เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
ราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 1,600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 1,600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,900 บาท
15 ปี “IKEA” กางแผนรุกสโตร์ไซส์เล็ก ชู “ชุดครัว-จัดระเบียบบ้าน” 
Business 15 ปี “IKEA” กางแผนรุกสโตร์ไซส์เล็ก ชู “ชุดครัว-จัดระเบียบบ้าน” 
‘คีชา แลนซ์ บอตทอมส์’ หญิงผิวดำคนแรก ชนะเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐสหรัฐ
World ‘คีชา แลนซ์ บอตทอมส์’ หญิงผิวดำคนแรก ชนะเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐสหรัฐ
บุญรอด สปีดตลาดนอนแอลเกาหลีโค้งท้ายปี ’69 อัดอีเวนต์-โฆษณา ดันโซดาสิงห์
Business บุญรอด สปีดตลาดนอนแอลเกาหลีโค้งท้ายปี ’69 อัดอีเวนต์-โฆษณา ดันโซดาสิงห์
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงสืบสาน-ต่อยอด ‘ประกวดผ้าลายพระราชทาน’
Biz Movement เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงสืบสาน-ต่อยอด ‘ประกวดผ้าลายพระราชทาน’
หลบความผันผวนโลก ตั้งรับด้วยธีม Laggard & Earnings Play
Finance หลบความผันผวนโลก ตั้งรับด้วยธีม Laggard & Earnings Play
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026 สว.เดโมแครตพาเหรดพลิกขั้วเก่า-โค่นแชมป์ “เท็กซัส” รอบ 30 ปี
World เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026 สว.เดโมแครตพาเหรดพลิกขั้วเก่า-โค่นแชมป์ “เท็กซัส” รอบ 30 ปี
เอกนิติ ชี้ต้องเปลี่ยน K-Shape เป็น V-Shape จ่อประกาศรีฟอร์มคลังด้วย ‘STI DEE’ 11 พ.ย.นี้
Finance เอกนิติ ชี้ต้องเปลี่ยน K-Shape เป็น V-Shape จ่อประกาศรีฟอร์มคลังด้วย ‘STI DEE’ 11 พ.ย.นี้
“ศุภจี” ถกรัฐมนตรีเอเปค ดัน FTA-DEFA ปูทางการค้าใหม่ ก่อนผู้นำถกที่จีน
Economic “ศุภจี” ถกรัฐมนตรีเอเปค ดัน FTA-DEFA ปูทางการค้าใหม่ ก่อนผู้นำถกที่จีน
ดูทั้งหมด

ฟองสบู่ ‘เอไอ’ ระวังซ้ำรอยวิกฤตหุ้นญี่ปุ่น

02 ก.ย. 2569 | 07:05น.
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก 
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ 

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในเวลานี้ก็คือ การผงาดขึ้นมาครองตลาดของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ยิ่ง “เอ็นวีเดีย” ออกมาแถลงผลประกอบการรายไตรมาสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนยิ่งเชื่อถนัดใจมากขึ้นไปอีกว่า “เอไอ” นี่แหละคืออนาคตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

โดยข้อเท็จจริงพื้นฐานแล้วผลประกอบการของเอ็นวีเดียดูเหมือนว่าจะปราศจากสิ่งเคลือบแคลงใด ๆ เพราะกำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึงเกือบ 60,000 ล้านดอลลาร์ ทั้ง ๆ ที่ เอ็นวีเดียเคยมีรายรับแค่ 6,200 ล้านดอลลาร์เมื่อ 3 ปีก่อนหน้านี้ แน่นอนรายได้โดยรวมของบริษัทย่อมขยายตัวตามขึ้นไปด้วยเป็นเกือบเท่าตัว คือขยับขึ้นเป็น 96,220 ล้านดอลลาร์ แถมยังบอกไว้ด้วยว่า ในปีงบประมาณหน้ารายรับโดยรวมของบริษัทคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นไปอีกราว ๆ 70%

