ยกเลิกเที่ยว ดอนเมือง-อินชอน เซ่น K-ETA คนไทยซบจีน-ญี่ปุ่น
แอร์เอเชีย ประกาศยกเลิกเส้นทางเที่ยวบินตรง “ดอนเมือง-อินชอน” ปิดฉาก 12 ปีที่ให้บริการ หลังกระทบหนักจากมาตรการคุมเข้ม K-ETA ของเกาหลีใต้ นักท่องเที่ยวไทยหันซบเที่ยว ฟรีวีซ่าจีน-ญี่ปุ่นแทน
สายการบินแอร์เอเชียประกาศเตรียมยกเลิกการให้บริการเที่ยวบินแบบถาวรในเส้นทางบินตรง ดอนเมือง – อินชอน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ปิดฉากทำตลาดเที่ยวบินที่ดำเนินมายาวนานถึง 12 ปี
หากย้อนกลับไปในยุคบุกเบิก เส้นทางดอนเมือง – อินชอน ได้เปิดให้บริการภายใต้สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (Thai AirAsia X) ซึ่งใช้เครื่องบินลำตัวกว้างขนาดใหญ่รุ่น Airbus A330 เป็นหลัก
ก่อนที่จะมีการปรับโครงสร้างบริหารจัดการ เปลี่ยนมาให้สายการบินไทยแอร์เอเชีย (Thai AirAsia – รหัสสายการบิน FD) เข้ามารับช่วงดูแลการบินแทน และเปลี่ยนมาใช้เครื่องบินลำตัวแคบขนาดเล็กลงอย่างรุ่น Airbus A320 ทำการบิน จนกระทั่งนำมาสู่การประกาศยกเลิกเส้นทางบินตรงดังกล่าวอย่างถาวรในปัจจุบัน
รายงานจาก AeroRoutes เผยข้อมูลการปรับเปลี่ยนตารางบินบนระบบของไทยแอร์เอเชีย (รหัส FD) ดังนี้
- การปรับเปลี่ยนตารางบิน (Schedule Update): สายการบินได้ทยอยยกเลิกเที่ยวบินประจำวัน (Daily Service) ในเส้นทางดอนเมือง – อินชอน ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2026 ถึง 30 กันยายน 2026
- รายละเอียดเที่ยวบินเดิมที่ถูกยกเลิก: เดิมทีบินวันละ 1 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบินรุ่น Airbus A320neo (32N)
- เที่ยวบิน FD677: ออกจากดอนเมือง (DMK) เวลา 02:45 น. ถึงอินชอน (ICN) เวลา 10:35 น. (บินทุกวัน)
- เที่ยวบิน FD678: ออกจากอินชอน (ICN) เวลา 12:05 น. ถึงดอนเมือง (DMK) เวลา 15:50 น. (บินทุกวัน)
จากผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ บริษัทเผชิญภาวะขาดทุนสุทธิสูงถึง 2,326 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากวิกฤตราคาน้ำมัน ส่งผลให้สายการบินต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างกะทันหัน ด้วยการเลือกยกเลิกเส้นทางบินที่มีต้นทุนการดำเนินงานสูง แล้วหันไปเน้นการทำตลาดและเพิ่มความถี่ในกลุ่มเส้นทางบินที่สามารถทำกำไรได้ดีแทน
จึงหันไปรุกตลาดประเทศเวียดนามและกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งปัจจุบันตลาดเวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นตลาดต่างประเทศอันดับ 1 ของสายการบิน ด้วยสัดส่วนรายได้และปริมาณการเดินทางสูงถึง 25%
ขณะเดียวกัน สายการบินทยอยลดขนาดและยกเลิกเที่ยวบินในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและมีสัดส่วนผู้โดยสารน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เช่น เส้นทางบินไปประเทศอินเดีย ประเทศจีน และล่าสุดคือเส้นทางบินสู่อินชอน ประเทศเกาหลีใต้
สำหรับปัจจัยสำคัญเบื้องหลังการตัดสินใจยกเลิกเส้นทางบินดอนเมือง – อินชอน ครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 เหตุผลหลักในทางธุรกิจและการบิน ได้แก่
- วิกฤตราคาน้ำมันและการบินระยะไกล: การบินระยะทางไกลซึ่งใช้เวลาเกือบ 6 ชั่วโมงไปเกาหลีใต้ ต้องผลาญปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมหาศาล ท่ามกลางภาวะที่ต้นทุนเฉลี่ยต่อที่นั่งโดยรวม (Cost per Available Seat Kilometre) พุ่งสูงขึ้นถึง 33% ส่งผลให้การบินในเส้นทางระยะไกลมีลักษณะยิ่งบินไกลยิ่งประสบปัญหาขาดทุนหรือเข้าเนื้อ
- พฤติกรรมและเทรนด์การเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยที่เปลี่ยนไป: อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากมาตรการคัดกรองการเดินทางเข้าเมืองผ่านระบบ K-ETA ของประเทศเกาหลีใต้ที่มีความเข้มงวด ส่งผลให้ผู้เดินทางและนักท่องเที่ยวชาวไทยตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายการเดินทาง หันไปท่องเที่ยวในประเทศอื่นแทน เช่น ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
