‘เอกภพ เพียรพิเศษ’ รุ่น 1 พรรคส้ม ถึงโฆษก สู้ฟัดฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น
‘เอกภพ เพียรพิเศษ’ เล่าทุกเรื่องจากรุ่น 1 พรรคส้ม ถึงโฆษกรัฐบาลสีน้ำเงิน มั่นใจสู้ฟัดฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น
รัฐบาลอนุทิน 2 อายุงานได้ 5 เดือนเศษ แต่เร่งจัดทัพข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง ให้สอดรับนโยบายนายกรัฐมนตรี แห่งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ท่ามกลางมรสุมทางการเมือง หนึ่งในนั้นคือการปรับทีมกระบอกเสียงรัฐบาล
ล่าสุดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 8 ก.ย. 2569 ได้เปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลคนใหม่ ตามกระแสข่าวลือก่อนหน้า แต่งตั้งให้ “หมอเอก – นายเอกภพ เพียรพิเศษ” สลับไม้ต่อจาก “น.ส.รัชดา ธนาดิเรก” ทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อภารกิจสื่อสารผลงานรัฐบาล และตอบโต้ชี้แจงประเด็นการเมือง
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “หมอเอก” โฆษกมาดเข้มวัย 50 อดีตแพทย์โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย ก่อนผันตัวลงสู่สนามการเมือง ในฐานะผู้บุกเบิกปักธงค่ายการเมืองสีส้มนามว่า “พรรคอนาคตใหม่” ที่จังหวัดเชียงราย และเคยเป็นฟันเพืองสำคัญร่วมขับเคลื่อนค่ายการเมืองสีส้ม มาจนถึงยุคที่ 2 ก้าวไกล ก่อนเจอปัญหาคับข้องใจ จนต้องเปลี่ยน DNA ย้ายสังกัดภูมิใจไทย
หมอเอกภพเปิดใจถึงเส้นทางชีวิตอดีตลูกครู สู่การเป็นหมอต่างจังหวัด และตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง มาเดินบนถนนการเมือง เมื่อ 7 ปีก่อน
มั่นใจรู้ทาง-รับมือ “ดาวสภา ฝ่ายค้านสีส้ม”
หมอเอกเปิดใจยอมรับว่า การเข้ามาทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล เป็นงานท้าทายเพราะสถานการณ์ตอนนี้อยู่ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองหลายอย่าง โดยเฉพาะการสื่อสารข้อมูลที่ผิดพลาด โดยเฉพาะบนสังคมออนไลน์
การทำงานโฆษกรัฐบาลหลังจากเดย์วัน จะเน้นการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ไม่หวังดี นำไปปลุกปั่นเกิดความเข้าใจผิด ประกอบกับจากที่ประเมินมา 4 เดือน บางครั้งการทำงานสื่อสารแต่ละกระทรวงแบ่งแยกไม่ชัดเจน ดังนั้นทีมโฆษกรัฐบาลชุดนี้ จะนำข้อมูลของกระทรวงต่าง ๆ มาประมวลผลก่อนนำเสนอสู่สังคมเพื่อให้เกิดการรับรู้
“สิ่งที่ พี่กานต์ (รัชดา ธนาดิเรก) และทีมโฆษกที่ผ่านมาทำ ไม่มีข้อบกพร่อง ทำได้ดีทีเดียว เป็นการสื่อสารที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาล กระทรวงต่าง ๆ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ทำอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ต้องเพิ่มมิติเข้าไป คือการเล่าเรื่องจากเดิมคือให้ข้อมูลวิชาการ จากนี้เราจะต้องรวบรวมข้อมูล และเสนอข้อมูลจริงให้รวดเร็ว”
ส่วนการตอบโต้ทางการเมือง โฆษกป้ายแดงมองว่า หลังจากรัฐบาลภูมิใจไทยเข้ามาบริหาร หลายกระทรวงอาจยุ่งมุ่งทำงาน ทำให้ที่ผ่านมารัฐมนตรีหลายคนถูกพุ่งเป้าโจมตี ยกตัวอย่างเช่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เพราะอาจเป็นตัวหลักในการทำคะแนนช่วงเลือกตั้ง และตอนนี้มีบางกลุ่มการเมืองที่ไม่มีผลงาน พยายามสร้างตัวร้ายตัวใหม่ขึ้นมา เหมือนในอดีตเช่น ยุครัฐบาลประยุทธ์ จึงมีคำนิยามใหม่ว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
ฉะนั้นวันนี้เมื่อการเมืองเข้าสู่โหมดปกติ จากประสบการณ์ที่เคยทำงานการเมืองพรรคการเมืองอื่น ทำให้รู้เท่าทัน ว่าจะมีการปั่นเกมการเมือง โดยเริ่มจากกระบวนการจากจุดเล็ก ๆ จากนั้นค่อยขยาย ๆ ใหญ่ขึ้น สุดท้ายจะทำให้เกิดภาพจำ ระบอบสีน้ำเงินคือภูมิใจไทย ว่าเป็นผลร้ายพยายามฮุบกินประเทศไทยเพื่อให้คนบางกลุ่มหลงเชื่อ
ดังนั้นวันนี้การทำงานของทีมโฆษก จะต้องเน้นอธิบายชี้แจงเรื่องเหล่านี้ โดยนำข้อมูลข้อเท็จจริงออกมาเปิดเผย ซึ่งการทำงานจะเป็นการเมืองเชิงเข้มข้น เน้นข้อเท็จจริงทำให้ประชาชนเข้าใจ
ต่อคำถามที่ว่า การตอบโต้การเมืองสไตล์หมอเอก วางไว้ระดับไหน เจ้าตัวหัวเราะก่อนบอกว่า การทำงานเชิงการเมืองจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง อภิปรายตรงตามประเด็นข้อเท็จจริง ไม่เน้นตัวบุคคล แต่ก็อาจต้องมีการตอบกลับบ้าง เพื่อรับมือพวกกวนใจ
โฆษกรัฐบาลคนใหม่ยังแสดงความมั่นใจว่า สามารถรับมือดาวฝ่ายค้านอย่าง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, รังสิมันต์ โรม, ลิซ่า-ภคมน หนุนอนันต์ เพราะรู้จักเคยร่วมงานกันมาก่อน รู้สไตล์การทำงานแต่ละคนดี “ผมคิดว่า มันก็รู้ทางและเข้าใจกันว่าเค้าทำเพื่ออะไร”

หมอบ้านนอก สู่ถนนการเมือง
ย้อนวัย โฆษกรัฐบาลอนุทิน 2 เกิดจังหวัดสิงห์บุรี ครอบครัวคุณพ่อคุณแม่เป็นข้าราชการครู เมื่ออายุ 4 ขวบย้ายไปอยู่บ้านคุณพ่อจังหวัดเชียงใหม่ จบชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอบโควตาติด คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียนได้เพียง 1 ปี เลือกสอบใหม่เอ็นทรานซ์ติด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา เพื่อสานฝันคุณพ่ออยากให้เป็นหมอ
หลังเรียน 6 ปีคณะแพทย์ เดินทางกลับภูมิลำเนาจากใต้สู่ภาคเหนือ เพื่อใช้ทุนการศึกษาที่โรงพยาบาลอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ปี 2544 เนื่องจากมีความรู้สึกอยากอยู่ใกล้บ้านจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นช่วงยุคเริ่มต้นระบบบัตรทอง หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงทำให้เป็นที่รู้จักกับภาคประชาชน สังคมในพื้นที่เป็นอย่างดี
จากนั้นด้วยความชื่นชอบกีฬาฟุตบอล ได้พัฒนาพื้นที่หลังโรงพยาบาลที่ประจำอยู่ขณะนั้น ทำสนามฟุตบอลเพื่อสนับสนุนเยาวชนให้มาเล่นกีฬา จากนั้นเป็นแรงผลักดันให้เด็ก ๆ ได้เป็นนักกีฬาทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย บางคนเติบโตสายนักฟุตบอลเยาวชนทีมชาติ
ก่อนได้รับโอกาสให้ไปเป็นทีมแพทย์นักฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย ซึ่งชุดสุดท้ายที่ร่วมงานสมัย มาดามเดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี เป็นผู้จัดการทีมนักฟุตบอลเยาวชนฯ หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่สนามการเมืองในช่วงปี 2560-2561