แต่หลายคนไม่ได้คิดเช่นนั้น กลับคิดไปว่าเอไอมีปัญหาอยู่ในตัวของมันเอง แถมยังเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณชนอีกด้วย เพราะจนถึงขณะนี้คนอเมริกันจำนวนหลายล้านคนกลายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทนี้อยู่ในมือ แล้วก็มีอีกเป็นจำนวนมากที่เป็นเจ้าของผ่านทางกองทุนเพื่อการเกษียณอายุต่าง ๆ 

ด้วยเหตุนี้หากเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นของเอ็นวีเดีย ผลเสียหายย่อมเกิดกับผู้ที่ถือหุ้นเหล่านี้ นอกเหนือจากจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโลกการเงินของโลก ด้วยเหตุที่หุ้นของเอ็นวีเดียมีขนาดใหญ่โตมากจนปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็นผลกระทบในหลายมิติขึ้นมาในทันที

ปัญหาแรกสุดที่ฉายให้เห็นในภาพรวมการเป็นปัญหาของหุ้นของเอ็นวีเดียก็คือ การที่หุ้นเอ็นวีเดียมีราคาแพงมากแต่กลับเป็นที่ต้องการสูงมากในขณะเดียวกัน ผลก็คือผู้ซื้อหลายคนอาจต้องหาหนทางอื่นใดเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้สามารถซื้อหุ้นของเอ็นวีเดียมาครอบครองจนได้ ไม่ว่าจะเป็นการกู้หนี้ยืมสิน หรืออะไรก็ตาม

แต่ว่าไปแล้วก็อาจมีคนแย้งว่า นี่ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ตั้งแต่แอมะซอน, กูเกิล, เมต้า และไมโครซอฟท์ ต่างล้วนแล้วแต่จัดทำโครงการมูลค่ารวมมหาศาลถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่ภายในแน่นอนเต็มไปด้วยชิปประมวลผลของเอ็นวีเดีย บริษัททั้งหมดนี้มีผู้เคยประเมินคร่าว ๆ ไว้ว่า หากรวมเอาเอ็นวีเดียเข้าไปด้วยมีมูลค่ารวมก็จะสูงคิดเป็นสัดส่วนราว 23% ของมูลค่าตลาดทั้งตลาดของสหรัฐอเมริกา

ปัญหาอย่างเดียวที่มีก็คือ ลูกค้าขนาดใหญ่ของเอ็นวีเดียเหล่านี้ 2-3 เจ้ากำลังเร่งมือก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ เพื่อใช้เป็นหนทางในการทำเงิน 

แม้ว่าตอนลงทุนจะต้องลงทุนมหาศาลเพียงใดก็ตาม

เพื่อให้โครงการทั้งหมดเป็นไปได้ เอ็นวีเดียเลยเริ่มต้นเข้ามายุ่มย่ามด้วยการ “ร่วมลงทุน” หรือไม่ก็นำเงินมา “ลงทุน” ร่วมด้วยในโครงการของลูกค้ารายใหญ่เหล่านี้

ผลก็คือ เอ็นวีเดียเข้าไปทำหน้าที่เปรียบเสมือน “นายประกัน” ของโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการของ “โอเพ่นเอไอ” ผู้เล่นในแวดวงเอไอที่ว่ากันว่า ทะเยอทะยานมากที่สุดรายหนึ่ง 

แน่นอนในฐานะตัวแทนของบริษัท “เจนเซ่น หวง” ถึงพยายามโน้มน้าวให้ทุกคนเห็นดีเห็นงามกับการดำเนินการดังกล่าว หลังแถลงผลประกอบการ ด้วยการชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มในแวดวงเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงและจะส่งผลกระทบต่อบริษัทคอมพิวเตอร์ทุกบริษัท เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะกลายเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลสะเทือนทางด้านเทคโนโลยีมากที่สุดในประวัติศาสตร์

แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคน รวมทั้ง นาวีน ชาบรา นักวิเคราะห์หลักของฟอร์เรสเตอร์ ผู้ให้บริการคำปรึกษาสำหรับผู้ลงทุน กล่าวผ่านวอลล์สตรีต เจอร์นัล ว่า สิ่งที่เอ็นวีเดียลืมคำนึงถึงไปก็คือ แม้ว่าชิปของเอ็นวีเดียจะเป็นที่ต้องการอย่างมากก็จริง แต่โดยข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ จนถึงบัดนี้ยังไม่มีบริษัทใดทำกำไรได้จากเอไอที่เป็นผลผลิตสุดท้ายของตนมาก่อนเลย แม้แต่บริษัทแถวหน้าอย่างเช่น แอนโทรปิก (Anthropic) เจ้าของโอเพ่นเอไอเองก็ยังต้องลำบากแสนสาหัสกว่าจะได้ลูกค้าที่ยินดีจ่ายเงินสำหรับใช้งานเอไอของตน ที่ถือกันว่าก้าวหน้าที่สุดในเวลานี้

เหตุผลหลักที่ทำให้เรื่องดังกล่าวนี้เป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา ก็เพราะว่าบริษัทเอไอจากประเทศจีนก็พยายามหาหนทางที่จะเปลี่ยนคำสั่งห้ามขายชิปของเอ็นวิเดียให้กับจีนให้เป็นข้อเท็จจริงที่ได้เปรียบสำหรับพวกตน ด้วยการสร้างโมเดลเอไอราคาถูกที่ใช้องค์ประกอบพื้นฐานไม่แพงและน้อยกว่าของสหรัฐอเมริกา แน่นอนบริษัทจีนย่อมเผชิญปัญหาการทำรายได้จากผลิตภัณฑ์เอไอของตนเช่นเดียวกัน แต่ด้วยโครงสร้างราคาถูกนี้ทำให้บริษัทจีนสามารถแข่งขันได้จากต้นทุนระดับต่ำกว่า แถมยังได้เปรียบบริษัทอเมริกันอยู่หนึ่งช่วงตัวอีกด้วย

เรื่องนี้ส่งผลให้เอ็นวีเดียพยายามไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาในโครงการที่เรียกว่า “Open-Weight AI model” เพื่อดึงต้นทุนให้ลงมามากขึ้น สำหรับใช้ในการแข่งขันกับโครงการโอเพ่น ซอร์ซ เอไอของฝ่ายจีนอย่างเช่น ดีพซีค (DeepSeek) ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้มีอยู่อย่างเดียวก็คือ เอ็นวีเดียจำเป็นต้องหันไปลดการให้การสนับสนุนต่อบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันที่เริ่มต้นให้การสนับสนุนไปแล้ว สำหรับการลงทุนใหม่ทั้งหลายนี้

ข้อที่น่าสนใจก็คือ นักวิเคราะห์บางคนนำสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไปเทียบเคียงแล้วบอกว่า สภาพเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน “ญี่ปุ่น”  ก่อนหน้าที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะแตกไม่มีผิด เพราะในเวลานั้นบริษัทญี่ปุ่นพากันลงทุนไขว้กันไปไขว้กันมา แล้วแข่งกันประมูลเพื่อดึงมูลค่าของตลาดโดยรวมให้สูงขึ้นถึงกว่า 60% ก่อนที่จะมีปัญหาเมื่อเกิดวิกฤตเข้ามากระทบจากภายนอก เพราะหุ้นเหล่านี้ไม่สามารถซื้อขายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทอื่น ๆ สุดท้ายก็ชวนกันล่มทั้งตลาด และต้องใช้เวลานานกว่า 34 ปีตลาดถึงจะผงกหัวมาอยู่ในระดับที่เคยเป็นได้

คำถามสำคัญที่ต้องถามให้จับตามองกันก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเอไอของสหรัฐอเมริกา เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหุ้นญี่ปุ่นหรือไม่

ถ้าใช่ก็กลั้นลมหายใจรอวิกฤตกันได้เลย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฟองสบู่ AI