สนพ.เร่งแผนเปลี่ยนรถราชการเป็น EV พบใช้แค่ 1% จากกว่า 1.8 แสนคัน
สนพ. เปิดผลศึกษาวางแผนส่งเสริมรถ EV ในหน่วยงานราชการ หลังพบรถภาครัฐกว่า 1.8 แสนคัน แต่เป็น BEV เพียง 1% ชงปรับเกณฑ์งบประมาณ-จัดซื้อจัดจ้าง-ค่าเช่า พร้อมพัฒนาสถานีชาร์จและระบบติดตามข้อมูล หวังเร่งลดใช้ฟอสซิลและหนุนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emission ในปี 2050 ซึ่งหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของประเทศ ดังเจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ทุกส่วนราชการพิจารณาจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในหน่วยงานราชการแทนรถยนต์เดิมที่หมดอายุการใช้งาน หรือที่จะต้องจัดหาขึ้นใหม่

ในการนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีอัดประจุไฟฟ้า และติดตามผลการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของหน่วยงานราชการ เห็นว่า การส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งในด้านการตั้งคำของบประมาณ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และการเบิกจ่ายค่าอัดประจุไฟฟ้า อีกทั้งยังพบว่าข้อมูลการใช้ยานพาหนะของส่วนราชการทั้งหมดยังไม่มีการจัดทำอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น เพื่อให้ส่วนราชการได้มีแนวปฎิบัติที่ชัดเจนและมีระบบข้อมูลในการติดตามการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของส่วนราชการ สนพ. จึงได้ศึกษาจัดทำแผนการดำเนินงานส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาสถานีอัดประจุในหน่วยงานราชการ
จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกและกรมบัญชีกลาง พบว่าจำนวนการใช้ยานยนต์ทุกประเภท ทั้งในแบบจัดซื้อและแบบเช่าของหน่วยงานราชการ ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2569 มีมากกว่า 180,000 คัน ซึ่งจากจำนวนรถทั้งหมดเป็นสัดส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) เพียง 1% จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ สนพ. ต้องจัดทำแผนและกำหนดเป้าหมายการปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องและเหมาะสมกับศักยภาพของประเทศ
โดยการศึกษาการจัดทำแผนการดำเนินงานส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าในหน่วยงานราชการมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงมาตรฐานบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์และบัญชีอัตราค่าเช่ารถยนต์มาใช้ในราชการให้ครอบคลุมประเภทยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงการจัดทำมาตรฐานและแนวทางการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย และการกำหนดหน่วยงาน
ในการทำหน้าที่กำกับและติดตามประเมินผลการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าในหน่วยงานราชการอย่างชัดเจน
สำหรับการเปลี่ยนรถหน่วยงานภาครัฐเป็นรถ EV ไม่ได้มีผลเฉพาะด้านการประหยัดพลังงาน แต่ยังเป็นการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคขนส่ง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงยังสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ นอกจากนี้การส่งเสริมการใช้รถ EV ในหน่วยงานราชการยังเชื่อมโยงกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศด้วย