อาเซียน-ญี่ปุ่น จ่ออัพเกรด AJCEP รับการค้าโลกใหม่ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทาน
อาเซียนและญี่ปุ่นเตรียมทบทวนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น หรือ AJCEP หลังบังคับใช้มาเกือบ 20 ปี มุ่งขยายความร่วมมือไปยังสาขาใหม่ให้ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ขณะที่กฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้าภายใต้พิกัดศุลกากร HS 2022 จะมีผลพร้อมกันในอาเซียนและญี่ปุ่น วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2570
นางอุมาพร ฟูตระกูล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น หรือ AJCEP-JC ครั้งที่ 22 เมื่อวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 ได้หารือแนวทางเตรียมทบทวนความตกลง AJCEP ในอนาคต เพื่อให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ความตกลง AJCEP ฉบับปัจจุบันบังคับใช้มาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี อาเซียนและญี่ปุ่นจึงเห็นความสำคัญของการขยายขอบเขตความร่วมมือไปสู่สาขาใหม่ ๆ เพื่อรองรับรูปแบบการค้าในปัจจุบัน เสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค และรับมือกับบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยประเทศสมาชิกจะหารือรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป
“อาเซียนและญี่ปุ่นเห็นถึงความสำคัญของการทบทวนความตกลง AJCEP เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือไปยังสาขาใหม่ ๆ ให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการค้าของโลก ตลอดจนเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค” นางอุมาพรกล่าว
ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าของคณะอนุกรรมการภายใต้ความตกลง AJCEP ทั้งด้านมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค กระบวนการตรวจสอบและรับรอง การค้าบริการและการลงทุน รวมถึงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับรองการบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า หรือ PSRs ภายใต้พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ HS 2022 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้พร้อมกันทั้งในอาเซียนและญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2570
สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไทยได้ขอบคุณญี่ปุ่นที่สนับสนุนโครงการความร่วมมือระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่นในสาขาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนให้หน่วยงานไทยจัดทำข้อเสนอโครงการที่เป็นประโยชน์และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค เพื่อเพิ่มศักยภาพของอาเซียนให้รองรับสภาพแวดล้อมทางการค้ารูปแบบใหม่
ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของอาเซียน และเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย โดยในปี 2568 การค้าไทย-ญี่ปุ่นมีมูลค่า 53,204.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 2.3% จากปีก่อน
ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 การค้าไทย-ญี่ปุ่นมีมูลค่า 23,879.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 9.91% แบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปญี่ปุ่น 10,800.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.95% และการนำเข้าจากญี่ปุ่น 13,079.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.07% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น 2,278.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปญี่ปุ่น ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องจักรและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากญี่ปุ่น ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า ตลอดจนส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์
ด้านการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลง AJCEP ในช่วงปี 2564-2568 ไทยขอใช้สิทธิในการส่งออกไปญี่ปุ่นเฉลี่ย 372.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็น 4.45% ของมูลค่าส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นที่ใช้สิทธิประโยชน์มีมูลค่าเฉลี่ย 468.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็น 3.22% ของมูลค่านำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์