ส้มเชียงราย รุ่น 1 ยุคบุกเบิกอนาคตใหม่
เอกภพเปิดใจถึงสาเหตุการพักอาชีพหมอเข้าสู่ถนนการเมือง ตอนนั้นมีความคิดอยากทำอะไรใหม่ ๆ นอกเหนือการรักษาคนไข้ ประกอบกับช่วงปี 2560 ช่วงต้น ๆ กลุ่มอนาคตใหม่เปิดรับสมัครในระบบออนไลน์ จึงลองตัดสินใจสมัคร ทั้งที่ไม่รู้จัก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือนายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ และสุดท้าย นายชัยธวัช ตุลาธน ก็เดินทางไปพูดคุยกับตนที่จังหวัดเชียงราย
จึงเป็นที่มาในการเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างกลุ่มอนาคตใหม่ และในการเลือกตั้งปี 2562 ได้รับชัยชนะเป็น สส.เขต 1 จังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็น 1 ใน 80 สส.ยุคแรกพรรคอนาคตใหม่ และเป็นการปักธงสีส้มครั้งแรกในจังหวัดเชียงราย ด้วยการเอาชนะคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ
ก่อนที่ต่อมาอนาคตใหม่จะถูกยุบ และเกิดใหม่เป็นพรรคก้าวไกล ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคขณะนั้น
ชนวนจุดแตกหัก “พรรคส้ม”
หลังจากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้เริ่มเกิดมีการชุมนุมทางการเมืองจากกลุ่มเยาวชน นี่จึงเป็นจุดแรกที่หมอเอก เริ่มมีคำถามปัญหา เพราะได้ย้อนนึกไปว่าอุดมการณ์ของพรรคเริ่มเปลี่ยน เนื่องจากสมัยก่อตั้งกลุ่มอนาคตใหม่ เห็นตรงกันจะไม่พาคนลงถนน ไม่อยากให้ประชาชนเดือดร้อนจากการชุมนุมเหมือนในอดีต แต่สุดท้ายกลับมีเพื่อนบางกลุ่มในพรรคขณะนั้น ขึ้นเวทีร่วมชุมนุมเพราะอยากให้เป็นที่รู้จัก จึงคิดว่าเริ่มขัดหลักการก่อตั้งแต่พรรค
ต่อมาเริ่มมีเยาวชนผู้ชุมนุมถูกจับฐานความผิด ม.116 (ยุยงปลุกปั่น) แต่ในส่วนเยาวชนระดับแกนนำ ได้รับการช่วยเหลือจากเครือข่ายพรรคเดิม ขณะที่เยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวตามภูมิภาคต่างจังหวัด ถูกปล่อยปละละเลย เช่น ในพื้นที่เชียงราย ประกอบในเวลาต่อมาผู้ชุมนุมมีการพูดถึงสถาบัน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยน
และจุดรอยร้าวใหญ่ของหมอเอก กับพรรคการเมืองสีส้มยุคนั้น คือวินาทีที่ต้องตัดสินใจร่วมลงชื่อแก้ไข ม.112 หมอเอกบอกว่า เขาเป็น 1 ใน 9 คน ที่ไม่เซ็นเห็นชอบกับการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ จึงทำให้ถูกองคาพยพในพรรคโจมตี ถูกมองไม่สามารถทำงานร่วมกับคนส่วนใหญ่ได้ ถูกตราเป็นงูเห่า ทำให้ช่วงเวลานั้นแทบไม่มีเพื่อนในพรรค เวลาประชุมก็นั่งหลังห้อง แต่มีเพื่อน สส.จากพรรคอื่น ๆ แวะเวียนมาพูดคุย จึงทำให้มีเพื่อนต่างพรรคเยอะ
ส่วนสาเหตุทำให้ถึงจุดแตกหักกับค่ายการเมืองเดิม หลังจากมีปัญหาคาใจสะสมมานาน คือวันที่เกิดการชุมนุมหน้ารัฐสภา บริเวณแยกเกียกกาย ได้เดินทางไปดูผู้ชุมนุมร่วมกับ สส.พรรคก้าวไกล คนอื่น ๆ แต่สุดท้ายเกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม
หมอเอกเล่าว่า ตอนนั้นเป็นหนึ่งคนที่พยายามเข้าไปช่วยเคลียร์กับตำรวจผู้บัญชาการในพื้นที่ แต่แกนนำพรรคบางคน แม้ไม่ได้อยู่ในสภาแต่พยายามมาเอาซีน บางคนอยู่ในสภาเพียงแค่ไปยืนดูเฉย ๆ แต่พยายามพูดในสภา ว่าเป็นตัวแทนประชาชนทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร ทำให้จากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อคิดย้อนไปถึงกรณีเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวถูกละเลยไม่มีคนเหลียวแล แต่กลับมีคนบางกลุ่มพยายามหาประโยชน์จากการชุมนุม
“บางคนก็ได้ประโยชน์จากเป็นแกนนำม็อบ สู้แล้วรวยก็เยอะ หลาย ๆ คนก็ได้เสียง ได้แสงทั้งที่ไม่ทำอะไร นี่ถึงเป็นที่มาว่า ผมคงอยู่ไม่ไหวแล้ว จึงขอออกมาทำงานดีกว่า”
หลังจากนั้นช่วงปี 2555 เมื่อใกล้สู่การเลือกตั้ง 2566 จึงตัดสินใจลาออกจากพรรคก้าวไกล ไปลงสมัคร สส. สังกัดในนามพรรคภูมิใจไทย

ดีล อนุทิน ซื้อใจย้ายพรรค
สำหรับการเข้าร่วมงานกับภูมิใจไทย หมอเอกยอมรับว่า คนที่เปิดโอกาสให้คือ อนุทิน ชาญวีรกูล สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข จากการที่ได้เข้าไปสะท้อนปัญหาเรื่องการควบคุมสถานการณ์โควิด ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
“ตอนนั้นผมเป็น สส. อภิปรายเรื่องการควบคุมโควิด มีอยู่วันหนึ่งผมเดินเข้าไปหาพี่หนู (อนุทิน) ที่สภา เล่าปัญหาโควิดในพื้นที่เชียงรายให้ฟัง แกก็บอกเดี๋ยวพี่จัดการให้ และสั่งการไป จากนั้นพี่หนู ก็บินไปดูการควบคุมโควิดที่เชียงราย”
จากนั้นทำให้ได้ประสานเรื่องการควบคุมโควิดในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมาตลอด และได้พูดคุยหารือเรื่องงานด้านสาธารณุสุขมากขึ้น สุดท้ายมาร่วมเป็นคณะทำงานของ รมว.สาธารณสุข อนุทิน จนถึงยุคมาเป็น รมว.มหาดไทย และก็ได้ช่วยงาน นายทรงศักดิ์ ทองศรี สมัยเป็น รมช.มหาดไทย เรื่องการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ก่อนที่จะช่วยงานรัฐมนตรีอีกหลายคน
และในปี 2569 ได้ลง สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 35 แต่ก่อนหน้านี้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกรัฐบาล ทำงานเบื้องหลังเป็นทีมทำนโยบายสาธารณสุข ของพรรคภูมิใจไทย
ส่วนที่ถูกวิจารณ์เป็นผู้แปลพรรค หมอเอกสะท้อนว่า หากใครรู้เหตุการณ์ที่ตนเคยเจอ จะทราบถึงเหตุผลที่ต้องย้ายพรรค เพราะช่วงแรกที่ก่อตั้งอนาคตใหม่ ได้คุยกับอาจารย์ปิยบุตร จุดยืนคือจะต้องไม่ทำให้คนต้องเดือดร้อน
รวบรวมคนทุกความเห็นต่างให้สบายใจเมื่อเข้ามาทำงานร่วมกัน ต้องไม่มีการแตะต้องสถาบัน ประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่ทุกคนอาจหลงลืม และภายหลังเกิดกลุ่มด้อมหรือสีใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกมาก
ไม่ใช่เป็นกระบอกเสียง ขอเป็นหมอคลายทุกข์ประชาชน
ต่อคำถามที่ว่าถ้าเปรียบตัวเองเป็นอะไรในฐานะโฆษกรัฐบาลอนุทิน เอกภพมองว่า ส่วนตัวเป็นผู้รับฟัง สื่อสารข้อมูลจริงให้ถึงประชาชน เหมือนหมอที่มารับฟังอาการคนไข้ ถ้าเห็นว่ามียารักษาโรคตรงไหนก็จะหยิบตรงนั้นมาให้คนไข้
“ผมไม่ใช่เป็นกระบอกเสียง แต่จะเป็นช่องทางการสื่อสารที่จะเป็นเหมือนหมอที่ดูแลคนไข้ หายามาให้ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองได้เหมือนกับใช้การดำรงสุภาพของตัวเองให้ได้”

ที่มาภาพส่วนหนึ่ง : หมอเอก Ekkapob Pianpises