เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อวสานยุค “ปัดขวา”? Bumble อดีตสตาร์ทอัป 2 แสนล้าน ส่อขายกิจการหลังผู้ใช้หดตัว

29 มิ.ย. 2569 | 14:46น.

Bumble แพลตฟอร์มหาคู่ระดับโลกเผชิญมรสุมหนัก จำนวนผู้ใช้งานและยอดปฏิสัมพันธ์ดิ่งลงต่อเนื่อง ลือจับมือกับ Morgan Stanley สำรวจลู่ทาง “ขายกิจการ” แก้เกมรีดรายได้ต่อหัวเพิ่มและเปิดตัว AI “Bee” แต่แอปพลิเคชันคู่แข่ง Hingeเติบโตสวนทาง ชี้อาจเป็นปัญหาเฉพาะตัวของ Bumble สูญเสียเสน่ห์ในการสร้างความผูกพันกับผู้ใช้ มูลค่าบริษัทหายไปแล้วกว่า 90% จากจุดสูงสุดช่วง IPO

สัญญะของการจับคู่บนโลกออนไลน์กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ Bumble แอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดังระดับโลก กำลังอยู่ระหว่างการสำรวจลู่ทางเพื่อ “ขายกิจการ” ซึ่งอาจเป็นทางออกสุดท้ายในการพยุงธุรกิจ ท่ามกลางภาวะวิกฤตที่ผู้ใช้งานเริ่มลดความนิยมและใช้เวลาบนแพลตฟอร์มน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

รอยเตอร์ (Reuters) รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าววงใน ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีซึ่งมีฐานที่ตั้งในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส รายนี้ ได้จับมือกับสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Morgan Stanley เพื่อเริ่มกระบวนการประเมินความเป็นไปได้ในการขายกิจการ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีการรับประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง และ Bumble ยังคงมีทางเลือกที่จะดำเนินธุรกิจเป็นเอกเทศต่อไป

สัญญาณเตือนภัยที่รีดรายได้จากคนกลุ่มเดิม

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ Bumble กำลังพยายามปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างหนัก หลังสูญเสียทั้งฐานผู้ใช้งาน รายได้ และความเชื่อมั่นในตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง โดยผลประกอบการในปี 2025 ที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทหดตัวลง 9.9% อยู่ที่ 965.7 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการที่ยอมจ่ายเงิน (Paying Users) ลดลง 11.5% เหลือเพียง 3.7 ล้านคน

สถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยรายได้ดิ่งลงอีก 14.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เหลือ 212.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7 พันล้านบาท และจำนวนผู้ใช้ที่ยอมจ่ายเงินลดฮวบถึง 21.1% มาอยู่ที่ 3.2 ล้านคน

แม้ว่า Bumble จะแก้เกมด้วยการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) ได้สำเร็จถึง 8.9% ในไตรมาสแรก แต่นักวิเคราะห์มองว่านี่คือโมเดลธุรกิจที่เติบโตได้อย่างยากลำบากในระยะยาว เนื่องจากบริษัทกำลังตกอยู่ในภาวะ “รีดเงินเพิ่มจากคนที่เหลืออยู่ ในขณะที่จำนวนลูกค้าโดยรวมลดลง”

คนไม่ได้เบื่อปัดขวาขนาดนั้น

ข้อมูลเชิงลึกจาก Apptopia บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลโมบายล์อินเทลลิเจนซ์ ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตของ Bumble ไม่ได้เกิดจากอาการ “เบื่อหน่ายแอปหาคู่ทั่วไป” (Dating-app fatigue) ในภาพรวม เนื่องจากคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Hinge ยังคงสามารถสร้างการเติบโตของจำนวนผู้ใช้งานต่อวัน (Daily Active Users) ในสหรัฐฯ ได้อย่างต่อเนื่องติดต่อกันถึง 8 ไตรมาส ในทางกลับกัน ตัวเลขผู้ใช้งานของ Bumble กลับหดตัวลงถึง 6 จาก 8 ไตรมาสล่าสุด

Adam Blacker ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Apptopia เปิดเผยว่า Bumble กำลังเป็นแอปพลิเคชันที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มผู้นำตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในแง่ของยอดการใช้งาน (Engagement) ซึ่งมีระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้ใช้บนแอปต่ำที่สุด และเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่มีตัวเลขนี้ลดลงเมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสที่สอง

“Bumble กำลังสูญเสีย Engagement เร็วกว่าจำนวนผู้ใช้งาน ซึ่งตามตำราธุรกิจแล้ว นี่คือปัญหาที่แก้ไขและฟื้นฟูได้ยากที่สุด” Blacker กล่าว

นอกจากนี้ Katy Coduto ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สื่อจากมหาวิทยาลัยบอสตัน ได้สะท้อนมุมมองเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ว่า ธุรกิจแอปหาคู่มีความย้อนแย้งในตัวเองอย่างน่าสนใจ เนื่องจาก “ผู้ใช้ที่ประสบความสำเร็จที่สุด ก็คือผู้ที่จะเลิกใช้บริการในท้ายที่สุด” และเมื่อแอปพยายามผลักดันระบบสมัครสมาชิกรวมถึงฟีเจอร์แบบชำระเงินมากขึ้น ผู้บริโภคจะเริ่มรู้สึกว่าพวกเขากำลังทำ “การลงทุนที่มีค่าใช้จ่าย โดยไม่มีสิ่งใดมารับประกันผลตอบแทน”

เดิมพันครั้งใหม่ด้วย AI กับขีดจำกัดที่ต้องพิสูจน์

เพื่อตอบโต้กับวิกฤตดังกล่าว Whitney Wolfe Herd ผู้ก่อตั้งที่หวนคืนสู่อำนาจในตำแหน่ง CEO อีกครั้งเมื่อมีนาคม 2025 กำลังเร่งยกเครื่องผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนผ่านระบบจากการ “ปัดหน้าจอ” (Swiping) แบบเดิม ไปสู่ประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้การเปิดตัวผู้ช่วยอัจฉริยะในชื่อ “Bee” เพื่อเร่งกระบวนการจับคู่และผลักดันให้เกิดการนัดเดตในโลกจริงได้เร็วขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่คู่แข่งอย่าง Match Group (เจ้าของ Tinder และ Hinge) ก็กำลังมุ่งหน้าสู่เส้นทาง AI เช่นกัน โดย Tinder ได้เปิดตัวระบบจับคู่ด้วย AI และกิจกรรมออฟไลน์ ส่วน Hinge นำเสนอระบบช่วยคิดบทสนทนา

ซึ่งกลยุทธ์นี้ส่งผลให้ Match Group มีรายได้รวมไตรมาสแรกโต 4% อยู่ที่ 864 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท และ Hinge มีรายได้ตรงพุ่งสูงถึง 28% แม้ว่าภาพรวมผู้จ่ายเงินของเครือ Match Group จะลดลง 5% ก็ตาม

อย่างไรก็ดี นักวิชาการยังคงตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของ AI ในธุรกิจความสัมพันธ์ โดย Paul Eastwick ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (UC Davis) แสดงความเห็นว่า

“หาก AI ถูกฝึกฝนบนฐานข้อมูลที่มีอยู่ก่อนที่คนเราจะได้พบกันในชีวิตจริง เช่น รูปภาพ คำโปรยแนะนำตัว หรือประวัติการปัดในอดีต ผมค่อนข้างมองโลกในแง่ร้ายว่ามันจะแก้ปัญหาได้ เพราะข้อมูลเหล่านี้บอกได้เพียงว่าใครดูดีหรือไม่ดูดี แต่การจะพิสูจน์ว่าคนสองคน ‘เข้ากันได้จริงหรือไม่’ จำเป็นต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์แบบต่อหน้าเท่านั้น”

จากยอดดอยสู่มูลค่าที่หายไปกว่า 90%

ความเคลื่อนไหวเรื่องการขายกิจการในครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนที่น่าใจหายของอดีตหุ้นเทคโนโลยีระดับดาวรุ่ง ย้อนกลับไปในปี 2019 ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนอย่าง Blackstone เคยเข้าซื้อหุ้นใหญ่ใน MagicLab หรือบริษัทแม่ของ Bumble

ซึ่งเป็นมูลค่าประเมินสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณเกือบแสนล้านบาท ก่อนที่ Bumble จะสร้างปรากฏการณ์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในปี 2021 ด้วยมูลค่าบริษัทที่ทะยานเกิน 7 พันล้านดอลลาร์ เป็นมูลค่าประมาณ 2.33 แสนล้านบาท

ทว่าจากรายงานล่าสุดของ Reuters มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของ Bumble ในปัจจุบัน ดิ่งลงมาเหลือเพียงประมาณ 388 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าอยู่ที่ราว 1.2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการปิดฉากยุคเฟื่องฟูของแอปฯปัดขวาอย่าง Bumble และเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของธุรกิจแพลตฟอร์มที่ต้องเร่งหาคำตอบในการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้บริโภคยุคใหม่