ก.ล.ต. เปิดปมเครือข่ายข้ามชาติ อำพรางถือหุ้น VGI เกิน 25% เลี่ยงเทนเดอร์ฯ
ก.ล.ต. ผนึก บก.ปอศ. ลุยตรวจค้น 4 จุด แกะรอยเครือข่ายไทย-ต่างชาติ ใช้บริษัทและกองทุนต่างประเทศอำพรางเจ้าของหุ้น VGI พบ 3 ผู้ลงทุนมีความเชื่อมโยงกัน เข้าข่ายถือหุ้นรวมเกิน 25% แต่ไม่รายงานและไม่ทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ พร้อมดำเนินคดีพ่วงข้อหาอั้งยี่และสมคบกันฟอกเงิน
ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับเครือข่ายบุคคลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กรณีใช้นิติบุคคลและกองทุนในต่างประเทศถือหุ้นแทน เพื่ออำพรางผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner : UBO) ในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI
ล่าสุด ทั้งสองหน่วยงานได้เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 4 จุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หลังพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายหลีกเลี่ยงหน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ และการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer)
จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ลงทุน 3 รายที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement : PP) ของ VGI มีแหล่งเงินทุนร่วมกัน และผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของผู้ลงทุนแต่ละรายมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เข้าข่ายเป็นผู้กระทำการร่วมกัน (Acting in Concert) ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 7/2552 เมื่อรวมสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ลงทุนทั้ง 3 ราย พบว่าเข้าข่ายถือหุ้นเกิน 25% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ VGI ซึ่งเป็นระดับที่ก่อให้เกิดหน้าที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ลงทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในฐานะผู้กระทำการร่วมกัน และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ รวมถึงมีการรายงานข้อมูลไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 246 และมาตรา 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 298 รวมถึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 281/10 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน
ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ กล่าวว่า การตรวจสอบคดีนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่าง ก.ล.ต. และ บก.ปอศ. โดยฝ่ายตำรวจรับผิดชอบสืบสวนพฤติการณ์ของเครือข่ายภายในประเทศ ขณะที่ ก.ล.ต. ใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศขององค์กรคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ (IOSCO) ภายใต้กรอบ Enhanced Multilateral Memorandum of Understanding (EMMoU) เพื่อขอข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศ
จากนั้นนำข้อมูลมาประกอบกับพยานหลักฐานที่ได้จากการสอบสวน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินข้ามประเทศ วิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนหลายชั้น และระบุตัวผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงซึ่งอยู่เบื้องหลังผู้ถือหุ้นตามทะเบียน
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้ส่งความเห็นเกี่ยวกับความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์ฯ ให้ บก.ปอศ. เพื่อประกอบการดำเนินคดีอาญา โดย บก.ปอศ. ได้ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่ายดังกล่าว
สำหรับข้อกล่าวหาประกอบด้วย การรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ไม่ถูกต้องและเป็นเท็จตามมาตรา 246 การไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตามมาตรา 247 รวมถึงความผิดตามมาตรา 281/10 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ตลอดจนความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบบทบาทของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายอย่างเคร่งครัด
เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า หน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์และการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย เพื่อให้ทราบว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นและผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง รวมถึงได้รับโอกาสขายหุ้นอย่างเป็นธรรมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุมกิจการ การใช้บุคคลหรือนิติบุคคลถือหุ้นแทนโดยมีเจตนาอำพรางเจ้าของที่แท้จริง จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน
ก.ล.ต. จะเดินหน้าป้องกันไม่ให้มีการใช้โครงสร้างลักษณะดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศและหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้ แม้จะใช้โครงสร้างการถือหุ้นข้ามพรมแดน อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยผู้ต้องหายังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด