เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กรมราง เดินหน้า “ตั๋วร่วม” ค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท เริ่มปี’70 บีทีเอสทุ่มอัพระบบรับ EMV
Economic กรมราง เดินหน้า “ตั๋วร่วม” ค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท เริ่มปี’70 บีทีเอสทุ่มอัพระบบรับ EMV
สิ้น เซียะเสียน นักแสดง-นักรักโลกมายาฮ่องกง วัย 89
World สิ้น เซียะเสียน นักแสดง-นักรักโลกมายาฮ่องกง วัย 89
เมื่อ “ความพรีเมี่ยม” ไม่ใช่แค่สถานะ Visa Infinite ปรับเกมเจาะเศรษฐี
Business เมื่อ “ความพรีเมี่ยม” ไม่ใช่แค่สถานะ Visa Infinite ปรับเกมเจาะเศรษฐี
จับสินค้าสวมสิทธิมูลค่า 1.38 พันล้าน พร้อมขยายบัญชีเฝ้าระวังส่งออกสหรัฐ
Economic จับสินค้าสวมสิทธิมูลค่า 1.38 พันล้าน พร้อมขยายบัญชีเฝ้าระวังส่งออกสหรัฐ
ศาลปกครองกลางยกฟ้อง เพิกถอน EHIA ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ ชี้อยู่ในอำนาจ ครม.
Politics ศาลปกครองกลางยกฟ้อง เพิกถอน EHIA ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ ชี้อยู่ในอำนาจ ครม.
เปิดฉาก Thailand Content Market 2026 ปลุกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.3 หมื่นล้านเหรียญ
Economic เปิดฉาก Thailand Content Market 2026 ปลุกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.3 หมื่นล้านเหรียญ
“ซีคอน” บุกอีอีซี เปิดศูนย์รับสร้างบ้าน รับดาต้าเซ็นเตอร์ วันแรกจองแล้ว 2 ยูนิต
Real Estate “ซีคอน” บุกอีอีซี เปิดศูนย์รับสร้างบ้าน รับดาต้าเซ็นเตอร์ วันแรกจองแล้ว 2 ยูนิต
เทียบนโยบาย 3 ตัวเต็งบอร์ดประกันสังคม “ษัษฐรัมย์ – พนัส – ทองอยู่”
Politics เทียบนโยบาย 3 ตัวเต็งบอร์ดประกันสังคม “ษัษฐรัมย์ – พนัส – ทองอยู่”
ประธาน กสทช. เปิดใจเป็นแพทย์ทิ้งคนไข้ไม่ได้ ยันระหว่างรอโปรดเกล้าฯ ประกอบวิชาชีพโดยอิสระ
Politics ประธาน กสทช. เปิดใจเป็นแพทย์ทิ้งคนไข้ไม่ได้ ยันระหว่างรอโปรดเกล้าฯ ประกอบวิชาชีพโดยอิสระ
ธรรมนัส ปูดข่าวหลาย ‘อธิบดี’ จ่อโดนเด้ง เหตุไม่สนองนโยบาย ‘การเงิน’
ไฮไลท์ประชาชาติ ธรรมนัส ปูดข่าวหลาย ‘อธิบดี’ จ่อโดนเด้ง เหตุไม่สนองนโยบาย ‘การเงิน’
ดูทั้งหมด

อิหร่านชี้ MOU จบสิ้นแล้ว ปรามสายแข็งจวกการทูต-สงครามขยายวงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน

19 ก.ค. 2569 | 15:35น.
ในภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยกองทัพเรือสหรัฐนี้ แสดงเรือรบที่แล่นเป็นขบวนในเขตความรับผิดชอบของกองบัญชาการกลางสหรัฐกำลังแล่นผ่านทะเลอาหรับเมื่อ 30 มิถุนายน 2026 (ภาพกองทัพเรือสหรัฐ/กองบัญชาการกลาง)

ทางการอิหร่านระบุว่า จะไม่ปฏิบัติเอ็มโอยู ผู้นำสูงสุดเรียกร้องให้สามัคคีจากกรณีกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ขณะที่สงครามขยายวงโดยมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน สหรัฐอเมริกาโจมตีตอบโต้อีกระลอกหลังจากทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นาย จากการโจมตีของ IRGC

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือนว่าสหรัฐจะได้รับบทเรียนที่อาจลืมไม่ลงพร้อมประกาศว่าอิหร่านจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MOU) ซึ่งเป็นข้อตกลงสันติภาพในระยะแรกอีกต่อไป ขณะที่สหรัฐโจมตีอิหร่านรอบใหม่ หลังจากทหารอเมริกัน 2 นายถูกสังหารในจอร์แดน จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอิหร่าน พร้อมกันนี้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกคำเตือนให้ชาวอเมริกันทบทวนการเดินทางผ่านหรือไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการยกระดับความรุนแรงที่เหนือความคาดหมายจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เลวร้ายลงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษอีกฝ่ายละเมิดเอ็มโอยู ซึ่งอัลจาซีร่าระบุว่า อิหร่านละเมิดข้อตกลงโดยการโจมตีเรือพาณิชย์ที่แล่นในช่องแคบฮอร์มุซฝั่งโอมาน เนื่องจากอิหร่านต้องการควบคุมและจัดระเบียบช่องแคบฮอร์มุซแต่เพียงผู้เดียว อาทิ เรือที่ต้องการผ่านช่องแคบต้องประสานงานกับอิหร่านก่อน

กระทั่งล่าสุดอิหร่านประกาศเมื่อวัน 18 กรกฎาคมว่าจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเอ็มโอยูอีกต่อไป หลังจากเปิดฉากโจมตีอย่างหนักต่อประเทศเพื่อนบ้านในแถบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งรวมถึงคูเวตและจอร์แดน เพื่อตอบโต้การโจมตีรอบล่าสุดของสหรัฐ

“สหรัฐละเมิดและระงับข้อผูกพันทั้งหมดภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ (MoU) แห่งอิสลามาบัด” กาเซม การีบาบาดี (Kazem Gharibabadi) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าว

เขากล่าวเสริมในความคิดเห็นที่รายงานโดยสำนักข่าวฟาร์ส (Fars News Agency) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการว่า ส่งผลให้อิหร่าน “ระงับข้อผูกพันทั้งหมดของฝ่ายเราและการบังคับใช้ข้อตกลงเช่นเดียวกัน” และกำลัง “ง่วนอยู่กับการปกป้องประเทศ” ทั้งนี้ การีบาบาดีได้เข้าร่วมการเจรจาทางเทคนิคซึ่งอยู่ในการเจรจาเฟสสองเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ต่อมาสื่อทางการอิหร่านเผยแพร่แถลงการณ์ของโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านที่ไม่ปรากฏตัวตัวสาธารณชนตั้งแต่การโจมตีของสหรัฐสังหารคาเมเนอี ผู้เป็นบิดา ได้เตือนว่าสหรัฐะได้รับบทเรียนที่ไม่อาจลืมเลือนโดยระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ในวันเดียวกันว่า การที่สหรัฐ ละเมิดบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 60 วัน ในระหว่างที่สหรัฐ และอิหร่านกำลังเจรจาสันติภาพระยะที่สองที่มีใจความสำคัญเงื่อนไขเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นความจริงอีกครั้งว่า ลายเซ็นของประธานาธิบดีสหรัฐนั้นไร้ค่าและไม่มีผลบังคับใช้ใด ๆ

ในแถลงการณ์คาเมเนอียังได้เรียกร้องให้เกิดความสามัคคีระหว่างประชาชนและรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งเป็นการสื่อถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มสายแข็ง (hardliners) ต่อการตัดสินใจหันไปใช้แนวทางทางการทูตก่อนหน้านี้ “การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องไม่นำไปสู่ความอยุติธรรมต่อผู้บริสุทธิ์ หรือการทำลายความสามัคคีในสังคม” คาเมเนอีกล่าว

การโจมตีตอบโต้กันไปมานานหนึ่งสัปดาห์จากทั้งสองฝ่ายขยายวงกว้างเกินกว่าเป้าหมายทางทหารอย่างสิ้นเชิง โดยรวมไปถึงสะพาน สาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะกลับไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงเปราะบางที่ลงนามกันเมื่อ 17 มิถุนายน

เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 50 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 500 ราย จากการโจมตีของสหรัฐนับตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายนเป็นต้นมา

สายการบินคูเวตแอร์เวย์สปรับตารางเที่ยวบินส่วนใหญ่ใหม่ ขณะที่กระทรวงไฟฟ้าและน้ำประปาต้องจัดการกับเหตุเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลที่ถูกอิหร่านโจมตี และกระทรวงการต่างประเทศคูเวตออกแดถลงการณ์ประณามการโจมตีดังกล่าว โดยระบุว่าการมุ่งเป้าโจมตีสิ่งปลูกสร้างสำคัญซ้ำ ๆ “แสดงให้เห็นถึงแนวทางก้าวร้าวอย่างเป็นระบบที่มุ่งเป้าไปยังทรัพย์สินของพลเรือน ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน” ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

สำนักข่าวทาสนิม (Tasnim) สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า อิหร่านโจมตีระบบเรดาร์และอากาศยานของสหรัฐในกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวกลางไกล่เกลี่ยหลักระหว่างคู่ขัดแย้ง

กองบัญชาการภาคกลางสหรัฐ (US Central Command : CENTCOM) ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า การโจมตีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือพาณิชย์ และเพื่อลงโทษอย่างรวดเร็วต่อกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่เปิดฉากโจมตีทหารอเมริกันในจอร์แดนเมื่อคืนวานนี้ (17 กรกฎาคม) การโจมตียังส่งผลให้มีทหารอเมริกันบาดเจ็บ 4 นายและสูญหายอีก 1 นาย ทำให้ฝ่ายสหรัฐมียอดผู้เสียชีวิตรวมปัจจุบันเพิ่มเป็น 16 นาย นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ กองบัญชาการภาคกลางสหรัฐระบุว่า การโจมตีระลอกต่าง ๆ ของสหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาถล่มไซต์เฝ้าระวัง โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางทหาร คลังเก็บอาวุธใต้ดิน และขีดความสามารถทางทะเลของอิหร่าน

การมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนแสดงให้เห็นถึงการขยายวงของการโจมตีจากทั้งสองฝ่ายหลังจากข้อตกลงเอ็มโอยูล่ม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นนี้ยังคงห่างไกลจากระดับความรุนแรงในช่วงจุดสูงสุดของสงครามเมื่อเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายน ซึ่งในตอนนั้น สหรัฐและอิสราเอลทิ้งระเบิดถล่มเมืองต่าง ๆ ของอิหร่านเป็นวงกว้าง ส่วนอิหร่านก็ยิงโดรนและขีปนาวุธหลายพันลูกเข้าใส่กลุ่มประเทศอาหรับในแถบอ่าวเปอร์เซียและอิสราเอล

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกระตุ้นเตือนให้ชาวอเมริกันทบทวนการเดินทางผ่านหรือไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “การยกระดับความรุนแรงที่เหนือความคาดหมาย” และแนะนำให้ตรวจสอบกับสายการบินเพื่อให้แน่ใจว่าเที่ยวบินยังคงขึ้นบินตามกำหนด

น้ำมันดิบเบรนต์ปรับสูงขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นราว 4.6% ปิดตลาดที่เกือบ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน การปรับตัวขึ้นดังกล่าวมาจากรายงานของสำนักข่าว Axios ที่ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งกับอิสราเอลว่าจะส่งเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศไปยังอิสราเอลเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอาจขยายวงกว้างขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลได้ยืนยันแผนการของสหรัฐในการเพิ่มฝูงบินประจำการในอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทางด้านประเทศจีนและปากีสถานแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสหรัฐและอิหร่านยุติการสู้รบและกลับมาเริ่มเจรจากันอีกครั้ง

นอกเหนือจากการทิ้งระเบิดถล่มอิหร่านบ่อยครั้งขึ้นแล้ว สหรัฐยังกลับมาปิดล้อมท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน และได้ยกเลิกข้อยกเว้นการผ่อนปรนคว่ำบาตรต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านด้วยเช่นกัน

เมห์ราน คามราวา (Mehran Kamrava) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วิทยาเขตกาตาร์ ระบุว่า จากการที่อิหร่านยังคงเดินหน้าโจมตีเรือที่แล่นในช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง และยืนกรานว่าเรือทุกลำต้องขออนุญาตจากอิหร่านก่อนจะแล่นผ่านช่องแคบ จึงมีโอกาสสูงมากที่ทั้งสองฝ่ายจะยังคงยกระดับความรุนแรงต่อไป