจ่ายลงทุนกรณีการกู้เพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 10,096.7 ล้านบาท

ทั้งนี้ในช่วงท้าย นายเอกนิติ สรุปว่า “ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำอย่างทั่วถึง ภายใต้แรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ภายในประเทศ
รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณรายจ่ายนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด จะใช้จ่ายภาษีของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”