บอนด์ยีลด์สหรัฐ อายุ 2 ปีพุ่งสูงสุดรอบปีเศษ รับราคาน้ำมันสูงขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 2 ปี จากความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านกลับมาตึงเครียด ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์อย่างแพร่หลายว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี พุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2025 เนื่องจากความตึงเครียดที่กลับมาปะทุขึ้นในอิหร่านผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เบซิสพอยต์ หรือ 0.03% แตะที่ระดับ 4.24% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ้างอิงอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 เบซิสพอยต์เช่นกัน อยู่ที่ระดับ 4.59% หลังจากราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับสูงขึ้นมากกว่า 4% หลังจากสหรัฐและอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้ครั้งใหม่ โดยทั้งสองฝ่ายแถลงขัดแย้งกันเกี่ยวกับว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้สัญจรอยู่หรือไม่
การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของตลาดที่เพิ่มขึ้นว่า เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากการฟื้นตัวของราคาพลังงานโลก และสัญญาณความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐที่รับมือกับแรงกดดันได้ดี ทั้งนี้ จากข้อมูลสัญญา Swap ที่รวบรวมโดย Bloomberg เผยว่า ลูกค้าเชื่อมั่นเกือบ 100% แล้วว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากโอกาสประมาณ 66% เมื่อสัปดาห์ก่อน
การที่บอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นนี้ เกิดขึ้นในช่วงสำคัญ เพราะสัปดาห์นี้กำลังจะมีการประกาศข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และผู้ผลิต (PPI) ซึ่งก็คือมาตรวัดเงินเฟ้อ เป็นข้อมูลสำคัญที่เฟดจะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมวันที่ 27-28 กรกฎาคม เพื่อตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไป
“ขณะนี้ตลาดมีความอ่อนไหวต่อพาดหัวข่าวเกี่ยวกับอิหร่านเพิ่มขึ้นเล็กน้อย” เคนเนธ ครอมป์ตัน (Kenneth Crompton) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยจาก National Australia Bank Ltd. ในซิดนีย์ กล่าว “ตลาดไม่ได้ประเมินว่าความขัดแย้งจะรุนแรงกลับไปเท่ากับระดับในเดือนมีนาคม แต่ระหว่างการโจมตีที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ และประการที่สองคือการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ทำให้เริ่มมีความระมัดระวังตัวกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้ง”
การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลนี้ เกิดขึ้นก่อนหน้าการเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นตัวเลขเงินเฟ้อชุดสุดท้ายก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 27-28 กรกฎาคม ทั้งนี้ จากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดย Bloomberg ก่อนการประกาศตัวเลขในวันที่ 14 กรกฎาคม ตามเวลาสหรัฐ คาดการณ์ว่าดัชนี CPI ทั้งทั่วไปและพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อยในเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม คาดว่าตัวเลขทั้งสองจะยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างมาก
นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟด จะเข้าแถลงต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง เพื่อแถลงนโยบายการเงินรอบครึ่งปี หลังจากที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดการส่งสัญญาณล่วงหน้า (Forward Guidance) ที่มากเกินไปเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย โดยมีกำหนดเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการบริการทางการเงินของสภาผู้แทนราษฎร (U.S. House Committee on Financial Services) ในวันที่ 14 กรกฎาคมเวลา 10.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐและต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา (Senate Banking Committee) ในเช้าวันถัดไป (15 กรกฎาคม)
แดเมียน แมคโคลัฟ หัวหน้าฝ่ายวิจัยตราสารหนี้ของ Westpac Banking Corp. ในซิดนีย์ ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า ช่วงการซื้อขายของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี อาจถูกจำกัดเพดานไว้ที่ 4.70% อย่างไรก็ตาม “ระดับดังกล่าวมีโอกาสที่จะถูกทดสอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หากข้อมูลเงินเฟ้อไม่ได้ออกมาในทิศทางที่ผ่อนคลายลง”
หากมองข้ามเหตุการณ์ความเสี่ยงในระยะสั้น ยังคงให้น้ำหนักกับการหาจังหวะขายพันธบัตรเมื่อราคาพุ่งขึ้น
“อย่างไรก็ดี หากมองข้ามเหตุการณ์ความเสี่ยงในระยะสั้นนี้ไป เรายังคงมีแนวโน้มที่จะแนะนำให้ ‘ขายเมื่อราคาปรับตัวขึ้น’ เนื่องจากความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่าน กำลังแปรเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของการเมืองระยะกลาง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แม้จะชะลอตัวลง แต่ก็ยังคงมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้อยู่” เขากล่าว