มาห์เล ขนนวัตกรรมสุดล้ำร่วมงาน Automechanika 2026 ตั้งเป้าพอร์ตสินค้า EV โตเท่าตัว
มาห์เล เดินหน้ายกระดับอู่ซ่อมรถยนต์อิสระทั่วโลกสู่ยุคดิจิทัล ขนทัพนวัตกรรมล้ำสมัยร่วมงาน Automechanika กันยายนตั้งเป้ายกระดับสินค้าในกลุ่มอีวีเท่าตัว เป็นกว่า 2,000 รายการ ภายในปี 2573
นายฟิลิปป์ กรอสเซ ไคลมันน์ (Philipp Grosse Kleimann) สมาชิกคณะกรรมการบริหารของมาห์เล และหัวหน้าหน่วยธุรกิจมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ (MAHLE Lifecycle and Mobility) บริษัทผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนและเทคโนโลยียานยนต์จากเมืองชตุทท์การ์ท เปิดเผยว่า บริษัทกำลังพัฒนาระบบนิเวศแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ในอู่ซ่อม ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และระบบตรวจวิเคราะห์เข้าด้วยกัน ภายใต้ระบบ MAHLE Workshop Portal แพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์ที่รวบรวมข้อมูลทางเทคนิค โอกาสในการฝึกอบรม โซลูชั่นการซ่อมแซม และการสนับสนุนเฉพาะบุคคลไว้ในที่เดียว

โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวยังจะช่วยให้อู่ซ่อมรถตัดสินใจซ่อมแบตเตอรี่แรงดันสูงได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และคุ้มค่า ขณะที่ MAHLE Mobile Service จะช่วยให้อู่ซ่อมรถมืออาชีพให้บริการนอกสถานที่แก่ลูกค้าทั่วไปหรือผู้ประกอบการฟลีตรถยนต์ได้โดยตรง และจากความร่วมมือกับโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส (Rohde & Schwarz) ส่งผลให้บริษัทสามารถเปิดตัวระบบทดสอบเซ็นเซอร์เรดาร์หลังการซ่อมแซมที่ได้มาตรฐานเป็นครั้งแรก ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในตลาดอะไหล่ทดแทน
เบื้องต้นมาห์เลตั้งเป้าว่าจะการจัดหาชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า และจะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าจาก 1,000 รายการในปัจจุบัน เป็นมากกว่า 2,000 รายการภายในปี 2573
นายไคลมันน์ยังเปิดเผยว่า อู่ซ่อมรถแห่งอนาคตกำลังก้าวข้ามจากการเป็นเพียงร้านซ่อมรถ ไปสู่การเป็นศูนย์บริการสำหรับยานยนต์ที่เชื่อมต่อ ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และควบคุมด้วยซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อย ๆ และมาห์เลกำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มาห์เลทำงานใกล้ชิดกับทั้งผู้ค้าส่งอะไหล่และอู่ซ่อมรถ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้คนจะเดินทางได้
สำหรับระบบตรวจวิเคราะห์แบตเตอรี่และความเชี่ยวชาญด้านระบบแรงดันสูงผ่านอินเตอร์เฟซ CAN (Controller Area Network) และให้ผลภายในไม่กี่นาที ประเมินสภาพแบตเตอรี่อย่างแม่นยำ และให้คำแนะนำที่ชัดเจนว่าควรซ่อม เปลี่ยนใหม่ หรือส่งต่อไปยังศูนย์ซ่อมเฉพาะทาง โดยมาห์เลพร้อมดูแลอู่ซ่อมตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การถอดแบตเตอรี่ การขนส่ง ไปจนถึงการจัดทำเอกสารที่จำเป็น ช่วยลดภาระงานให้อู่ซ่อม พร้อมเปิดทางให้เข้าถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและโครงสร้างพื้นฐานจากภายนอกได้

โมเดลบริการรูปแบบใหม่นั้น อนาคตรถยนต์ไม่จำเป็นต้องถูกนำมาที่อู่เสมอไป โดยมีช่างเทคนิคเดินทางไปหาลูกค้าด้วยรถบริการเคลื่อนที่ที่มีอุปกรณ์ครบครัน การขยายบริการออกนอกสถานที่เช่นนี้ช่วยลดระยะเวลาที่รถต้องจอดซ่อม เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า และเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งทางการตลาดของศูนย์บริการ
นอกจากนี้ มาห์เลได้ร่วมมือกับ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส (Rohde & Schwarz) ปิดช่องว่างความท้าทายของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ที่อู่ซ่อมทั่วไปยังขาดโซลูชั่นที่เชื่อถือได้ด้วยการผสานระบบวิเคราะห์ MAHLE TechPRO® Digital ADAS 2.0 เข้ากับเครื่องทดสอบเรดาร์ความแม่นยำสูง RadEsT เป็นครั้งแรกที่อู่ซ่อมสามารถตรวจสอบการทำงานจริงของชิ้นส่วนเรดาร์ด้วยการจำลองสถานการณ์จราจรจริง ให้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ จัดทำเป็นเอกสารได้ และทำซ้ำได้ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและรับประกันคุณภาพการซ่อมระดับมืออาชีพ โดยระบบ MAHLE TechPRO® Digital ADAS 2.0 ที่ใช้งานอยู่แล้วสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมนี้เพิ่มได้ทันที

รวมทั้งไปสู่ความยั่งยืนด้วยไส้กรองอากาศในห้องโดยสารรุ่นใหม่ CareMetix® Natural โดยเป็นครั้งแรกที่นำเทคโนโลยีการกรองที่ยั่งยืนและประหยัดพลังงานมาผสานเข้ากับ “ขนแกะธรรมชาติ” ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ และไม่ลดทอนประสิทธิภาพการกรอง ลดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ทำให้อากาศในห้องโดยสารสะอาด ไร้กลิ่นรบกวน และลดการใช้วัสดุก่อให้เกิดไมโครพลาสติก พร้อมอายุการใช้งานที่ยาวนาน
ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวไส้กรองอากาศในห้องโดยสารรุ่นใหม่ CareMetix® Natural ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในรถยนต์เป็นครั้งแรกของการนำเทคโนโลยีการกรองที่ยั่งยืนและประหยัดพลังงานมาผสานเข้ากับขนแกะ มาห์เลจะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่เหล่านี้ ในงาน Automechanika ณ Frankfurt am Main (Hall 9) ระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2569