สู้วิกฤตฝุ่นภาคเหนือ ดันนโยบายไร้เผา-กระจายอำนาจผู้ว่าฯ CEO
อว.รับข้อเสนอสู้วิกฤตฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือ ผนึก สสส.-สภาลมหายใจ ชูสูตร “8-3-1” ดัน Sandbox เปลี่ยนวิถีเกษตร-กระจายอำนาจผู้ว่าฯ CEO ชง ครม. ดันนโยบายไร้เผา ตั้งเป้าลดฝุ่น 30-40%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) และเครือข่ายสภาลมหายใจ จัดเวทีถอดบทเรียนและพัฒนายุทธศาสตร์ภัยพิบัติและฝุ่นควันภาคเหนือ : จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายที่ทำได้จริง พร้อมส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์การจัดการฝุ่นควัน PM2.5 จังหวัดภาคเหนือ ณ สำนักบริการวิชาการ (UNISERV CMU) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ศ.ดร.ยศชนัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาในฤดูฝุ่นที่จะถึงนี้ คือการบูรณาการเทคโนโลยีและงานวิจัย เช่น กล้องตรวจจับความร้อน การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่สูงเพื่อเตรียมพร้อมดับไฟป่า ควบคู่ไปกับมาตรการ “Quick Win” ที่สำคัญที่สุด คือการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจร่วมกับชุมชนในการบริหารจัดการเชื้อเพลิง และแยกแนวเขตระหว่างพื้นที่เกษตรกับพื้นที่ป่าอย่างชัดเจน

สำหรับข้อเสนอของภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ ประเด็นเร่งด่วนคือ การทบทวน “มาตรการห้ามเผาเด็ดขาด (Zero Burning)” เปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามกติการ่วมนั้น ทางรัฐบาลจะนำประเด็นนี้ไปหารือกับหน่วยงานรับผิดชอบหลักเพื่อหาแนวทางปฏิบัติร่วมกันอย่างยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนมาเป็นการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบร่วมกับชุมชน โดยตั้งเป้าหมายลดผลกระทบฝุ่นควันและพื้นที่เผาไหม้ให้ได้ 30–40% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา อว. ได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยก้าวต่อไปคือการนำข้อเสนอจากภาคประชาสังคม เรื่องการบริหารจัดการป่า ที่ดิน และกลไกชุมชน มาทำเป็นแนวทางปฏิบัติการให้ชัดเจนเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้บังคับใช้เป็นนโยบายหลัก เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และหน่วยงานในพื้นที่ใช้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาไม่อาจพึ่งพาเพียงการบังคับใช้กฎหมาย หรือการตั้งรับปลายเหตุด้วยเครื่องฟอกอากาศ DIY แต่ต้องแก้ที่ “ต้นทาง” ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก อว. พร้อมสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และผู้นำชุมชน เพื่อบริหารจัดการแบบรู้จุดเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ (Area-based) ควบคู่กับการทำ “เกษตร Sandbox” เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกร ลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในระยะยาว
“ในปี 2569 มีประชาชนได้รับผลกระทบทางสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่า 15 ล้านคน ฝุ่น PM 2.5 เป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตคนไทยสูงถึง 7 หมื่นรายต่อปี สูงกว่าอุบัติเหตุทางถนนถึง 4 เท่า ยิ่งเขตสุขภาพที่ 1 ภาคเหนือตอนบน พบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและโรคมะเร็งปอดสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ รวมถึงศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของภาคเหนือไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี”นพ.พงศ์เทพ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย พัฒนากลไกใหม่ที่เป็นรูปธรรมใน 4 มิติ คือ 1.ก่อตั้งและสนับสนุน “สภาลมหายใจ” ในระดับพื้นที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค 2.พัฒนานวัตกรรมเกษตรไม่เผาและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านเครื่องตัดสับชีวมวล ธนาคารใบไม้ และการแปรรูปตอซัง/ฟางข้าว เปลี่ยนเป็นพลังงาน ปุ๋ยหมัก ถ่านชีวภาพ ทดแทนการเผา 3.พัฒนานวัตกรรม “ห้องปลอดฝุ่นชุมชน” ร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่และกรมอนามัย นำไปติดตั้งในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำให้เด็กเล็กและผู้สูงอายุมีพื้นที่สูดอากาศสะอาดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และ 4.ขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … เข้าสู่สภาฯ ยกระดับสิทธิการสูดอากาศสะอาดให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน ซึ่งการจะเอาชนะวิกฤตฝุ่นควันที่ซับซ้อนนี้ จำเป็นต้องขยายผลจาก “บทเรียนหน้างาน” ไปสู่ “นโยบายระดับประเทศ”
ด้านนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า ข้อจำกัดที่ผ่านมาเกิดจากความซ้ำซ้อนของกฎหมายแต่ละกระทรวง งบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับแผนงาน เช่น แผนป้องกันทำไว้ 100% แต่งบประมาณมีเพียง 10-20% รวมถึงงบประมาณมักจัดสรรมาหลังสิ้นสุดช่วงวิกฤตฝุ่น จึงเสนอให้จัดทำ “พื้นที่ Sandbox” ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและระเบียบงบประมาณ พร้อมเสนอโมเดล “8-3-1” เปลี่ยนผ่านจากการทำงานแบบเดิม โดยเน้น 8 เดือนแรกเป็นการเตรียมการและวางแผนป้องกัน ร่วมกับชุมชน 3 เดือนถัดมาเป็นการเผชิญเหตุ ตามแผนงาน และ 1 เดือนสุดท้ายเป็นการถอดบทเรียน เพื่อประเมินผล นอกจากนี้ ยังเสนอให้ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ “ผู้ว่าฯ CEO” มีอำนาจตัดสินใจสั่งการและบูรณาการงบประมาณได้ทันที เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์การจัดการฝุ่นควัน PM2.5 จังหวัดภาคเหนือ สู่การปฏิรูปโครงสร้างเชิงยั่งยืนผ่าน 5 เสาหลักยุทธศาสตร์ ได้แก่
1.ปฏิรูปโครงสร้างบริหารจัดการ ปรับคำสั่งรัฐ และโมเดลพื้นที่ทดลอง (Governance & Sandbox) โดยจัดตั้งโมเดล “ผู้ว่าฯ CEO Sandbox” ในจังหวัดวิกฤต (เชียงใหม่ น่าน สระบุรี กรุงเทพฯ) เป็นพื้นที่ทดลอง ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการงบประมาณแบบ Area-based Budgeting และอนุมัติโครงการข้ามกระทรวงได้จริง พร้อมจัดตั้งหน่วยงานขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เต็มเวลา โดยมอบหมายกระทรวง อว. หรือหน่วยงานกลาง จัดตั้งหน่วยงานขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เต็มเวลา บูรณาการหน่วยงานแบบข้ามกระทรวง
2.นวัตกรรมเทคโนโลยี และการต่อต้านการทุจริต โดยบังคับใช้มาตรฐาน Open Contracting Standard และ AI ตรวจสอบความโปร่งใสและการกระจายงบประมาณอย่างเป็นธรรม เปิดเผยข้อมูลแผนชิงเผาและมลพิษอุตสาหกรรม และยกระดับระบบเฝ้าระวังด้วยกล้อง 5G และโดรนตรวจจับความร้อน 24 ชั่วโมง
3.ปฏิรูปเขตป่า สิทธิ์ที่ทำกิน และยกระดับป่าชุมชน โดยเร่งรัดสมุด คทช. และขยับสู่ระบบสมุดสิทธิ์ดิจิทัล (E-Booklet) รับรองสิทธิ์ที่ทำกิน 1 ล้านไร่ใน จ.เชียงใหม่ ภายใน 3-5 ปี ขับเคลื่อนมาตรา 65 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 (ซูเปอร์มาร์เก็ตในป่า) จัดทำกติกาการใช้ประโยชน์ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืน และพัฒนาแบรนด์สินค้า GI ชุมชน เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการหาของป่าแบบเดิม ยกระดับป่าชุมชนเกรด C สู่เกรด A ตั้งเป้า 2 ล้านไร่ใน 5 ปี และจัดตั้งและฝึกอบรมชุดปฏิบัติการ “สิงห์ไฟ” ประจำ อปท.”

4.นวัตกรรมกลไกการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยออกพันธบัตรเชื่อมโยงความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds – SLB) วงเงิน 1,000-5,000 ล้านบาท พร้อมปรับโครงสร้างกองทุนไฟป่าและฝุ่นเชียงใหม่/กองทุน อบจ.
5.ด้านสิทธิมนุษยชน สุขภาพประชาชน การจัดการฝุ่นข้ามแดน โดยส่งเสริมนวัตกรรมคุ้มครองสุขภาพต้นทุนต่ำ เช่น สนับสนุนการผลิตเครื่องฟอกอากาศ DIY ต้นทุน 300-400 บาท โดยใช้แผ่นกรอง Meltblown PP จัดทำห้องแรงดันบวกต้นทุนต่ำ 400 บาท พร้อมจัดทำแผนยุทธศาสตร์และปฏิทินไฟป่า “แอ่งอากาศ” ข้ามเขตปกครอง เช่น แอ่ งเชียงใหม่-ลำพูน หรือรอยต่อ 4 จังหวัด และยกระดับกลไกความร่วมมือระดับประชาชนในแนวชายแดน เช่น แม่สาย เวียงแก่น แม่สะเรียง