ฟองสบู่ ‘เอไอ’ ระวังซ้ำรอยวิกฤตหุ้นญี่ปุ่น
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในเวลานี้ก็คือ การผงาดขึ้นมาครองตลาดของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ยิ่ง “เอ็นวีเดีย” ออกมาแถลงผลประกอบการรายไตรมาสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนยิ่งเชื่อถนัดใจมากขึ้นไปอีกว่า “เอไอ” นี่แหละคืออนาคตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
โดยข้อเท็จจริงพื้นฐานแล้วผลประกอบการของเอ็นวีเดียดูเหมือนว่าจะปราศจากสิ่งเคลือบแคลงใด ๆ เพราะกำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึงเกือบ 60,000 ล้านดอลลาร์ ทั้ง ๆ ที่ เอ็นวีเดียเคยมีรายรับแค่ 6,200 ล้านดอลลาร์เมื่อ 3 ปีก่อนหน้านี้ แน่นอนรายได้โดยรวมของบริษัทย่อมขยายตัวตามขึ้นไปด้วยเป็นเกือบเท่าตัว คือขยับขึ้นเป็น 96,220 ล้านดอลลาร์ แถมยังบอกไว้ด้วยว่า ในปีงบประมาณหน้ารายรับโดยรวมของบริษัทคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นไปอีกราว ๆ 70%
แต่หลายคนไม่ได้คิดเช่นนั้น กลับคิดไปว่าเอไอมีปัญหาอยู่ในตัวของมันเอง แถมยังเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณชนอีกด้วย เพราะจนถึงขณะนี้คนอเมริกันจำนวนหลายล้านคนกลายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทนี้อยู่ในมือ แล้วก็มีอีกเป็นจำนวนมากที่เป็นเจ้าของผ่านทางกองทุนเพื่อการเกษียณอายุต่าง ๆ
ด้วยเหตุนี้หากเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นของเอ็นวีเดีย ผลเสียหายย่อมเกิดกับผู้ที่ถือหุ้นเหล่านี้ นอกเหนือจากจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโลกการเงินของโลก ด้วยเหตุที่หุ้นของเอ็นวีเดียมีขนาดใหญ่โตมากจนปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็นผลกระทบในหลายมิติขึ้นมาในทันที
ปัญหาแรกสุดที่ฉายให้เห็นในภาพรวมการเป็นปัญหาของหุ้นของเอ็นวีเดียก็คือ การที่หุ้นเอ็นวีเดียมีราคาแพงมากแต่กลับเป็นที่ต้องการสูงมากในขณะเดียวกัน ผลก็คือผู้ซื้อหลายคนอาจต้องหาหนทางอื่นใดเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้สามารถซื้อหุ้นของเอ็นวีเดียมาครอบครองจนได้ ไม่ว่าจะเป็นการกู้หนี้ยืมสิน หรืออะไรก็ตาม
แต่ว่าไปแล้วก็อาจมีคนแย้งว่า นี่ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ตั้งแต่แอมะซอน, กูเกิล, เมต้า และไมโครซอฟท์ ต่างล้วนแล้วแต่จัดทำโครงการมูลค่ารวมมหาศาลถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่ภายในแน่นอนเต็มไปด้วยชิปประมวลผลของเอ็นวีเดีย บริษัททั้งหมดนี้มีผู้เคยประเมินคร่าว ๆ ไว้ว่า หากรวมเอาเอ็นวีเดียเข้าไปด้วยมีมูลค่ารวมก็จะสูงคิดเป็นสัดส่วนราว 23% ของมูลค่าตลาดทั้งตลาดของสหรัฐอเมริกา
ปัญหาอย่างเดียวที่มีก็คือ ลูกค้าขนาดใหญ่ของเอ็นวีเดียเหล่านี้ 2-3 เจ้ากำลังเร่งมือก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ เพื่อใช้เป็นหนทางในการทำเงิน
แม้ว่าตอนลงทุนจะต้องลงทุนมหาศาลเพียงใดก็ตาม
เพื่อให้โครงการทั้งหมดเป็นไปได้ เอ็นวีเดียเลยเริ่มต้นเข้ามายุ่มย่ามด้วยการ “ร่วมลงทุน” หรือไม่ก็นำเงินมา “ลงทุน” ร่วมด้วยในโครงการของลูกค้ารายใหญ่เหล่านี้
ผลก็คือ เอ็นวีเดียเข้าไปทำหน้าที่เปรียบเสมือน “นายประกัน” ของโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการของ “โอเพ่นเอไอ” ผู้เล่นในแวดวงเอไอที่ว่ากันว่า ทะเยอทะยานมากที่สุดรายหนึ่ง
