‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
รปศ. DPU เชิญ ‘ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบนโยบายเฉพาะรับมิติโลกใหม่
เมื่อวันที่ 6 ก.ย. หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ได้จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษในรายวิชาสัมมนาศาสตร์นโยบายสาธารณะ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมบรรยายในหัวข้อ “กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายสาธารณะจริงหรือ?” เพื่อเปิดมุมมองเชิงวิชาการและแนวปฏิบัติจริงให้แก่นักศึกษาดุษฎีบัณฑิต โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์และผู้รับผิดชอบรายวิชา ให้การต้อนรับ
ศ.ดร.นครินทร์ ได้เปิดมุมมองด้วยการสะท้อนโครงสร้างกฎหมายของไทยในปัจจุบัน ซึ่งพบว่ามีปริมาณสะสมเป็นจำนวนมากและมีความซับซ้อนหลายระดับ โดยประกอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ฉบับที่ 20 จำนวน 1 ฉบับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) 10 ฉบับ พระราชบัญญัติ 917 ฉบับ พระราชกำหนด 40 ฉบับ และประมวลกฎหมาย 8 ฉบับ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายลำดับรองและเครื่องมือทางบริหาร ได้แก่ พระราชกฤษฎีกา 7,405 ฉบับ กฎกระทรวง 7,613 ฉบับ ตลอดจนประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกกว่า 565 ฉบับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีกฎหมายจำนวนมหาศาลและมีลักษณะการบังคับใช้ที่หลากหลายอย่างยิ่ง
จากสภาพการณ์ทางกฎหมายดังกล่าว ศ.ดร.นครินทร์ ชี้ว่าการกำหนดนโยบายสาธารณะของไทยในปัจจุบันมีทั้งมิติที่มีกฎหมายรองรับโดยตรงและที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับเฉพาะ โดยที่มาของนโยบายเกิดจากข้อเสนอที่หลากหลาย ทั้งจากข้าราชการประจำ พรรคการเมือง ภาคเอกชน ภาคประชาชน หรือแม้แต่พันธกรณีในสัญญาระหว่างประเทศ ขณะที่กลไกขับเคลื่อนก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่นโยบายที่แถลงต่อสภาและมติคณะรัฐมนตรีของฝ่ายการเมือง กลไกสำนักงานปลัดและการขับเคลื่อนระดับกรมของข้าราชการประจำ การขับเคลื่อนด้านความมั่นคงผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกองทัพ ไปจนถึงข้อเสนอจากภาคประชาสังคมและกลุ่มทุน เช่น สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย และกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กกร.)
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นโจทย์ชวนคิดคือ การพิจารณาเลือกใช้ประเภทของกฎหมายให้สอดคล้องกับขนาดและระดับของนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ว่าควรขับเคลื่อนด้วยรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา หรือกฎกระทรวง พร้อมกันนี้ยังมีข้อเสนอเชิงโครงสร้างว่า ประเทศไทยควรมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ออกแบบและกำหนดนโยบายสาธารณะโดยเฉพาะ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงมิติกฎหมายเข้ากับการพัฒนาได้อย่างคล่องตัว โดยได้ยกตัวอย่างนโยบายศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญ เป็นกรณีศึกษาให้นักศึกษาปริญญาเอกได้ร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้นรอบด้าน

