ไทย-สหรัฐ เร่งปิดดีล ART “ศุภจี” หวังภาษีแข่งขันได้เทียบเพื่อนบ้าน
“ศุภจี” เผยผลหารือ USTR ที่กรุงวอชิงตัน ไทย-สหรัฐสามารถหาข้อสรุปในสาระสำคัญของการเจรจา ART ร่วมกันได้ ก่อนสหรัฐประกาศผลไต่สวนมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง โดยฝ่ายสหรัฐให้ความมั่นใจว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีอย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้ พร้อมมอบทีมเทคนิคเร่งเก็บประเด็นปลีกย่อยให้เสร็จโดยเร็ว หวังรักษาตลาดส่งออกสหรัฐอันดับ 1 ของไทย มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท และการจ้างงานกว่า 400,000 ตำแหน่ง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า ภาพรวมการหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี และมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความยินดีต่อความตั้งใจของฝ่ายไทย และทั้งสองฝ่ายสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ขณะเดียวกัน ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่า ไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคเร่งสรุปประเด็นปลีกย่อยที่ยังเหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด
เร่งปิดดีล ART ไทย-สหรัฐ
นางศุภจีกล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ คือการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ให้มีความคืบหน้าและนำไปสู่ข้อสรุป
ภารกิจดังกล่าวได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้งไทยและสหรัฐฯ ในระยะยาว
ก่อนการเดินทาง นางศุภจีได้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาของทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้หารือทางโทรศัพท์กับนาย Greer เพื่อย้ำความตั้งใจของไทยที่จะเร่งผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว
ในช่วงเดียวกัน ทีมประเทศไทยได้เดินทางมาเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นทางเทคนิคที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นแตกต่างกัน
จากภาษี 36% เหลือ 19%
นางศุภจีกล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือผลักดันให้ประเทศคู่ค้าที่เกินดุลเข้าสู่การเจรจาปรับสมดุลทางการค้า
ไทยเคยถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariff ภายใต้กฎหมาย IEEPA ในอัตรา 36% ก่อนจะลดลงเหลือ 19% ภายหลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568
ต่อมา แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่าการเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สหรัฐฯ ได้หันมาใช้มาตรา 122 เก็บภาษีในอัตรา 10% จากทุกประเทศแทน
จากข้อจำกัดด้านระยะเวลาของมาตรา 122 สหรัฐฯ จึงเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพิ่มเติมอีก 2 กรณี ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนทั้งสองกรณี
ม.301 แรงงานบังคับ ไทยอยู่กลุ่ม 12.5%
นางศุภจีระบุว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีภายใต้การไต่สวนมาตรา 301 กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับไว้ที่ 12.5% สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ
ขณะที่ประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว จะถูกกำหนดอัตราภาษีที่ 10%
ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผลไต่สวน โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความตั้งใจว่าจะเร่งพิจารณาอัตราภาษีควบคู่ไปกับความคืบหน้าของการเจรจา ART
ปกป้องตลาดอันดับ 1 มูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท
นางศุภจีกล่าวว่า การเร่งผลักดัน ART มีความสำคัญโดยตรงต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 2.37 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยังเกี่ยวข้องกับการจ้างงานภายในประเทศมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศไทย
หากการเจรจาสามารถได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน จะช่วยให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค รักษาความสามารถของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ และลดความเสี่ยงต่ออาชีพในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร
ART ครอบคลุม NTB-ดิจิทัล-โอกาสการค้า
นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า ART เป็นกรอบความตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ ผลักดันให้จัดทำกับประเทศคู่ค้าที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า เพื่อปรับสมดุลทางการค้าระหว่างกัน
กรอบดังกล่าวครอบคลุมประเด็นสำคัญ ทั้งการจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และโอกาสเชิงพาณิชย์ โดยประเทศคู่ค้าที่สามารถสรุปความตกลงร่วมกับสหรัฐฯ ได้ มีโอกาสได้รับการพิจารณาอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำลงและแข่งขันได้มากขึ้น
สำหรับปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 2.37 ล้านล้านบาท และนำเข้าจากสหรัฐฯ ประมาณ 7 แสนล้านบาท ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ 1.68 ล้านล้านบาท
“การเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของฝ่ายไทยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาในการผลักดันการเจรจา ART สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของไทยในการเดินหน้าผลักดันความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ในทุกมิติ” นางศุภจีกล่าว
พร้อมระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือทำให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันได้ รักษาตลาดส่งออก รักษาการจ้างงาน และรายได้ของประชาชน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

