เงินบาทสัปดาห์นี้ 33.00-33.60 บาท/ดอลลาร์ เจอแรงกดดันน้ำมันสูง-ดอกเบี้ยโลกขาขึ้น
กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ คาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวกรอบ 33.00-33.60 บาท/ดอลลาร์ หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี จับตาราคาน้ำมันและทิศทางดอกเบี้ยโลก กดดันเงินบาทอ่อนค่าในระยะสั้น ส่วนแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ยไทยมีจำกัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินทิศทางเงินบาทในสัปดาห์วันที่ 21-25 ก.ย. 2569 คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.60 บาทต่อดอลลาร์ ต้องจับตาทิศทางราคาน้ำมันโลกและแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศหลัก ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินดอลลาร์และค่าเงินบาทในระยะสั้น
ทั้งนี้ แม้ว่ามีการประเมินว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ แต่ทิศทางดอกเบี้ยของประเทศหลักหลายแห่งยังเป็นขาขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องจับตาพัฒนาการในตลาดพลังงาน
ซึ่งในระยะสั้น หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นปัจจัยหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง อีกทั้งตลาดยังระมัดระวังความเสี่ยงขาลงของเงินยูโร จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้น
สำหรับค่าเงินเยนมีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไร หลังการสื่อสารของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังไม่เข้มข้นเท่ากับความคาดหวังของตลาดที่ประเมินว่าดอกเบี้ยอาจปรับขึ้นรวมเกือบ 100 จุดในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แม้ผู้ว่าการบีโอเจ จะส่งสัญญาณว่าการดำเนินนโยบายการเงินกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ซึ่งอาจเปิดทางให้เร่งขึ้นดอกเบี้ยได้
สำหรับปัจจัยในประเทศ แรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไทยยังมีค่อนข้างจำกัด ขณะที่เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าในระยะสั้น ตามทิศทางดอกเบี้ยโลกและความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แม้ภาคส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ยังได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยี แต่ต้นทุนการนำเข้าที่สูง การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระดับต่ำ รวมถึงทิศทางส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ยังเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อการแข็งค่าของเงินบาทในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทปิดที่ 33.31 บาทต่อดอลลาร์ โดยอ่อนค่าจากช่วงก่อนหน้า และเคลื่อนไหวในกรอบ 33.08-33.43 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี
ทั้งนี้ประธานเฟดระบุว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ช่วย “ลดระดับความผ่อนคลายทางการเงินลงบางส่วน” สะท้อนว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต
ขณะที่ประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดทั้งจีดีพีและอัตราการว่างงานยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มเชิงบวก
ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวปรับลดลงจากระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อนโยบายควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คงดอกเบี้ยที่ 3.75% ด้วยมติ 6-3 และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.25%
ขณะที่ภาพรวมตลาดการเงินไทย สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 5,192 ล้านบาท และพันธบัตรไทย 7,552 ล้านบาท