เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“สมศักดิ์” เร่งขับเคลื่อนนโยบายเกษตร ดันเพิ่มมูลค่าสินค้า-ยกระดับสหกรณ์ 1.09 หมื่นแห่ง
Economic “สมศักดิ์” เร่งขับเคลื่อนนโยบายเกษตร ดันเพิ่มมูลค่าสินค้า-ยกระดับสหกรณ์ 1.09 หมื่นแห่ง
“หอการค้าไทย” ชี้ ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ จับตาการเมือง-น้ำมัน-ART ก่อนเชื่อมั่นฟื้นต่อ
Economic “หอการค้าไทย” ชี้ ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ จับตาการเมือง-น้ำมัน-ART ก่อนเชื่อมั่นฟื้นต่อ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งปลุก IPO ไทย หั่นเวลาเข้าเทรดเหลือ 90 วัน ลุ้นปี’70 ฟื้น
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งปลุก IPO ไทย หั่นเวลาเข้าเทรดเหลือ 90 วัน ลุ้นปี’70 ฟื้น
“เบอร์เกอร์คิง” แก้เกมทัวริสต์วูบ สปีดไซซ์เล็กเจาะในประเทศ ดึง “ดราก้อนบอล” ดันยอด
Business “เบอร์เกอร์คิง” แก้เกมทัวริสต์วูบ สปีดไซซ์เล็กเจาะในประเทศ ดึง “ดราก้อนบอล” ดันยอด
เวทีรับฟังร่างแผน PDP ถกเข้ม จี้เปิดสมมติฐานต้นทุนพลังงาน-ทบทวน CCS, SMR, เร่งให้เร็วเหมือนเวียดนาม
Economic เวทีรับฟังร่างแผน PDP ถกเข้ม จี้เปิดสมมติฐานต้นทุนพลังงาน-ทบทวน CCS, SMR, เร่งให้เร็วเหมือนเวียดนาม
ศาลปกครองสั่งรัฐเร่งแก้ปัญหา ‘ปลาหมอคางดำ’ ขีดเส้นตาย 180 วัน
News ศาลปกครองสั่งรัฐเร่งแก้ปัญหา ‘ปลาหมอคางดำ’ ขีดเส้นตาย 180 วัน
ราคาทองวันนี้ (8 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ 69,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (8 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ 69,400 บาท
คลังย้ำผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี’69 แก้ไขข้อมูลได้ถึง 20 ก.ย. นี้
Finance คลังย้ำผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี’69 แก้ไขข้อมูลได้ถึง 20 ก.ย. นี้
รัฐบาลช่วยเหลือทางการเงิน สปป.ลาว สร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง 1,783 ล้าน
Politics รัฐบาลช่วยเหลือทางการเงิน สปป.ลาว สร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง 1,783 ล้าน
รถไฟฟ้าสายสีแดง ปรับเกณฑ์ค่าโดยสารเด็ก อายุไม่เกิน 7 ปีนั่งฟรี เริ่ม 13 ก.ย. 69
News รถไฟฟ้าสายสีแดง ปรับเกณฑ์ค่าโดยสารเด็ก อายุไม่เกิน 7 ปีนั่งฟรี เริ่ม 13 ก.ย. 69
ดูทั้งหมด

นายกสิงคโปร์ ชี้ เงินเดือนนักการเมืองต้องสูง ถึงจะดึง ‘คนเก่ง’ มาทำงานได้

08 ก.ย. 2569 | 13:14น.

นายกฯ สิงคโปร์ ชี้ ขึ้นเงินเดือนนักการเมือง เพิ่มโอกาสดึงคนเก่งเข้าสู่การเมือง หวั่นรายได้เอกชนทิ้งห่างกระทบการสืบทอดผู้นำ

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ เปิดเผยว่า การปรับเพิ่มเงินเดือนนักการเมืองจะช่วยให้รัฐบาลมีโอกาสมากขึ้น ในการโน้มน้าวชาวสิงคโปร์ที่มีความสามารถให้เข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง ทั้งเตือนว่า ช่องว่างรายได้ระหว่างตำแหน่งทางการเมืองกับภาคเอกชนกว้างขึ้น อาจทำให้การสร้างและส่งต่อผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศทำได้ยาก

CNA รายงานว่า นายกกล่าวแถลงต่อรัฐสภาสิงคโปร์ เช้าวันนี้ภายหลังรัฐบาลประกาศการปรับเงินเดือนรัฐมนตรีตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระที่เข้ามาทบทวนค่าตอบแทนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

โดยยอมรับว่า เรื่องเงินเดือนนักการเมืองเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ และตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เนื่องจากค่าตอบแทนดังกล่าวสูงกว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม นายกระบุว่า สิงคโปร์ใช้ระบบที่เปิดกว้างและยึดหลักความโปร่งใสเกี่ยวกับเงินเดือนรัฐมนตรี

จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงประเด็นดังกล่าวเพียงเพราะเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองได้

โดยการปรับค่าตอบแทนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้เขาและนายกรัฐมนตรีในอนาคตสามารถสร้างทีมผู้นำที่มีความสามารถได้มากที่สุด

หาคนรุ่นใหม่ยากขึ้น

นายกเผยว่า ก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เคยติดต่อข้าราชการระดับปลัดกระทรวงอาวุโสหลายคน ที่มองว่ามีศักยภาพ และบุคลิกเหมาะสมกับการเป็นผู้นำทางการเมือง ซึ่งประสบการณ์ในราชการจะทำให้บุคคลเหล่านี้สามารถเข้ารับผิดชอบกระทรวงสำคัญได้ทันการ

Advertisement

แต่ท้ายที่สุด ก็ไม่มีใครตัดสินใจเข้าสู่การเมือง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสามารถดึงเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเข้ามาได้ เช่น เจฟฟรีย์ ซิ่ว, เดวิด นีโอ และจัสมิน เลา ซึ่งนายกมองว่า คนรุ่นใหม่เหล่านี้ยังมีเวลาในการพัฒนาตัวเองและเติบโตในเส้นทางการเมืองอีกมาก

ในประเด็นการเปลี่ยนผ่านผู้นำ นายกกล่าวว่า ลี เซียน ลุง ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโส เคยตั้งใจที่จะส่งต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเร็วกว่านี้ แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหลายประการ ทั้งกรณีเฮง สวี คีต อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ประสบภาวะเส้นเลือดในสมองแตก รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านล่าช้าออกไป

เมื่อนายกขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงตระหนักว่าการสร้างผู้นำรุ่นใหม่เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะหลังจากสิงคโปร์ปรับลดเงินเดือนนักการเมืองในปี 2012 และไม่ได้ปรับมาตรฐานเงินเดือนดังกล่าวอีกเป็นเวลา 15 ปี เป็นเหตุผลดึงคนเข้าสู่การเมืองยากขึ้น

ปัจจุบันสมาชิกคณะรัฐมนตรีอาวุโสที่สุด 3 คน ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีแกน คิม ยง รัฐมนตรีมหาดไทยเค ชานมูกัม และรัฐมนตรีต่างประเทศวิเวียน บาลากริชนัน ซึ่งต่างรับผิดชอบกระทรวงสำคัญ และจะมีอายุ 70 ปีขึ้นไปภายในวาระรัฐบาลถัดไป

รัฐบาลไม่ควรวางแผนโดยตั้งสมมติฐานว่าทั้งสามคนจะยังคงเป็นผู้ดูแลกระทรวงเหล่านี้ต่อไป แต่จำเป็นต้องเตรียมคนรุ่นต่อไปเข้ามารับช่วง เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของทีมรัฐบาลและสถาบันของประเทศ

รัฐมนตรีทั้งสามคนเองก็ได้ผลักดันให้เขาจัดทำแผนการสืบทอดตำแหน่ง

การหาคนที่สามารถขึ้นมาทดแทนรัฐมนตรีระดับดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งหว่องกำลังเผชิญความท้าทายในการหาผู้สืบทอดเช่นกัน

ดึงคนเก่งจากภาคเอกชนยิ่งยาก

การดึงคนจากภาคราชการมาทำการเมืองว่ายากแล้ว แต่การดึงผู้บริหารจากภาคเอกชนเข้าสู่การเมืองยิ่งยากกว่า

ย้อนกลับไปปี 1970 เป็นครั้งแรกที่สิงคโปร์ปรับเพิ่มเงินเดือนรัฐมนตรี ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรี มีการชี้แจงต่อรัฐสภาว่า หนึ่งในเหตุผลของการปรับเงินเดือนคือเพื่อให้สามารถดึง ฮน ซุย เซน ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บริหารธนาคาร Development Bank of Singapore หรือ DBS เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังได้

แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไป การนำบุคคลที่มีประสบการณ์จากภาคเอกชนเข้ามาร่วมรัฐบาลทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะรัฐบาลไม่สามารถสร้างผู้นำทางการเมืองจากภาคราชการเพียงอย่างเดียวได้

