Engagement Activity…ไปต่อหรือพอแค่นี้
คอลัมน์ : Smart SMEs
ผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์
เมื่อไม่นานมานี้ ดิฉันเพิ่งผ่านงาน Engagement Activity ขององค์กร ซึ่งภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ การแสดงที่สร้างสรรค์ และการมอบรางวัลที่อบอวลไปด้วยความยินดี บรรยากาศเหล่านั้นทำให้รู้สึกดีและเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ชวนให้คิดถึงคำถามยอดฮิตที่ว่า “สิ่งที่เราทำเพื่อสร้าง Engagement เพียงพอแล้วหรือยัง ?” แท้จริงแล้วคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของกิจกรรม แต่อยู่ที่เราคาดหวังให้มันทำหน้าที่เกินขอบเขตหรือไม่ กิจกรรมเหล่านี้เปรียบเสมือนโอเอซิสที่ให้พนักงานได้พักเหนื่อยและสร้างความทรงจำร่วมกัน ซึ่งมีคุณค่ามหาศาล แต่ไม่อาจทดแทนประสบการณ์การทำงานในทุก ๆ วันได้ หากงานเลี้ยงจบลงแล้วพวกเขายังต้องเผชิญกับเป้าหมายที่คลุมเครือ หรือหัวหน้าที่ไม่มีเวลาฟัง ความรู้สึกดี ๆ ก็อาจจางหายไปอย่างรวดเร็ว
เรื่องของความผูกพันต่อองค์กร หรือ Engagement นั้น มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าแค่ความสุขในที่ทำงาน ผลการศึกษาของ Gallup จากข้อมูลล่าสุดในปี 2025 พบว่า พนักงานไทยมีระดับ Engagement อยู่เพียง 34% ขณะที่การศึกษาอีกชุดพบว่าหน่วยงานที่มี Engagement สูงและต่ำ มีความแตกต่างด้านผลกำไรทิ้งห่างกันถึงราว 23% ซึ่งหากเราลองเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับวิถีการตลาดยุคใหม่ที่มุ่งมอบ “ความสบายใจ” พนักงานก็เปรียบเสมือน “ลูกค้าคนแรก” ที่ผู้บริหารต้องซื้อใจให้ได้ก่อนส่งมอบปณิธานใด ๆ ออกสู่ภายนอก ในมิติของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) การดูแลพนักงานจึงไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่คือแกนหลักของตัว S (Social) ที่สะท้อนว่าองค์กรดูแลคุณภาพชีวิตคนได้ดีเพียงใด เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
เมื่อมองลึกถึงแรงขับเคลื่อนภายใน Engagement จึงคล้ายกับภาพจิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ ที่ประกอบขึ้นจากประสบการณ์ตลอดทั้งปี ทั้งความชัดเจนของเป้าหมายงาน หัวหน้าที่พร้อมเปิดใจรับฟัง พื้นที่ปลอดภัย การยอมรับในผลงาน และความเป็นอยู่ที่ดี จิ๊กซอว์แต่ละชิ้นล้วนมีหน้าที่เฉพาะตัว แบบสำรวจช่วยให้ได้ยินเสียง แต่การลงมือทำทำให้เสียงนั้นมีความหมาย แน่นอนว่า Engagement Activity ก็ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ แต่เราต้องไม่ลืมว่ามันไม่อาจทดแทนประสบการณ์การทำงานในทุก ๆ วันได้
การสร้างความผูกพันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่อยู่ที่การร้อยเรียงจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นให้ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นแรกอย่าง เป้าหมายงานที่ชัดเจน ซึ่งทำให้พนักงานรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำในทุก ๆ วันมีความหมายและส่งผลต่อองค์กรอย่างไร ตามมาด้วยจิ๊กซอว์แห่งความไว้วางใจอย่าง ความโปร่งใสและเป็นธรรม ที่ทำให้พวกเขาเชื่อมั่นว่าทุกความทุ่มเทจะได้รับการดูแลอย่างยุติธรรม พร้อมกับจิ๊กซอว์แห่งอนาคตอย่าง โอกาสในการเติบโต ที่ช่วยให้พวกเขามองเห็นเส้นทางข้างหน้าและพร้อมก้าวไปกับธุรกิจ ไปจนถึงจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอย่าง หัวหน้าที่พร้อมเปิดใจรับฟัง ซึ่งคอยสนับสนุนและมอบความสบายใจให้พนักงานกล้าเป็นตัวเอง และขาดไม่ได้คือจิ๊กซอว์แห่งการเติมพลังอย่าง กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ ที่ช่วยสร้างรอยยิ้มและเชื่อมความทรงจำดี ๆ นอกเหนือจากเวลางาน
และข่าวดีสำหรับ SMEs คือ ปัจจุบันการฟังเสียงพนักงานอย่างเป็นระบบไม่ได้ยาก ซับซ้อน เดี๋ยวนี้มีตัวช่วยอย่างแพลตฟอร์มสำเร็จรูปสำหรับทำ Employee Engagement ซึ่งเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระผู้บริหารได้มาก ทั้งการจัดเก็บข้อมูลแบบไม่เปิดเผยตัวตน วิเคราะห์แนวโน้ม ไปจนถึงแนะนำ Action Plan เบื้องต้น เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรื่องข้อมูลให้ง่ายขึ้น สิ่งที่เหลือสำหรับผู้บริหารอย่างเรา จึงเป็นเพียงเรื่องของทัศนคติ การเปิดใจรับฟัง หยิบยกประเด็นสำคัญมาสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และค่อย ๆ ลงมือแก้ไขไปทีละจุด โดยไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองว่าจะต้องพลิกโฉมองค์กรให้เห็นผลลัพธ์ทั้งหมดภายในชั่วข้ามคืน หรือคาดหวังผลลัพธ์จากกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง
การสร้าง Engagement ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากโปรเจ็กต์ใหญ่ เพราะสิ่งที่พนักงานสัมผัสได้ลึกซึ้งที่สุดคือพฤติกรรมของผู้นำในทุก ๆ วัน ดิฉันจึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs เริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัว เช่น ลองเปลี่ยนประโยคทักทายทีมงานจากที่เคยถามแค่ว่า “งานนั้นเสร็จหรือยัง ?” มาเป็นการถามด้วยความใส่ใจว่า “ช่วงนี้มีอะไรติดขัด หรือมีอะไรให้พี่ช่วยไหม ?”
มาร่วมกันร้อยเรียงความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่สอดคล้อง มอบความสบายใจให้กับทีมงาน และเปลี่ยนที่ทำงานให้เป็นรากฐานที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนกันนะคะ