ตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งปลุก IPO ไทย หั่นเวลาเข้าเทรดเหลือ 90 วัน ลุ้นปี’70 ฟื้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดปี’69 หุ้น IPO เข้าเทรด 10-15 บริษัท จากปีก่อน 18 บริษัท ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีมีหุ้นใหม่เข้าตลาดแล้ว 3 บริษัท มองปี’70 มีโอกาสกลับมาคึกคัก เผยมีดีลใหญ่หลายรายอยู่ระหว่างพูดคุย พร้อมเดินหน้าเกณฑ์ New Economy และจับมือ ก.ล.ต.-IB Club เร่งกระบวนการ IPO จากเฉลี่ย 165 วัน สู่เป้าหมาย 90 วัน
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ประเมินจำนวนหุ้น IPO ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 10-15 บริษัท เทียบกับปีก่อนที่มีบริษัทเข้าจดทะเบียน 18 บริษัท โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน มีบริษัทที่เสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนแล้ว 3 บริษัท

ขณะที่มีบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ (Approved) แล้ว 6 บริษัท และอีก 6 บริษัทอยู่ในขั้นตอนยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
อย่างไรก็ตาม บริษัทที่อยู่ระหว่างกระบวนการทั้งสองกลุ่มไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายได้ทั้งหมดภายในปีนี้ เนื่องจากยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละบริษัท รวมถึงจังหวะและภาวะตลาดในช่วงเสนอขายหุ้น
สำหรับแนวโน้มในปี 2570 ประเมินว่าตลาด IPO มีโอกาสกลับมาคึกคักขึ้น โดยปัจจุบันมีดีล IPO ขนาดใหญ่หลายรายอยู่ระหว่างการพูดคุย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ ส่วนอีกปัจจัยที่จะเข้ามาสนับสนุน คือ หลักเกณฑ์รับหลักทรัพย์ใหม่สำหรับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. 2569 และมีเป้าหมายเปิดทางให้บริษัทในอุตสาหกรรมใหม่สามารถเข้าถึงตลาดทุนไทยได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังอยู่ระหว่างศึกษาการปรับโครงสร้างการจัดหมวดธุรกิจ (Sector) โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากปัจจุบันหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในตลาดไทยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ขณะที่รูปแบบธุรกิจใหม่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดหมวดใหม่ในช่วงปลายปีนี้
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังร่วมมือกับ ก.ล.ต. และชมรมวาณิชธนกิจ (IB Club) เพื่อเร่งลดระยะเวลาในกระบวนการ IPO หลังปัจจุบันบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนมักใช้เวลาตั้งแต่ยื่น Filing จนถึงวันแรกที่หุ้นเข้าซื้อขายประมาณ 165 วัน ทั้ง 3 ฝ่ายจึงทดลองปรับกระบวนการผ่าน Sandbox โดยตั้งเป้าหมายลดระยะเวลาดังกล่าวเหลือประมาณ 90 วัน หรือลดลงประมาณ 75 วันจากปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และกระบวนการพิจารณาของ ก.ล.ต.
“การทำงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในเวลานี้ ยังอยู่ในช่วงปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้มีความพร้อม ก่อนที่จะเดินหน้าดึงบริษัทใหม่ ๆ ให้เข้ามาใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางระดมทุนมากขึ้น ดังนั้นผลลัพธ์ของเรื่องนี้อาจยังไม่เห็นชัดในปีนี้ แต่มีโอกาสเริ่มเห็นในปีหน้า” นายสรวิศกล่าว
นายสรวิศกล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการพัฒนาดัชนีใหม่ ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างหารือรายละเอียด โดยมีตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศหลายแห่งเข้ามาพูดคุย ทั้งในรูปแบบความร่วมมือระหว่างสองตลาด (One on One) และรูปแบบที่เชื่อมโยงตลาดจากหลายประเทศเข้าด้วยกัน
ประโยชน์สำคัญของการพัฒนาดัชนีใหม่ คือ สามารถนำไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์การลงทุน โดยเฉพาะกองทุน ETF ที่อ้างอิงดัชนี ซึ่งหากเกิดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวขึ้น จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการดึงเม็ดเงินและเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดทุนไทย
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า แม้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าลดระยะเวลาในกระบวนการ IPO แต่การนำบริษัทหนึ่งเข้าสู่ตลาดหุ้นจริงไม่ได้ใช้เวลาเพียง 1-2 เดือน เพราะก่อนถึงขั้นตอน Filing บริษัทจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้านจากประสบการณ์ที่ผ่านมา กรณีที่เตรียมตัวได้รวดเร็วอาจใช้เวลาประมาณ 1 ปี

ขณะที่บางบริษัทอาจใช้เวลานานถึง 3 ปี เนื่องจากต้องจัดเตรียมโครงสร้างและข้อมูลให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ รวมถึงจัดการประเด็นต่าง ๆ ภายในบริษัท เช่น รายการระหว่างกัน ให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู่กระบวนการ IPO
หลังจากเข้าสู่กระบวนการ Filing แล้ว ยังต้องพิจารณาจังหวะการเสนอขายและความเหมาะสมของภาวะตลาดประกอบด้วย โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้จำนวนบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ลดลง
เปิดทาง New Economy แต่ผลไม่เกิดทันที
นายอัสสเดชกล่าวถึงการปรับหลักเกณฑ์รับบริษัท New Economy ว่า มีเป้าหมายทำให้ตลาดหุ้นไทยรองรับธุรกิจในอุตสาหกรรมใหม่ได้มากขึ้น หลังจากรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการและนักลงทุน ซึ่งมองว่าโครงสร้างบริษัทจดทะเบียนไทยยังมีน้ำหนักอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมค่อนข้างมาก
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ การเปิดทางให้บริษัทใน 10 อุตสาหกรรม New Economy ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข สามารถเข้าจดทะเบียนได้เร็วขึ้น โดยลดระยะเวลาการมีผลการดำเนินงาน (Track Record) จากเดิม 3 ปี เหลือ 1 ปี
“การแก้เกณฑ์นี้เกิดจากการฟังเสียงผู้ประกอบการและนักลงทุนที่เห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีแต่อุตสาหกรรมโลกเก่า เราจึงต้องการดึงธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามา และกฎเกณฑ์ก็ต้องเอื้อให้สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น” นายอัสสเดชกล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่หลักเกณฑ์ New Economy จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. 2569 ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นบริษัทในกลุ่มดังกล่าวเข้าจดทะเบียนเพิ่มขึ้นทันทีภายในปีนี้ เนื่องจากแต่ละบริษัทต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการ IPO
ดังนั้น ช่วงเวลาหลังจากนี้จะยังเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งในด้านหลักเกณฑ์และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเดินหน้าดึงบริษัทใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม New Economy เข้ามาใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นในปี 2570