เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
Biz Movement เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
Business ‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
Biz Movement ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
Biz Movement มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
Biz Movement พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
SD ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
Business Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
Business SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
News ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
ดูทั้งหมด

ศ.วุฒิสาร ชู “ความสมเหตุสมผล–เป็นธรรม” แกนปฏิรูปภาครัฐ ตอบโจทย์อนาคตไทย

15 ก.ย. 2569 | 11:42น.

อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ชู “ความสมเหตุสมผล–ความเป็นธรรม” แกนปฏิรูปภาครัฐ ตอบโจทย์อนาคต เพิ่มศักยภาพประเทศไทย

คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะในรายวิชาสัมมนาศาสตร์นโยบายสาธารณะ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายสาธารณะ การกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่น และการปฏิรูประบบราชการ ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาเอก

โดยตลอดการบรรยายมีการแลกเปลี่ยนอย่างเข้มข้นกับผู้เรียนซึ่งมีทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี ฯลฯ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 13 กันยายน 2569 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้รับผิดชอบรายวิชา ให้การต้อนรับและร่วมรับฟังการบรรยาย

ศาสตราจารย์วุฒิสารกล่าวถึงหัวใจสำคัญของการออกแบบนโยบายสาธารณะว่า นโยบายที่ดีจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความสมเหตุสมผล” ควบคู่กับ “ความเป็นธรรม” เพราะการตัดสินใจเชิงนโยบายทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้ทรัพยากรของประเทศ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ปัญหาและความต้องการของประชาชนมีความหลากหลาย ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ ผลกระทบ และการกระจายประโยชน์จากนโยบายไปยังประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการบรรยายคือการมองอนาคตผ่าน Forecasting และ Assumptions หรือการพยากรณ์แนวโน้มควบคู่กับการตั้งสมมติฐานต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการกำหนดนโยบายในปัจจุบันไม่สามารถอาศัยข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียว ผู้กำหนดนโยบายต้องประเมินการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี โครงสร้างประชากร และปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อเตรียมทางเลือกไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทบทวนสมมติฐานเมื่อบริบทเปลี่ยนแปลงไป

ในด้านกระบวนการตัดสินใจ ศาสตราจารย์วุฒิสารอธิบายถึงแนวคิด Pure Rationality และ Bounded Rationality ซึ่งสะท้อนข้อเท็จจริงว่าการกำหนดนโยบายอาจมุ่งแสวงหาทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดตามหลักเหตุผล แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ตัดสินใจมักเผชิญข้อจำกัดด้านข้อมูล เวลา งบประมาณ โครงสร้างองค์กร รวมถึงปัจจัยทางสังคมและการเมือง การออกแบบนโยบายจึงต้องเข้าใจข้อจำกัดเหล่านี้ และสร้างกระบวนการที่ช่วยให้การตัดสินใจอยู่บนข้อมูลและหลักฐานมากที่สุด

อีกมิติที่ได้รับการย้ำในการบรรยายคือ Equality และ Fairness หรือความเสมอภาคและความเป็นธรรม ซึ่งมีความหมายมากกว่าการจัดสรรทรัพยากรให้ทุกคนในจำนวนเท่ากัน เพราะประชาชนแต่ละกลุ่มมีต้นทุน โอกาส และข้อจำกัดแตกต่างกัน การออกแบบนโยบายจึงต้องพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้รับภาระ และมีกลุ่มใดที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะประชาชนที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเข้าถึงบริการของรัฐ

ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงไปสู่การปฏิรูประบบ สวัสดิการและภาษี หรือ Welfare & Tax ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำและจัดสรรทรัพยากรในสังคม การกำหนดนโยบายจึงต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างความสามารถในการจัดหารายได้ของรัฐ ภาระที่เกิดกับประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนการนำทรัพยากรกลับไปสร้างบริการและสวัสดิการที่ตอบโจทย์ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยกว่า

สำหรับทิศทางการปรับตัวของภาครัฐ ศาสตราจารย์วุฒิสารเสนอหมุดหมายสำคัญตั้งแต่การพัฒนา Service Delivery หรือระบบการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่าย การขับเคลื่อน Area-Based Integration ที่นำปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่มาเป็นฐานในการทำงานร่วมกันของหน่วยงาน ตลอดจนการทบทวน Deregulation & Regulation เพื่อพิจารณาว่ากฎหรือข้อกำหนดใดควรลด เลิก หรือปรับปรุง และเรื่องใดที่รัฐยังจำเป็นต้องกำกับดูแลเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ

ประเด็นการบริหารงานโดยใช้พื้นที่เป็นฐานยังสัมพันธ์กับเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ศาสตราจารย์วุฒิสารศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยระบบการบริหารหลายระดับของประเทศไทย ยังมีความรวมศูนย์ค่อนข้างสูง และมีความแตกต่างด้านฐานะการคลังและศักยภาพการให้บริการระหว่างพื้นที่ จึงเสนอให้เสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาฐานข้อมูลระดับพื้นที่ และสร้างกลไกประสานงานระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับท้องถิ่น เพื่อให้การจัดบริการสาธารณะสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่มากขึ้น

ศาสตราจารย์วุฒิสารยังเสนอกรอบ 4 เสาหลักของการปฏิรูปภาครัฐ ประกอบด้วยการปฏิรูปนโยบาย หรือ Policy Reform เพื่อให้นโยบายตอบโจทย์ปัญหาและปรับตัวตามสถานการณ์ การปฏิรูปสถาบันและโครงสร้าง หรือ Institutional Reform ให้บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานมีความเหมาะสม การปฏิรูปธรรมาภิบาล หรือ Governance Reform เพื่อสร้างระบบบริหารที่รับผิดชอบ โปร่งใส และเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วม รวมถึง Public Leadership & Manpower Reform ซึ่งให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำและการพัฒนากำลังคนภาครัฐให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปโครงสร้างหรือออกกฎใหม่เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หาก “ระบบนิเวศของนโยบาย” หรือ Policy Ecosystem ไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อน โดยองค์ประกอบสำคัญเริ่มตั้งแต่เจตจำนงของรัฐและผู้มีอำนาจตัดสินใจ การทำงานของหน่วยงานที่ต้องเชื่อมโยงกันแทนการแยกส่วน ตลอดจนความสามารถของผู้นำในการมองปัญหาแบบองค์รวม เพราะนโยบายหนึ่งเรื่องมักเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายระดับการบริหาร และประชาชนหลายกลุ่ม

การมองนโยบายในภาพรวมยังต้องให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่พิจารณาเฉพาะความต้องการของคนส่วนใหญ่ เพราะในหลายกรณี กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจเป็นประชาชนกลุ่มเล็กที่มีอำนาจต่อรองต่ำ การพิจารณาความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร รวมถึงการออกแบบกลไกที่ช่วยกระจายโอกาสจากผู้ที่มีความได้เปรียบไปยังผู้ที่เสียเปรียบ จึงเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญในการสร้างนโยบายที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำและรักษาความสมดุลของสังคม

ทั้งนี้การปฏิรูปภาครัฐไทยจำเป็นต้องลดช่องว่างระหว่างการกำหนดนโยบายกับการนำไปปฏิบัติ พร้อมเสริมการประสานงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงาน รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายมากขึ้น เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและเป้าหมายการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