- สภาพการแข่งขันที่รุนแรงและเป็นตลาด Red Ocean: ตลาดการบินในเส้นทางเกาหลีใต้มีการแข่งขันสูงมาก การปรับเพิ่มราคาตั๋วโดยสารเพื่อชดเชยต้นทุนน้ำมันทำได้ยาก เนื่องจากด้านหนึ่งต้องแข่งขันเรื่องราคากับสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-Cost Carriers) อื่นๆ ที่ให้บริการจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะเดียวกันหากปรับราคาสูงขึ้นเกินไปก็จะต้องไปแข่งขันโดยตรงกับสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full Service Airlines)
สื่อเกาหลีใต้ เปิดสถิติคนไทยเทเที่ยวเกาหลี แต่คนเกาหลียังแห่เที่ยวไทยติดอันดับ 4
รายงานข่าวจาก Seoul Shinmun เผยแพร่ข้อมูลตัวเลขและสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงนโยบายการเดินทางเข้าเมืองที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตัวเลขนักท่องเที่ยว
รายงานระบุว่า กระแสความไม่พอใจ K-ETA ส่งผลกระทบต่อการเดินทางไปเกาหลีใต้ จากข้อมูลของ Kang Yu-jung สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลีใต้ (제출받은 자료) เผยข้อมูลสถิติท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) พบว่า เฉพาะในปี 2023 มีกลุ่มทัวร์ไทยยกเลิกการเดินทางไปเกาหลีใต้อย่างน้อย 91 กลุ่ม รวมจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 9,947 คน
ปัญหา K-ETA ปฏิเสธบุคคลสำคัญและกลุ่มท่องเที่ยวองค์กร แม้ว่าจะเป็นกลุ่ม Incentive Tour ของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเอกสารยืนยันตัวตนชัดเจน แต่ก็ยังถูกปฏิเสธ K-ETA ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งค่าโรงแรมและตั๋วเครื่องบิน จนต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปประเทศที่ไร้วีซ่าอย่างญี่ปุ่นหรือไต้หวันแทน
รวมถึงกรณีโด่งดังที่ครอบครัวและภริยาของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยถูกปฏิเสธ K-ETA ในเดือนธันวาคม 2023 เช่นกัน นอกจากนี้ในปี 2025 มีกลุ่มทัวร์องค์กรขนาดใหญ่กว่า 4,000 คน ตัดสินใจยกเลิกแผนเดินทางไปเกาหลีใต้ทันที เนื่องจากภาระค่าธรรมเนียม K-ETA เพิ่มขึ้นคนละประมาณ 10,000 วอน (รวมกว่า 40 ล้านวอน)
นักท่องเที่ยวไทยในเกาหลีลดฮวบ
ก่อนวิกฤตโควิด-19 นักท่องเที่ยวไทยเคยครองอันดับ 1 ของอาเซียนที่ไปท่องเที่ยวเกาหลีใต้ แต่ในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2024 ตัวเลขนักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีใต้มีเพียง 203,159 คน หล่นไปอยู่อันดับ 4 ของอาเซียน และคิดเป็นอัตราฟื้นตัวเพียง 57.2% เมื่อเทียบกับปี 2019
สวนทาง นักท่องเที่ยวเกาหลีเข้าไทยพุ่งอันดับ 4
ในทางกลับกัน ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย ระบุว่า ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2024 ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมแล้วกว่า 29.08 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.36 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้เดินทางมาท่องเที่ยวไทยสูงถึงประมาณ 1.54 ล้านคน ครองอันดับ 4 ของชาติต่างชาติที่มาไทยมากที่สุด (รองจากจีน 5.75 ล้านคน, มาเลเซีย 4.18 ล้านคน และอินเดีย 1.72 ล้านคน)
ปี 2026 สายการบินจึงตัดสินใจปรับแผนการบริหารจัดการทรัพยากร ด้วยการโยกย้ายฝูงบินและทรัพยากรทั้งหมดกลับมาลุยตลาดการบินภายในประเทศ ตลาดประเทศเวียดนาม และตลาดกลุ่มประเทศ CLMV ที่มีอัตราผลตอบแทนและผลกำไรที่ดีกว่า
สำหรับกลุ่มผู้โดยสารที่ได้ทำการสำรองที่นั่งในเส้นทางดอนเมือง – อินชอน ล่วงหน้าไว้แล้ว ทางสายการบินได้กำหนดมาตรการรองรับและทางเลือกในการเยียวยาจำนวน 4 ทางเลือก ได้แก่:
- การเลื่อนเที่ยวบินฟรี 1 ครั้ง โดยต้องเดินทางภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2569
- การขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารเต็มจำนวน
- การรับเงินคืนในรูปแบบการเก็บสะสมเป็นมูลค่าเครดิต (Credit Account) สำหรับใช้สำรองที่นั่งในอนาคต
- การเปลี่ยนเส้นทางบิน โดยปรับเปลี่ยนเป็นเที่ยวบินแบบแวะต่อเครื่องในเส้นทาง ดอนเมือง – กัวลาลัมเปอร์ – อินชอน ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป