1 ก.ค.ชี้ชะตากุ้งไทย “สุริยะ” มั่นใจเจรจามาเลเซียได้ผลดี
ปมมาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ กำลังกลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของภาคเกษตรและการส่งออกไทย เพราะไม่ใช่เพียงปัญหาการค้าชายแดนหรือข้อพิพาทเฉพาะสินค้า แต่กระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งตั้งแต่เกษตรกร แพรับซื้อ ห้องเย็น ผู้ส่งออก ไปจนถึงราคาหน้าฟาร์มในประเทศ
แม้ผลผลิตกุ้งทะเลไทยช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ยังขยายตัว 5.62% แตะ 75,074.74 ตัน สะท้อนว่าปริมาณกุ้งเข้าสู่ตลาดยังไปต่อ แต่เมื่อช่องทางส่งออกบางส่วนสะดุด แรงกดดันจึงย้อนกลับมายังตลาดในประเทศทันที รัฐบาลจึงต้องเดิน 2 ทางพร้อมกัน คือ เร่งเจรจาเปิดตลาดส่งออกคืน และวางมาตรการพยุงราคาผ่าน “บอร์ดกุ้ง” เพื่อดูแลเกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่าน
“สุริยะ” นัดถกมาเลเซีย 1 ก.ค. หวังจบปมกุ้ง-ปลากะพง
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย กรณีมาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ว่า ขณะเดียวกันไทยได้ห้ามนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียเช่นกัน โดยรัฐมนตรีเกษตรฯ มาเลเซียมีหนังสือตอบรับมาแล้ว และจะมีการพูดคุยกันในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ประเทศมาเลเซีย
ได้ให้หน่วยงานต่าง ๆ เตรียมข้อมูลและความพร้อมสำหรับการเจรจา เพื่อให้ได้ข้อยุติในประเด็นดังกล่าว โดยมั่นใจว่าการหารือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เพราะหากไทยสามารถกลับมาส่งออกกุ้งไปมาเลเซียได้ตามปกติ ประชาชนมาเลเซียก็จะได้บริโภคกุ้งในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน หากไทยนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียได้ ผู้บริโภคไทยก็จะมีโอกาสบริโภคปลากะพงในราคาที่ถูกลงเช่นกัน
“มั่นใจว่าการเจรจาครั้งนี้จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไทยสามารถส่งกุ้งไปมาเลเซียได้ ประชาชนเขาจะได้บริโภคกุ้งในราคาถูก เช่นเดียวกับที่เรานำเข้าปลากะพง ผู้บริโภคไทยก็จะสามารถรับประทานปลากะพงในราคาถูก เป็นเรื่องวินวินทั้งสองฝ่าย หากปลดล็อกได้เร็วก็จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย” นายสุริยะกล่าว
ทางออกหลักคือเปิดตลาดส่งออกคืน
ก่อนหน้านี้ นายสุริยะระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำหนังสือประสานไปยังฝ่ายมาเลเซียแล้ว เพื่อกำหนดแนวทางการหารือร่วมกัน โดยประเด็นสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ต้องเร่งเจรจากับมาเลเซียให้สำเร็จ เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกกุ้งได้ตามปกติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและห่วงโซ่การผลิตในอนาคต
สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการจับกุ้งขึ้นมาแล้วไม่สามารถส่งขายได้ตามปกติ นายสุริยะยอมรับว่า มีเกษตรกรบางส่วนได้รับความเดือดร้อน แต่บางส่วนยังสามารถระบายผลผลิตได้อยู่ ดังนั้น การเปิดตลาดส่งออกคืนจึงเป็นทางออกหลักที่จะช่วยลดแรงกดดันต่อราคากุ้งได้โดยตรง
“ประเด็นสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ ต้องรีบพยายามเจรจากับมาเลเซียให้สำเร็จ เพราะจะทำให้เราสามารถส่งกุ้งออกไปได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและการผลิตในอนาคต” นายสุริยะกล่าว
อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือด้านตลาดและการดูดซับผลผลิตยังต้องหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์อย่างจริงจัง เนื่องจากมาตรการด้านการค้าและการระบายผลผลิตเป็นบทบาทสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งต้องเป็นหน่วยงานนำในการพิจารณาแนวทางสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบระยะสั้น
ตั้ง “บอร์ดกุ้ง” ชงมาตรการพยุงราคา
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ความคืบหน้าการจัดตั้งคณะกรรมการ หรือ “บอร์ดกุ้ง” ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณารายละเอียด โดยฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแล้ว และคาดว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอให้นายสุริยะพิจารณาลงนามในเร็ว ๆ นี้
หลังจากมีการลงนามแล้ว จะเร่งนัดประชุมคณะกรรมการทันที เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะปัญหาราคากุ้งที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้
นางฐิติพรระบุว่า การตั้งคณะกรรมการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ภายใต้อำนาจของกระทรวงเกษตรฯ ไม่จำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ เนื่องจากเป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยกันพิจารณาแนวทางดูแลเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้เดินไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ประเด็นเร่งด่วนลำดับแรกที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด คือ มาตรการช่วยเหลือด้านราคากุ้ง ก่อนส่งต่อให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
โครงสร้างบอร์ดดึงทั้งรัฐ-เกษตรกร-ห้องเย็น
สำหรับองค์ประกอบของบอร์ดกุ้ง นางฐิติพรระบุว่า จะมีตัวแทนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ทั้งภาครัฐ ผู้แทนเกษตรกร สมาคมห้องเย็น และภาคส่วนต่าง ๆ ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้ง เพื่อร่วมกันพิจารณาข้อเสนอและแนวทางช่วยเหลืออย่างรอบด้าน
ส่วนรายละเอียดมาตรการยังต้องรอให้คณะกรรมการหารือและมีมติอย่างเป็นทางการก่อน หากมาตรการช่วยเหลือเกี่ยวข้องกับงบประมาณ จะต้องให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ให้รายละเอียด เนื่องจากหลังจากบอร์ดกุ้งมีมติแล้ว จะส่งเรื่องไปยังกรมการค้าภายใน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนงบประมาณ ขณะที่กรมประมงมีบทบาทหลักในการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง
นางฐิติพรกล่าวถึงความคืบหน้าการประสานงานกับมาเลเซียว่า ภาครัฐดำเนินการหลายช่องทางเพื่อเร่งเจรจาและคลี่คลายปัญหา โดยมีการหารือในระดับผู้ใหญ่ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรมประมงในฐานะหน่วยงานประสานกลางยังไม่ได้รับการประสานโดยตรงจากรัฐบาลมาเลเซียในประเด็นกุ้ง แต่ประเมินว่าทิศทางโดยรวมเป็นบวก และคาดว่าจะมีการเจรจาในเร็ว ๆ นี้
ระบายผลผลิตเกือบ 10 จังหวัด ลดแรงกดดันราคา
ระหว่างรอผลการเจรจา กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกันระบายผลผลิตกุ้งในหลายพื้นที่ โดยมีการนำสินค้าไปกระจายในหลายจังหวัด รวมถึงพื้นที่ภาคเหนือ เช่น กำแพงเพชร และลำพูน รวมแล้วเกือบ 10 จังหวัด เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านราคาและบรรเทาผลกระทบให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในระยะเร่งด่วน
มาตรการระบายผลผลิตดังกล่าวถือเป็นกลไกเฉพาะหน้า ขณะที่กลไกเชิงโครงสร้างยังต้องรอการประชุมของบอร์ดกุ้ง เพื่อพิจารณามาตรการพยุงราคาและแนวทางดูแลอุตสาหกรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตกุ้งยังทยอยออกสู่ตลาด และช่องทางส่งออกไปมาเลเซียยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
ผลผลิต 4 เดือนโต 5.62% ภาคใต้ยังเป็นฐานหลัก
ข้อมูลจากกรมประมงระบุว่า ผลผลิตกุ้งทะเลของไทยในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 อยู่ที่ 75,074.74 ตัน เพิ่มขึ้น 5.62% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีผลผลิต 71,079.48 ตัน สะท้อนว่าปริมาณกุ้งเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น แม้บางพื้นที่ยังเผชิญปัญหาด้านการผลิต
พื้นที่ผลิตหลักยังคงเป็นภาคใต้ตอนบน มีผลผลิต 28,689.71 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 38% ของผลผลิตทั้งประเทศ เพิ่มขึ้น 17.76% รองลงมา ได้แก่ ภาคใต้ตอนล่างฝั่งอันดามัน ผลผลิต 18,083.14 ตัน สัดส่วน 24% เพิ่มขึ้น 2.34% และภาคตะวันออก ผลผลิต 15,266.03 ตัน สัดส่วน 20% แต่ลดลง 4.61%
ขณะที่ภาคกลางลดลงมากที่สุด 13.58% เหลือ 6,643.73 ตัน ส่วนภาคใต้ตอนล่างฝั่งอ่าวไทยมีผลผลิต 6,392.13 ตัน เพิ่มขึ้น 19.36%
ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่า ภาคใต้ยังเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมกุ้งไทย และเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ หากการส่งออกไปมาเลเซียยังไม่สามารถกลับมาได้ตามปกติ เพราะผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในบางพื้นที่อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาหน้าฟาร์มได้
ราคาหน้าฟาร์มยังทรงตัว แต่ต่างกันตามขนาด-เกรด
ด้านสถานการณ์ราคากุ้งขาว วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ตลาดกุ้งสมุทรสาครมีรถเข้าซื้อขาย 72 คัน โดยราคากุ้งขนาด 38-40 ตัวต่อกิโลกรัม อยู่ที่ประมาณ 150 บาทต่อกิโลกรัม ขนาด 51-55 ตัว ราคา 130 บาทต่อกิโลกรัม ขนาด 71-75 ตัว ราคา 117 บาทต่อกิโลกรัม และขนาด 100-105 ตัว อยู่ที่ 113-115 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ ราคาแตกต่างกันตามคุณภาพและเกรดของกุ้ง
ขณะที่ราคารับซื้อกุ้งสดของผู้ประกอบการในช่วงวันที่ 20-26 มิถุนายน 2569 อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยกุ้งขนาด 18 ตัวต่อกิโลกรัม รับซื้อ 240 บาทต่อกิโลกรัม ขนาด 20 ตัว ราคา 225 บาท ขนาด 30 ตัว ราคา 170 บาท ขนาด 40 ตัว ราคา 160 บาท และขนาด 55 ตัว ราคา 130 บาท
ส่วนประกาศราคากุ้งขาวแวนนาไมปากบ่อ จังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ระบุว่า กุ้งขนาด 40 ตัวต่อกิโลกรัม รับซื้อ 170-180 บาทต่อกิโลกรัม ขนาด 50 ตัว ราคา 145-160 บาท ขนาด 60 ตัว ราคา 135-145 บาท ขนาด 70 ตัว ราคา 125-135 บาท ขนาด 80 ตัว ราคา 115-120 บาท ขนาด 90 ตัว ราคา 105-110 บาท และขนาด 100 ตัว ราคา 100-105 บาท โดยราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพของกุ้งแต่ละลอต
1 ก.ค. จุดชี้ขาดก่อนมาตรการภายในเดินเต็มระบบ
การเดินทางไปหารือกับฝ่ายมาเลเซียในวันที่ 1 กรกฎาคม จึงเป็นจุดชี้ขาดสำคัญของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในระยะสั้น หากการเจรจาสามารถปลดล็อกมาตรการระงับนำเข้าได้เร็ว จะช่วยลดแรงกดดันต่อผลผลิตในประเทศและสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร ผู้รวบรวม ห้องเย็น และผู้ส่งออก
แต่หากการเจรจายังต้องใช้เวลา มาตรการภายในประเทศจะยิ่งมีความสำคัญ โดยเฉพาะการตั้งบอร์ดกุ้ง การพิจารณามาตรการพยุงราคา และการระบายผลผลิตผ่านช่องทางต่าง ๆ ของกระทรวงพาณิชย์
โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการ “เปิดตลาดมาเลเซียคืน” แต่ต้องทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีระบบรองรับความเสี่ยง ทั้งด้านตลาด ราคา และช่องทางจำหน่าย เพื่อไม่ให้ปัญหาการค้าระหว่างประเทศย้อนกลับมากดทับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศซ้ำอีก