แน่นอนในฐานะตัวแทนของบริษัท “เจนเซ่น หวง” ถึงพยายามโน้มน้าวให้ทุกคนเห็นดีเห็นงามกับการดำเนินการดังกล่าว หลังแถลงผลประกอบการ ด้วยการชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มในแวดวงเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงและจะส่งผลกระทบต่อบริษัทคอมพิวเตอร์ทุกบริษัท เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะกลายเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลสะเทือนทางด้านเทคโนโลยีมากที่สุดในประวัติศาสตร์
แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคน รวมทั้ง นาวีน ชาบรา นักวิเคราะห์หลักของฟอร์เรสเตอร์ ผู้ให้บริการคำปรึกษาสำหรับผู้ลงทุน กล่าวผ่านวอลล์สตรีต เจอร์นัล ว่า สิ่งที่เอ็นวีเดียลืมคำนึงถึงไปก็คือ แม้ว่าชิปของเอ็นวีเดียจะเป็นที่ต้องการอย่างมากก็จริง แต่โดยข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ จนถึงบัดนี้ยังไม่มีบริษัทใดทำกำไรได้จากเอไอที่เป็นผลผลิตสุดท้ายของตนมาก่อนเลย แม้แต่บริษัทแถวหน้าอย่างเช่น แอนโทรปิก (Anthropic) เจ้าของโอเพ่นเอไอเองก็ยังต้องลำบากแสนสาหัสกว่าจะได้ลูกค้าที่ยินดีจ่ายเงินสำหรับใช้งานเอไอของตน ที่ถือกันว่าก้าวหน้าที่สุดในเวลานี้
เหตุผลหลักที่ทำให้เรื่องดังกล่าวนี้เป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา ก็เพราะว่าบริษัทเอไอจากประเทศจีนก็พยายามหาหนทางที่จะเปลี่ยนคำสั่งห้ามขายชิปของเอ็นวิเดียให้กับจีนให้เป็นข้อเท็จจริงที่ได้เปรียบสำหรับพวกตน ด้วยการสร้างโมเดลเอไอราคาถูกที่ใช้องค์ประกอบพื้นฐานไม่แพงและน้อยกว่าของสหรัฐอเมริกา แน่นอนบริษัทจีนย่อมเผชิญปัญหาการทำรายได้จากผลิตภัณฑ์เอไอของตนเช่นเดียวกัน แต่ด้วยโครงสร้างราคาถูกนี้ทำให้บริษัทจีนสามารถแข่งขันได้จากต้นทุนระดับต่ำกว่า แถมยังได้เปรียบบริษัทอเมริกันอยู่หนึ่งช่วงตัวอีกด้วย
เรื่องนี้ส่งผลให้เอ็นวีเดียพยายามไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาในโครงการที่เรียกว่า “Open-Weight AI model” เพื่อดึงต้นทุนให้ลงมามากขึ้น สำหรับใช้ในการแข่งขันกับโครงการโอเพ่น ซอร์ซ เอไอของฝ่ายจีนอย่างเช่น ดีพซีค (DeepSeek) ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้มีอยู่อย่างเดียวก็คือ เอ็นวีเดียจำเป็นต้องหันไปลดการให้การสนับสนุนต่อบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันที่เริ่มต้นให้การสนับสนุนไปแล้ว สำหรับการลงทุนใหม่ทั้งหลายนี้
ข้อที่น่าสนใจก็คือ นักวิเคราะห์บางคนนำสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไปเทียบเคียงแล้วบอกว่า สภาพเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน “ญี่ปุ่น” ก่อนหน้าที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะแตกไม่มีผิด เพราะในเวลานั้นบริษัทญี่ปุ่นพากันลงทุนไขว้กันไปไขว้กันมา แล้วแข่งกันประมูลเพื่อดึงมูลค่าของตลาดโดยรวมให้สูงขึ้นถึงกว่า 60% ก่อนที่จะมีปัญหาเมื่อเกิดวิกฤตเข้ามากระทบจากภายนอก เพราะหุ้นเหล่านี้ไม่สามารถซื้อขายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทอื่น ๆ สุดท้ายก็ชวนกันล่มทั้งตลาด และต้องใช้เวลานานกว่า 34 ปีตลาดถึงจะผงกหัวมาอยู่ในระดับที่เคยเป็นได้
คำถามสำคัญที่ต้องถามให้จับตามองกันก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเอไอของสหรัฐอเมริกา เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหุ้นญี่ปุ่นหรือไม่
ถ้าใช่ก็กลั้นลมหายใจรอวิกฤตกันได้เลย