สหรัฐขึ้นแท่นเบอร์ 1 ส่งออกฮีเลียมผลิตชิปไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หลังสงครามอิหร่าน-จีนบล็อกส่งออก
สหรัฐก้าวขึ้นเป็นแหล่งซัพพลายเออร์ก๊าซฮีเลียมเพื่อการผลิตชิปอันดับหนึ่งของไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ท่ามกลางสงครามอิหร่านและข้อจำกัดการส่งออกของจีน
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลศุลกากรว่า สหรัฐอเมริกากลายเป็นแหล่งก๊าซฮีเลียมอันดับหนึ่งสำหรับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน และมีแนวโน้มที่จะครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอีก ปัจจัยจากสงครามอิหร่านและข้อจำกัดการส่งออกของจีนส่งผลกระทบต่ออุปทานก๊าซฮีเลียมทั่วโลก ซึ่งสำคัญต่อการผลิตชิป
ที่ผ่านมา ประเทศเศรษฐกิจเทคโนโลยีหลักของเอเชียพึ่งพาการนำเข้าก๊าซฮีเลียมและก๊าซเฉื่อยอื่น ๆ (หรือที่เรียกว่าก๊าซหายาก) จากกาตาร์และจีนเป็นหลัก
ผู้บริหารรายหนึ่งของบริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริ่ง (Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. หรือ TSMC) เปิดเผยว่า กาตาร์เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตฮีเลียมที่คุ้มทุนที่สุดในโลก เนื่องจากก๊าซดังกล่าวถูกสกัดออกมาเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อันมหาศาลของประเทศ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่มีอิหร่านเข้ามาเกี่ยวข้องได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออก LNG ของกาตาร์ ซึ่งทำให้ผลผลิตฮีเลียมลดลงตาม
ในขณะเดียวกัน จีนได้ประกาศเมื่อ 10 กรกฎาคมว่า กำลังระงับการส่งออกก๊าซฮีเลียมเป็นการชั่วคราว โดยไม่ได้ระบุเหตุผล
ท่ามกลางสถานการณ์หยุดชะงักงัน สหรัฐกลายเป็นผู้ชนะอย่างชัดเจน โดยไต้หวันมีสัดส่วนการนำเข้าฮีเลียมและก๊าซเฉื่อยอื่น ๆ จากสหรัฐ พุ่งสูงขึ้นจากไม่ถึง 4% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2025 เป็นเกือบ 60% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 ในเวลาเดียวกัน ไต้หวันนำเข้าจากกาตาร์ลดลงจากเกือบ 88% ในปี 2025 เหลือเพียงประมาณ 30% ในครึ่งแรกของปีนี้ ส่วนการนำเข้าของไต้หวันจากจีนคิดเป็นสัดส่วนราว 5% ในครึ่งปีแรก
เกาหลีใต้นำเข้าฮีเลียมจากกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งซัพพลายอันดับหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ลดลงเหลือประมาณ 34% ของยอดรวมในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 จากเดิม 55% ในปีก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 56% จากประมาณ 28% ในปี 2025
สำหรับการนำเข้าจากจีน ซึ่งเคยเป็นแหล่งก๊าซเฉื่อยมากกว่าครึ่งหนึ่งของเกาหลีใต้ในปี 2022 ได้ลดลงเหลือเพียง 3.3% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026
ญี่ปุ่นมีการพึ่งพาแหล่งซัพพลายจากอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมากกว่า 83% ของการนำเข้าก๊าซหายาก ซึ่งรวมถึงฮีเลียม มาจากสหรัฐในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 28% เมื่อปี 2022 ขณะที่การนำเข้าจากจีน ซึ่งเคยคิดเป็นเกือบ 28% ในปี 2022 ลดลงเหลือเพียง 3.6% ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ เนื่องจากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ
ก๊าซฮีเลียมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากถูกนำไปใช้ในการระบายความร้อน การตรวจจับการรั่วไหล และกระบวนการเคลือบสะสม (deposition) นอกจากนี้ ยังจำเป็นต่อเทคโนโลยีลิโทกราฟีขั้นสูง (advanced lithography) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้ในการพิมพ์ลวดลายวงจรรวมลงบนแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอน
ปัจจุบัน สหรัฐมีสัดส่วนการผลิตฮีเลียมทั่วโลกประมาณ 40% ขณะที่กาตาร์และรัสเซียมีสัดส่วนราว 33% และเกือบ 10% ตามลำดับ ส่วนจีนผลิตฮีเลียมได้ไม่ถึง 2% ของโลก แต่ประเทศเศรษฐกิจหลักในเอเชียหลายแห่งเคยนำเข้าก๊าซนี้จากจีนในปริมาณมากในอดีต ซึ่งจากข้อมูลศุลกากรระบุว่า ปัจจุบันประเทศเศรษฐกิจหลักในเอเชียพึ่งพาฮีเลียมจากจีนน้อยมากแล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านการส่งออกก็อาจยังคงผลักดันให้ราคาโดยรวมพุ่งสูงขึ้นได้
ผู้บริหารในอุตสาหกรรมกล่าวว่า การตัดสินใจจำกัดการส่งออกฮีเลียมของจีน บ่งชี้ว่าจีนอาจกำลังเผชิญกับภาวะอุปทานภายในประเทศที่ตึงตัวสำหรับก๊าซที่สำคัญนี้ และกำลังพยายามสำรองไว้ใช้ในประเทศมากขึ้น
รัฐบาลจีนใช้ความได้เปรียบในการควบคุมซัพพลายเชนของวัสดุสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงแร่โลหะหายาก (rare earths) ทังสเตน และแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้าและสร้างแรงกดดันต่อประเทศต่าง ๆ ในช่วงที่มีข้อพิพาททางภูมิรัฐศาสตร์
ก่อนหน้านี้ สงครามอิหร่านและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการจัดส่งถังบรรจุก๊าซฮีเลียม ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ราคาก๊าซพุ่งสูงขึ้นไปอีก
สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน ซึ่งนำโดยผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์สำหรับก๊าซอุตสาหกรรมที่จำเป็น เช่น ฮีเลียม รวมถึงแหล่งพลังงานหลักอย่าง LNG