ต้องให้คณะรัฐมนตรีมีบุคคลที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของอาชีพอยู่ในภาคธุรกิจหรือวิชาชีพอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์บริหารองค์กรขนาดใหญ่และดูแลระบบที่มีความซับซ้อน

กลุ่มบุคคลที่รัฐบาลต้องการดึงเข้ามา ได้แก่ ซีอีโอของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในสิงคโปร์ ทั้งธุรกิจธนาคาร โทรคมนาคม การบิน วิศวกรรม และอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงผู้บริหารที่กำลังอยู่บนเส้นทางสู่ตำแหน่งดังกล่าว

ระบุว่า บุคคลเหล่านี้ความสามารถในการสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งยังสูงกว่าเงินเดือนทางการเมืองที่ได้รับการปรับใหม่

“เราไม่ได้พยายามจะจ่ายเงินให้เท่ากับที่คนเหล่านั้นหาได้ และเราไม่มีทางจ่ายได้เท่าอยู่แล้ว แต่เวลาที่เราไปชวนคนเก่งระดับนั้นเข้ามาทำงาน เราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ได้ว่า การตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองของเขามี ‘ต้นทุน’ ที่ต้องแลกอยู่” นายหว่องกล่าว

นายกได้พูดคุยกับซีอีโอและผู้บริหารธุรกิจระดับสูงหลายคน ซึ่งบางคนมีรายได้มากกว่าเงินเดือนรัฐมนตรีหลายเท่า โดยมองว่าคนเหล่านี้น่าจะเข้ามาช่วยทำงานให้ประเทศได้อย่างมาก

คนเหล่านี้ไม่ได้บอกตรง ๆ ว่า ปฏิเสธเพราะเงินเดือนน้อยเกินไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องค่าตอบแทนไม่มีความสำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาก็เลือกที่จะไม่ก้าวออกจากอาชีพเดิม เช่นเดียวกับข้าราชการระดับสูงที่เขาเคยทาบทาม

ในมุมของคนเหล่านี้ พวกเขาใช้เวลาหลายปีสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงานจนมีรายได้และตำแหน่งที่มั่นคงแล้ว นายกอธิบายว่า

“สิ่งที่เรากำลังขอให้พวกเขาทำ คือให้ทิ้งเส้นทางอาชีพที่สร้างมาหลายปี ยอมรับว่ารายได้จะลดลงอย่างมาก จากนั้นยังต้องลงสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะชนะหรือไม่ และต้องเริ่มต้นใหม่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง”

และสิ่งที่ต้องเสียสละไม่ได้มีแค่เรื่องเงินเท่านั้น การเข้ามาทำงานการเมืองยังส่งผลต่อชีวิตครอบครัวด้วย เพราะงานการเมืองต้องใช้เวลาและมีความกดดันไม่น้อย

ดังนั้น ต่อให้ขึ้นเงินเดือนมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถชดเชยการเสียสละในส่วนนี้ได้ และรัฐบาลเองก็ไม่ได้คิดว่าการขึ้นเงินเดือนจะต้องชดเชยทุกอย่าง

15 ปีไม่ปรับมาตรฐานเงินเดือน

ในการอภิปรายเรื่องเงินเดือนนักการเมืองครั้งล่าสุดเมื่อปี 2012 พรรคกิจประชาชน หรือ PAP และพรรคแรงงาน หรือ WP เสนอสูตรคำนวณที่แตกต่างกัน แต่ระดับเงินเดือนที่ได้จากทั้งสองแนวทางอยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า เงินเดือนนักการเมืองควรมีความโปร่งใสและแข่งขันได้มากพอที่จะดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเหมาะสม

หลังจากนั้น รัฐบาลกลับชะลอการปรับเงินเดือนมาโดยตลอด โดยคณะกรรมการทบทวนอิสระเคยเสนอให้ปรับขึ้นในปี 2017 แต่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการตามข้อเสนอ ขณะที่การทบทวนอีกครั้งซึ่งกำหนดไว้ในปี 2023 ก็ถูกเลื่อนออกไป

ส่งผลให้มาตรฐานเงินเดือนสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลา 15 ปี ขณะที่เงินเดือนในภาคเอกชน ภาคราชการ และกระบวนการยุติธรรมปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ของรัฐมนตรีตามหลังภาคส่วนอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ช่องว่างดังกล่าวเห็นได้ชัดที่สุดเมื่อเทียบกับภาคเอกชน แต่แม้แต่ปลัดกระทรวงระดับสูงบางรายก็มีรายได้สูงกว่ารัฐมนตรีแล้ว

นายกยอมรับว่า รัฐบาลมีเหตุผลที่ตัดสินใจชะลอการปรับค่าตอบแทนในแต่ละครั้ง และในทางการเมือง การปล่อยให้ระบบดำเนินไปแบบเดิมอาจเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า แต่เขามองว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

ระบบราชการที่แข็งแกร่งไม่สามารถทดแทนผู้นำทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพได้ และคุณภาพของผู้นำทางการเมืองก็ส่งผลย้อนกลับต่อคุณภาพของระบบราชการด้วย

เงินเดือนไม่ได้สร้าง ‘คนเก่ง’ แต่มีผลต่อการตัดสินใจ

นายก ระบุว่า รัฐมนตรีจำเป็นต้องมีทั้งคุณลักษณะด้านความซื่อสัตย์ ค่านิยม และความมุ่งมั่นในการรับใช้ประชาชน รวมถึงความสามารถในการทำงาน ซึ่งเป็นจุดที่ค่าตอบแทนเข้ามามีบทบาท

เงินเดือนไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าใครมีความสามารถหรือไม่ แต่มีผลต่อจำนวนคนที่มีความสามารถซึ่งพร้อมจะก้าวออกมารับผิดชอบงานทางการเมือง

รัฐบาลในหลายประเทศมักรู้ว่าต้องทำอะไร แต่เลือกเลื่อนการตัดสินใจเรื่องยากออกไป เนื่องจากต้นทุนทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้น ขณะที่สิงคโปร์มีพื้นที่สำหรับการตัดสินใจผิดพลาดน้อยกว่า เนื่องจากเป็นประเทศขนาดเล็กและไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากเป็นข้อได้เปรียบ

ปัจจุบันสิงคโปร์มีทีมรัฐมนตรีที่สามารถใช้วิจารณญาณ ตัดสินใจในประเด็นสำคัญ และสร้างความไว้วางใจจากประชาชนได้ แต่คนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ไม่ได้หาได้ง่าย

ดังนั้น การสร้างและต่ออายุทีมผู้นำทางการเมืองจึงต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง และระบบค่าตอบแทนควรช่วยให้นายกรัฐมนตรีในอนาคตมีโอกาสมากที่สุดในการสร้างทีมผู้นำที่มีคุณภาพ

สิงคโปร์ย้ำ ‘เงินเดือนสูง’ แลกกับความคาดหวังที่สูง

นายกกล่าวว่า ปัญหาการสร้างและสืบทอดผู้นำทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสิงคโปร์ หลายประเทศเลือกกำหนดเงินเดือนนักการเมืองอย่างเป็นทางการให้อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง แต่กลับมีสิทธิประโยชน์หรือผลตอบแทนรูปแบบอื่นสะสมอยู่เบื้องหลัง

นักการเมืองในบางประเทศอาจมีรายได้เสริมจากกิจกรรมอื่น หรือได้รับผลตอบแทนจำนวนมากหลังพ้นจากตำแหน่ง ทำให้ตัวเลขเงินเดือนที่ปรากฏในพาดหัวข่าวอาจไม่ได้สะท้อนภาพรวมของรายได้และสิทธิประโยชน์ทั้งหมด

แม้ประเทศอื่นจะมีฐานประชากรและจำนวนบุคลากรที่มีความสามารถมากกว่าสิงคโปร์ แต่หลายประเทศยังเผชิญปัญหาในการดึงดูดคนที่เหมาะสมเข้าสู่การเมือง รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

แต่สิงคโปร์เป็นข้อยกเว้น และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของประเทศที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการประเทศ อย่างไรก็ตามความสำเร็จที่ว่ามา ไม่ได้ประกันว่าจะคงอยู่ตลอดไป

รัฐบาลสิงคโปร์จึงเลือกจัดการเรื่องค่าตอบแทนทางการเมืองอย่างเปิดเผย

โดยยอมรับว่าคนที่มีความสามารถสูงย่อมมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการเข้าสู่การเมือง รัฐบาลจึงกำหนดเงินเดือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้

ในทางกลับกัน ประชาชนสิงคโปร์ย่อมคาดหวังผลงานจากผู้นำทางการเมืองในระดับสูง และความคาดหวังดังกล่าวครอบคลุมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย

นายกหว่องทิ้งท้ายว่า หากสิงคโปร์ต้องการให้ระบบการเมืองยังคงมีประสิทธิภาพ ก็ไม่ควรปล่อยให้เงื่อนไขพื้นฐานของการทำงานทางการเมืองค่อย ๆ ห่างไกลจากความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในส่วนของเบี้ยเลี้ยงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินเดือนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง